ประมงพื้นบ้านฯ โต้ประมงรายใหญ่ ยันรัฐแก้ประมงผิดกฎหมายถูกทางแล้ว

ที่มาของภาพ, Getty Images
สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยชี้ ระเบียบประมงของอียูจะช่วยแก้ปัญหาที่เรื้อรังมานาน และช่วยให้ทรัพยากรทางทะเลยั่งยืน เห็นต่างผู้ประกอบธุรกิจประมงที่สมุทรสงครามกว่า 3,000 คน ที่ออกประท้วงต่อต้านแรงกดดันของสหภาพยุโรป(อียู) ซึ่งทำให้ธุรกิจประมงเสียหายเป็นเวลา 2 ปีแล้ว
นายสะมะแอ เจะมูดอ นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า ผู้ที่ออกมาประท้วงควรจะยอมรับกฎหมายเพราะมาตรการเหล่านี้จะทำให้ทรัพยากรทางทะเลของประเทศยั่งยืน และแก้ไขปัญหาธุรกิจการประมงไทยที่เรื้อรังมานาน
"เราเห็นมาหลายวันแล้วว่าด้านประมงนอกชายฝั่งเขาคัดค้านอียู เราเองไม่ได้มีท่าทีอะไรกับอียู เราสนับสนุนด้วยซ้ำไป สิ่งที่อียูกำชับ เป็นข้อตกลงระหว่างไทยกับยุโรป ไม่ผิดกฎหมาย แล้วจะทำให้ถูกต้อง ดีไหมล่ะ ที่[ไปจับปลาแล้ว]ไม่ได้รายงาน คุณไปจับ[ปลา]ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่บอกอะ"
เว็บไซต์ข่าวมติชนรายงานว่า เมื่อเช้ามืดวานนี้ (21 ก.ย.) ที่ตลาดปลาแม่กลอง จ. สมุทรสงคราม นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย นำผู้ประกอบการตลาดปลา ท่าเทียบเรือ และเรือประมง กว่า 3,000 คน ใส่เสื้อดำมีคำต่อต้าน อียู โดยชี้ว่าการเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแก้ปัญหาทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือที่รู้จักกันในชื่อ "IUU" (Illegal, Unregulated and Unreported fishing) ทำให้เศรษฐกิจภาคประมงเสียหายไปแล้วกว่า 5 แสนล้านบาทในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
บีบีซีไทยพยายามติดต่อสัมภาษณ์ อธิบดีกรมประมง นายอดิศร พร้อมเทพ ทางโทรศัพท์แต่ไม่สามารถติดต่อได้
เมื่อปี 2558 สหภาพยุโรปได้ออก "ใบเหลือง" เตือนไทยว่ายังไม่มีมาตรการที่เพียงพอที่จะป้องกันและขจัดปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม และหากไทยไม่แก้ไขปัญหาในเวลาที่กำหนด สหภาพยุโรปก็อาจให้ "ใบแดง" คือการห้ามนำเข้าสินค้าประมงจากไทยในที่สุด

ที่มาของภาพ, Tuwaedaniya MERINGING/AFP/Getty Images
นายสะมะแอ ระบุว่า "เราเคยชินกับการหลีกเลี่ยงกฎหมาย พอเอาจริงเอาจัง ยอมรับไม่ได้ ก็ไม่รู้อะนะ ไม่ว่าจะอาชีพอะไร ดีไม่ดี ทำไมไม่คุยกับกฎหมาย คัดค้าน ถามว่าอียูมาทำอะไรให้เป็นประเด็น กรมกระทรวง ทำไมเราไม่เจรจากับรัฐบาลล่ะ มีหลายหน่วยงานที่เข้าถึงได้"
ความพยายามของรัฐบาลในการปรับปรุงมาตรการคือ การออกพระราชกำหนดประมง 2558 และการใช้กฎหมายมาตรา 44 จัดระเบียบการทำประมงเคร่งครัด เช่น มีการควบคุมปริมาณการจับ เรือประมงพาณิชย์ต้องขอใบอนุญาตชัดเจน เรือที่หนักเกิด 30 ตันกรอสขึ้นไปต้องมีระบบติดตามเรือประมง หรือ VMS มีการตรวจสอบเรือและเครื่องมือการทำประมง รวมถึงโทษต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการยึดใบอนุญาต หรือการจ่ายค่าปรับ เป็นต้น
พระราชกำหนดประมง พ.ศ. 2558 กำหนดให้เรือประมงขนาด 10 ตันกรอสขึ้นไปเป็นเรือประมงพาณิชย์ ซึ่งเป็นกรณีของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจประมงที่สมุทรสงครามที่ออกมาประท้วงในขณะนี้
นายมงคล ซึ่งนำประท้วงในฐานะนายกสมาคมประมงสมุทรสงคราม ระบุว่ามาตราการเหล่านี้เกินศักยภาพที่พวกเขาจะทำตามได้ และ 2 ปีที่ผ่านมา เกิดความเสียหายปีละ 60,000-100,000 ล้านบาท และเรือประมงในประเทศเหลือเพียง 10,600 ลำจากที่เคยมีถึง 40,000 ลำ และในจำนวนนี้ มีที่ไม่สามารถออกทำการประมงได้อีก 3,500 ลำเพราะขาดแรงงาน

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายมงคลระบุว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องส่งอาหารออกไปต่างประเทศ เพราะอาหารทะเลเหล่านี้ใช้สำหรับบริโภคในประเทศมากกว่า เขาระบุว่า การ "แทรกแซง" ของอียูเป็นเพราะรัฐบาลไทยเป็นรัฐบาลเผด็จการจึงทำให้อียู "ตั้งแง่" และไม่เป็นธรรมกับชาวประมงไทย และรัฐบาลควรจะทบทวนว่าจะทำตามอียูต่อไปหรือไม่ เพื่อประโยชน์ของคนไทย ไม่ใช่อียู
ด้านนายสะมะแอ มองว่า รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งไม่สามารถจัดการปัญหาได้ และรัฐบาลชุดนี้น่าจะมีการดำเนินการให้ถูกต้องเสีย ด้านเครือข่ายสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบจากมาตราการต่าง ๆ เช่น ห้ามใช้ "ลอบพับ" ซึ่งเป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ใช้ดักปลา ซึ่งจะทำให้ปลาตัวเล็กตัวน้อยติดมาด้วย ซึ่งนายสะมะแอก็เห็นด้วย
"ต้องมองว่า มันเปนเครื่องมือที่ไม่เหมาะสมจริงๆ เราก็มีทางเลือกอีกมากมาย ถามว่าทำอย่างอื่นได้ เราปรับเปลี่ยน เปนเครื่องอื่น ๆ" นายสะมะแอ ระบุ และกล่าวเสริมว่า โดยภาพรวมแล้ว การประมงไทยดีขึ้นเยอะ และทรัพยากรทางทะเลกลับมาเป็นดีอีกครั้ง








