ม. 44 กับ รถไฟไทย-จีน ฟังมุมต่างจากจุฬาฯ

โครงการรถไฟไทย-จีน

ที่มาของภาพ, BBC Thai

ในงานเสวนา "รถไฟไทย-จีน: ใครได้ ใครเสีย" จัดขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการแทบทุกศาสตร์ ทั้งเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ต่างสะท้อนความกังวลใจก่อนขึ้นอภิปราย โดยให้เหตุผลตรงกันว่าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟไทย-จีนค่อนข้างสับสน และเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ

ชนิดที่นักกฎหมายรายหนึ่งเล่าว่าได้ใช้ความพยายามถึงครึ่งวันในการสืบค้น "บันทึกความตกลง" หรือ "บันทึกความร่วมมือ" ของ 2 ประเทศ จากสารสนเทศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่พบข้อมูลใดๆ

พวกเขาจึงต้องวิเคราะห์จาก "ข้อเท็จจริงทางเดียว" ที่รัฐบาลพูดผ่านสื่อมวลชน

มหากาพย์ "รถไฟปรองดอง"

"รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เป็นเรื่องที่ปรองดองที่สุด เพราะรัฐบาลชุดไหนก็เสนอโครงการนี้" รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาฯ เปิดวงเสวนาด้วยการนำโครงการรถไฟไทย-จีนเข้าสู่รางการเมือง

ก่อนย้อน "มหากาพย์" ของโครงการที่เคยผ่าน-คามือของ 3 รัฐบาล ตั้งแต่ยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งนี้เฉพาะยุครัฐบาล คสช. พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญมาโดยตลอด ไล่ตั้งแต่

  • ความเร็ว: จากเคยยืนยันมั่นเหมาะในปี 2557 จนถึงเดือน ก.พ. 2559 ว่าเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง เพราะ "รถไฟความเร็วสูงไม่จำเป็นสำหรับไทย" แต่สุดท้ายกลายเป็นไฮสปีดเทรน
  • เส้นทาง: เริ่มต้นจากแผนสร้างรถไฟสายกรุงเทพฯ-หนองคาย และแก่งคอย-มาบตาพุด วงเงิน 5.3 แสนล้านบาท ในปี 2557 ก่อนพลิกเป็นกรุงเทพฯ-นครราชสีมา (ทางคู่) นครราชสีมา-หนองคาย (ทางเดี่ยว) และชะลอแก่งคอย-มาบตาพุด วงเงิน 3.4 แสนล้านบาท แต่สุดท้ายจบที่กรุงเทพฯ-นครราชสีมา วงเงิน 1.79 แสนล้านบาท
  • งบลงทุนไทยและจีน: มีสารพัดสูตรให้ชวนสับสน ตั้งแต่ 80:20 30:70 40:60 50:50 แต่มาจบที่ไทยลงทุนเอง 100%
  • ความสับสนของระดับนโยบาย: นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม บอกจะเริ่มโครงการรถไฟฟ้าไทย-จีนก่อน แต่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ พูดไปอีกทาง บอกต้องเริ่มโครงการรถไฟไทย-ญี่ปุ่นก่อน กระทั่ง มี.ค. 2560 ญี่ปุ่นได้ออกมาประกาศ "ขอแยกราง" กับจีน ทำให้ชวนนึกถึงสภาพอาณานิคมในยุคก่อน
  • ยุทธศาสตร์การใช้ประโยชน์: ระบบขนส่งสายอีสาน ไม่ได้มีแค่รถไฟความเร็วสูงไทย-จีนที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ยังมีแผนสร้างรถไฟรางคู่กรุงเทพฯ-หนองคาย และสร้างทางด่วนพิเศษ (มอเตอร์เวย์) กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ทำให้พื้นที่นี้เกิดการทับซ้อนกันถึง 3 ระบบ และเกิดภาวะ "สำลักโครงการ"
  • ข้ออ้างเรื่องความเจริญเศรษฐกิจที่มาพร้อมรถไฟ: รถไฟทางคู่ก็พัฒนาเมืองได้ ไม่ต่างจากการอ้างเหตุผลเรื่องการส่งเสริมการค้าการท่องเที่ยว และการค้าขาย โดยคำนวณจากประชากรจีน ทั้งที่ไทยยังไม่มีแผนรองรับทั้ง 2 ส่วนนี้ จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่า "ไม่เฉพาะส่งของไทยที่ส่งไปขายจีน แต่สินค้าจีนก็โดยสารรถไฟมาถึงไทยเหมือนกัน"

"ที่มีการพูดกันว่า 'การมีรถไฟความเร็วสูง เป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้า' มันเป็นแค่มายาคติ เพราะปัจจุบันลาวมีรถไฟความเร็วสูง ขณะที่สหรัฐฯ ไม่มี ถามว่าลาวก้าวหน้ากว่าสหรัฐฯ หรือไม่" รศ.ดร.สมพงษ์

เขาเสนอด้วยว่าการทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ต้องพัฒนา "โครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม" ไม่ใช่ "โครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่ง" แต่ทั้งๆ ที่ไทยมีความต้องการพัฒนาระบบขนส่งทางรางสูง มีอุตสาหกรรมและตลาดรองรับ แต่กลับไม่ปรากฏเรื่องนี้แผนพัฒนาอุตสาหกรรมรถรางในนโยบาย "ไทยแลนด์ 4.0"

โครงการรถไฟไทย-จีน

ที่มาของภาพ, BBC Thai

ระวัง "เจ๊ง"

รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ กล่าวว่า ในทางเศรษฐศาสตร์จะมีการประเมินโครงการใน 2 ประเด็นคือ ความคุ้มค่าทางการเงิน ซึ่งมีตัวอย่างการ "เจ๊งทางการเงิน" ให้เห็นกับโครงการแอร์พอร์ตลิงก์ และรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่รัฐบาลลงทุนเอง 100 เปอร์เซ็นต์ และเกิดปัญหาไม่เชื่อมต่อกับระบบอื่น จนเป็นรถไฟ "สายเหงา"

"ขณะนี้ไม่ทราบว่ารัฐบาลประเมินความคุ้มทุนทั้งระบบ หรือประเมินเฉพาะเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา หากประเมินแค่ระยะสั้น แล้วลงทุน 1.7 แสนล้าน ก็ "เจ๊ง" เพราะนครราชสีมาเป็นแค่ปากทาง ถ้าจะไปถึงที่หมาย ต้องต่ออีก แล้วจะให้ผู้โดยสารต่อกับอะไร" รศ.ดร.นวลน้อยกล่าว

ส่วนอีกประเด็นที่ต้องประเมินคือความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งต้องถามว่าใครได้-ใครเสียประโยชน์ หากมีการเวนคืนที่เกิดขึ้น ก็จะมีชุมชนแตกกระสานซ่านเซ็น ขณะเดียวกันจะมีคนอีกกลุ่มได้ประโยชน์จากราคาที่ดินเส้นรางรถไฟที่สูงขึ้น

กังวลจีน "เบี้ยวสัญญา"

ขณะที่ ผศ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ บอกว่านี่คือความสำเร็จอีกก้าวของจีนที่พยายามเชื่อมต่อกับประเทศต่างๆ ผ่านระบบขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ การก่อสร้างรถไฟถือเป็นความฝันของจีน รายการนี้จึงกล่าวได้ว่า "เรียบร้อยโรงเรียนจีน" แต่สิ่งที่กังวลคือประเด็นการทำสัญญากับจีนโดยเฉพาะเรื่องการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและเทนโนโลยี เพราะนักธุรกิจไทยมีประสบการณ์กับจีนมาเยอะ เซ็นสัญญากันดิบดี พอเปลี่ยนผู้นำท้องถิ่นปุ๊บ ทุกอย่างก็หมดความหมาย

"ผมเชื่อมั่นในนักกฎหมายไทย แต่ผมไม่ไว้ใจนักกฎหมายจีน ดังนั้นหากมีการเบี้ยว อ้างนั่นอ้างนี้ ก็ขอให้รัฐบาลเปิดเผยกับประชาคมโลก" นักวิชาการด้านจีนศึกษากล่าวเรียกร้อง

โครงการรถไฟไทย-จีน

ที่มาของภาพ, BBC Thai

ม.44 "ปิดประตูหลายชั้นในการตรวจสอบ"

ส่วนมุมมองของนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ รศ.ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต หนีไม่พ้นความกังวลเรื่องการใช้ "อำนาจพิเศษ" ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งถูกรับรองโดยรัฐธรรมนูญปี 2560 ออกคำสั่งเร่งรัดโครงการนี้ เขาชี้ให้เห็นว่า แม้ในคำสั่งหัวหน้า คสช. จะอ้างถึงการดำเนินการต้องเป็นไปตาม "ข้อตกลงคุณธรรม" หากผู้เกี่ยวข้องไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนี้ให้ดำเนินการตามกฎหมาย แต่ปรากฎว่าคำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับเดียวกัน กลับยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายรวม 7 ฉบับ

"กฎหมายที่ คสช.ให้ยกเว้น เป็นกฎหมายมุ่งขจัดการทุจริตทั้งสิ้น ความหมายคือเจ้าหน้าที่รัฐไทยทำผิด ยังโดนลงโทษตามกฎหมาย แต่ถ้าคนเสนอราคาทำผิด หลุดหมด ถือเป็นการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ควรยกเว้น นอกจากนี้ยังมีความไม่ชัดเจน หากรัฐวิสาหกิจจีนต้องการให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งของไทยมารับงานต่อ จะสามารถเข้ามาได้โดยอัตโนมัติหรือไม่" รศ.ดร.ณรงค์เดชโยนคำถามขึ้นกลางวงเสวนา

เขาบอกด้วยว่า คำสั่งตามมาตรา 44 ไม่เพียงตรวจสอบไม่ได้ เพราะถูกรับรองโดยรัฐธรรมนูญ และแนวบรรทัดฐานการพิจารณาคดีของศาลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 44 ยังให้ความคุ้มครองการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในการสั่งการ การปฏิบัติ ถือเป็นการ "ปิดประตูหลายชั้นในการตรวจสอบ"

"ต่อให้การออกคำสั่งนี้เริ่มต้นด้วยเจตนาดี อยากสลายข้อติดขัด อยากพัฒนาประเทศ ซึ่งทางกฎหมายมีคำพูดว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ถึงเป้าหมาย แต่แม้เป้าหมายดี แต่วิธีการไม่ถูก ก็จะไปอย่างนั่นหรือ" รศ.ดร.ณรงค์เดชระบุ

"โศกนาฏกรรมทางเศรษฐกิจ-สังคม"

ภายหลังแลกเปลี่ยนข้อมูลในทุกมิติทั้งทางเทคนิค การเมือง เศรษฐกิจ กฎหมาย นายอุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ แสดงความกังวลว่า "นี่ไม่ใช่แค่มหากาพย์ แต่อาจเป็นโครงการที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมไทย"

ก่อนหน้านี้ นักวิชาการ-นักเทคนิคในหลายองค์กรได้ออกมาวิจารณ์การใช้ ม.44 เร่งโครงการรถไฟไทย-จีน เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ตั้งคำถามว่าเป็นการ "ลัดขั้นตอน" หรือไม่ ส่วนวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วทส.) เห็นว่าการ "ยกเว้นแนวทางสร้างธรรมภิบาล" อาจทำให้เกิดความสับสนและไม่เชื่อมั่นต่อตัวโครงการ ไม่ต่างจากนักเศรษฐศาสตร์องธนาคารโลกที่แนะเปิดกว้างให้ผู้สนใจมาประมูลแข่งกันเพื่อความโปร่งใส

รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง, ผศ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา, รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา, รศ.ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ, นายอุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา

ที่มาของภาพ, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, จากซ้ายไปขวา: รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง, ผศ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา, รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา, รศ.ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ, นายอุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา

ยังไม่รวมภาคประชาชนที่ไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบการออกคำสั่งโดยอาศัย "อำนาจพิเศษ" ทำให้ไทยเสียประโยชน์ เป็นผลให้ผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมต้องออกมาตอบโต้-ป้อน "ข้อเท็จจริงอีกชุด" เพื่อเป็นทางเลือกแก่สังคมตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

10 ข้อเท็จจริงอีกชุดจากกระทรวงคมนาคม

  • โครงการนี้ดำเนินการมาแล้ว 3 รัฐบาล แต่รัฐบาล คสช.กำหนดให้เป็นความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)
  • ในรอบ 2 ปีเศษ (นับจาก ธ.ค. 2557) ไทย-จีนประชุมร่วมกันมาถึง 18 ครั้ง แต่ไร้ข้อสรุป
  • เป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวและขนส่งสินค้า 3 ประเทศคือ จีน ลาว และไทย
  • กรอบวงเงินลงทุนเฟสแรก เส้นทางกรุงเทพฯ-โคราช ระยะทาง 252.5 กิโลเมตร อยู่ที่ 1.79 แสนล้านบาท (เฉลี่ยกิโลเมตรละ 708.91 ล้านบาท)
  • 75% ของงบลงทุน เพื่อว่าจ้างผู้รับเหมาและวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ซึ่งใช้ของไทยหมด ส่วนอีก 25% เป็นระบบราง อาณัติสัญญาณ และขบวนรถ ใช้จากจีนทั้งหมด
  • ไทย-จีนต้องลงนามในสัญญา 3 ฉบับ ได้แก่ สัญญาการออกแบบก่อสร้าง, สัญญาการจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน และสัญญาการจัดหาระบบตัวรถ อาณัติสัญญาณ การซ่อมบำรุง
  • กระทรวงคมนาคมจะจัดอบรมวิศวกรและสถาปนิคจากจีน ทั้งเรื่องภูมิศาสตร์ไทย กฎหมายไทย หลังใช้ ม. 44 ยกเว้นให้ไม่ต้องสอบขอใบประกอบวิชาชีพ โดยย้ำว่านี่เป็นการ "อำนวยความสะดวกจีน" เท่านั้น
  • รองนายกฯ เศรษฐกิจคาด เริ่มดำเนินการเฟสแรกได้ภายในเดือน ก.ย.นี้
  • รมว.คมนาคมขออย่ามองความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เฉพาะเรื่องการเก็บค่าโดยสาร แต่ให้คิดถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของพื้นที่ 2 ข้างทางที่รถไฟผ่าน
  • รถไฟไทย-จีน เป็นคนละโครงการกับรถไฟไทย-ญี่ปุ่น เพราะใช้เทคโนโลยีคนละระบบ