You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
"รัฐยะไข่" กับ "ปลายด้ามขวานไทย" เหมือนต่างอย่างไรในความขัดแย้งทางเชื้อชาติ
นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงนานาชาติตั้งข้อสังเกตว่า ความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ก่อให้เกิดความรุนแรงรอบใหม่ในรัฐยะไข่ จนมีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 400 คน อาจกลายเป็นปัญหาการก่อร้ายในเมียนมาที่ยืดเยื้อ ไม่ต่างจากในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยที่ยืดเยื้อเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 และมีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 6 พันคน
ในความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้นเหมือนต่างอย่างไร ฟังผู้เชี่ยวชาญอธิบายเหตุการณ์ใน 2 ภูมิภาคนี้
"เกมของคนกลุ่มใหญ่"
ผศ.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และในรัฐยะไข่มีความคล้ายคลึงกันโครงสร้างทางประชากร เพราะเป็นความขัดแย้งของชนกลุ่มน้อย กับคนกลุ่มใหญ่
"ในกรณีไทยคือความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพุทธสยามและกลุ่มมลายูมุสลิม ในขณะที่ในรัฐยะไข่ของเมียนมา เป็นความขัดแย้งระหว่างพุทธศาสนิกชนและชุมชนมุสลิม แต่ในกรณีในรัฐยะไข่มีความซับซ้อนทางชาติพันธุ์มากกว่า เช่น ในกลุ่มชุมชนมุสลิมยังมีกลุ่มแยกย่อยได้อีก" ผศ.ดุลยภาคอธิบาย
นอกจากความซับซ้อนทางชาติพันธุ์ของชาวมุสลิมในรัฐยะไข่แล้ว สังคมเมียนมายังมีความหวาดกลัวว่าชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์มุสลิมกำลังขยายตัวอย่างมาก จึงเป็นที่มาของความพยายามในการควบคุม และจัดการกลุ่มผู้นับถือศาสนาอิสลามในรัฐยะไข่ ซึ่งเป็นส่วนตะวันตกสุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ตั้งอยู่ใกล้ชมพูทวีป และอาจได้รับอิทธิพลจากตะวันออกกลาง
รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า "ในสมัยก่อนนั้นจำนวนชาวโรงฮิงญามีจำนวนเพียงประมาณ 8 แสนคนเท่านั้น ต่อมาจำนวนกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้คนในรัฐยะไข่ส่วนใหญ่ก็มีความเกรงกลัวว่าประชากรส่วนใหญ่จะกลายเป็นชาวโรฮิงญา"
ความเกรงกลัวที่ว่าการเพิ่มขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้สั่งสมมาเรื่อยๆ ได้ก่อให้เกิดปัญหาเหยียดเชื้อชาติ จากเดิมที่เคยเป็นปัญหาทางภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ช่วงหลังๆ ก็พัฒนามาเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิม
รศ.ดร.สุเนตรเสริมว่า ชาวเมียนมาส่วนใหญ่ไม่เคยยอมรับชาวโรฮิงญา ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2010 เป็นต้นมา การเมืองเมียนมาได้กลายเป็นการเมืองของคนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ว่าพรรคพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา หรือยูเอสดีพี ของกองทัพ หรือแม้แต่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี ของนางออง ซาน ซู จี ก็ต้องการเสียงสนับสนุนจากประชาชน
"หากใครเข้าข้างกลุ่มโรฮิงญา ก็จะทำให้เสียคะแนนเสียง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมนางออง ซาน ซู จี จึงไม่ต้องการขยับหรือมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้ ขณะที่ปฏิบัติการของกองทัพในขณะนี้ก็ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่พึงพอใจ และได้คะแนนเสียง ส่วนนางออง ซาน ซู จีก็อยู่ในสภาพน้ำท่วมปาก จึงต้องเล่นบทตามน้ำ" รศ.ดร. สุเนตรกล่าว
"รัฐใช้กำลังปราบปราม"
น.ส.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิชาการอิสระด้านความมั่นคง กล่าวว่า ความขัดแย้งในสองภูมิภาคที่ดูคล้ายกันคือ การปราบปรามด้วยความรุนแรงของรัฐบาลเป็นสิ่งที่ผลักดันให้เกิดกลุ่มติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิม กรณีของภาคใต้กลุ่มติดอาวุธเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 โดยมีประเด็นที่สำคัญมาจากการหายตัวไปของหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ซึ่งเป็นผู้นำในการเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองในบางด้านของชาวมุสลิม ส่วนของโรฮิงญากลุ่มอาร์ซา (กองทัพปลดปล่อยโรฮิงญาแห่งอาระกัน) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธของชาวมุสลิมเพิ่งจะเริ่มก่อตัวไม่นานนัก การปราบปรามอย่างหนักของรัฐบาลเมียนมา จะยิ่งส่งผลให้ความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรงระหว่างชาวพุทธกับมุสลิมในเมียนมาทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
"กลุ่มโรฮิงญามีปัญหาเรื่องไม่ได้รับสัญชาติเมียนมา แม้อยู่ที่นั่นมานาน พวกเขาเป็นคนไร้รัฐ แต่ในส่วนภาคใต้ คนมลายูมุสลิมไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้ แต่อาจมีส่วนที่เหมือนคือความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ และการเป็นพลเมืองที่เป็นคนกลุ่มน้อยในประเทศที่เหมือนเป็นพลเมืองชั้น 2 ข้อเรียกร้องของชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้ คือการแยกตัวเป็นรัฐอิสระ แต่ในกรณีของโรฮิงญาต้องการเรียกร้องสิทธิจากรัฐบาลเมียนมา" น.ส.รุ่งรวีกล่าว
ขัดแย้งหนัก ชักนำกลุ่มก่อการร้ายแทรกซึมหรือไม่
น.ส.รุ่งรวีมองว่า การปราบปรามมักจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการต่อต้านที่รุนแรง ซึ่งในหลายพื้นที่ความขัดแย้งก็นำไปสู่การก่อตัวของกลุ่มติดอาวุธ ในกรณีโรฮิงญากับภาคใต้ก็มีความคล้ายกันในเรื่องนี้ มีความเป็นไปได้ที่ประเทศมุสลิมจะให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มโรฮิงญาซึ่งในมุมมองของประเทศเหล่านี้ คือกำลังถูกกดขี่โดยรัฐบาลเมียนมา
"ในทางอุดมการณ์แล้วกลุ่มติดอาวุธทั้งในภาคใต้และโรฮิงญาไม่ได้มีเป้าหมายเหมือนกับกลุ่มไอซิสที่ต้องการที่จะสถาปนารัฐอิสลามที่ข้ามพรมแดนรัฐชาติ" นักวิชาการด้านความมั่นคงรายนี้อธิบาย
ด้าน ผศ.ดุลยภาค มองว่า ต้องจับตาการขยายตัวแทรกซึมของกลุ่มไอเอสเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นภัยคุกคามความมั่นคงที่กำลังขยายมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างที่เห็นในฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
"มีความเสี่ยงสูง ในกลุ่มวงชาติพันธุ์และความเข้มข้นในศาสนาอิสลาม ซึ่งมีความเป็นไปได้ในการแทรกซึม"
นักวิชาการรายนี้ตั้งข้อสังเกตว่า นัยสำคัญคือการส่งสัญญาณระหว่างกันของไทยและเมียนมาในการร่วมกันปกป้องความมั่นคง ทั้งที่เกิดจากการอพยพย้ายถิ่นฐานของกลุ่มมุสลิมโรฮิงญาแรงงานผิดกฎหมาย หรือการแทรกซึมของการก่อวินาศกรรมด้วยการใช้สงครามศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งกองทัพทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องต้องการว่าจะต้องร่วมกันป้องกันภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ๆ เห็นได้จากผลการหารือที่ผ่านมาระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผบ.สูงสุดของเมียนมา