You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
85 ปีปฏิวัติสยาม: มองนิยาม “ประชาธิปไตย” ผ่านอนุสาวรีย์ฯ
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวอิสระ บีบีซีไทย
85 ปีหลังปฏิวัติสยาม คนไทยเข้าใจความหมาย "ประชาธิปไตย" แค่ไหน เหตุใด "อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" ซึ่งเป็นหนึ่งในมรดกของคณะราษฎร ถึงกลายเป็นหมุดหมายของนักเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกยุค
อยู่บนถนน แต่ไม่ใช่พื้นที่ถนน..
ไม่ใช่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่สร้างความสนใจด้วยขนาดของอนุสาวรีย์ที่มีปีกสูง 24 เมตร รัศมีของวงเวียนกว้าง 24 เมตร..
ไม่มีการจารึกชื่อบุคคล มีแต่ชื่อเรียกขานที่ไม่เกี่ยวกับ "คณะราษฎร" หรือการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ใช้คำว่า "ประชาธิปไตย" ทำให้อนุสาวรีย์แห่งที่ 2 ที่สร้างโดยแกนนำผู้ก่อการ "ปฏิวัติสยาม 24 มิ.ย. 2475" กลายเป็นพื้นที่ที่กล่าวถึงการปกครอง "ระบอบใหม่" ที่ปรากฏเป็นรูปธรรม และยังเป็นการประกาศให้ชาวต่างชาติรู้ว่าสังคมไทยมีเจตนาแน่วแน่ในการปกครองแบบร่วมสมัยกับตะวันตก
8 ปีหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และแกนนำคณะราษฎร ทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2483
นักประวัติศาสตร์อย่าง ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ชี้ว่านี่คืออนุสาวรีย์แห่งแรกที่พูดถึง "ประชาชน"
"รัฐธรรมนูญที่อยู่บนพานแว่นฟ้า หมายถึงรัฐธรรมนูญที่ส่งจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน ไม่ใช่ส่งจากข้างบนลงมาข้างล่าง ทั้งหมดของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมีสัญลักษณ์ที่จะยืนยันหลักการที่ว่าอธิปไตยเป็นของปวงชน" บทความ "ชาติไทย เมืองไทย แบบเรียนและอนุสาวรีย์ : ว่าด้วยวัฒนธรรม, รัฐ และรูปการจิตสำนึก" (2538) ของ ศ.ดร.นิธิระบุ
ในฐานะเจ้าของวิทยานิพนธ์ดีเด่นหัวข้อ "นัยทางการเมืองของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในสังคมไทย" ซึ่งถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือเรื่อง "อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กับความหมายที่มองไม่เห็น" ทำให้ ดร.มาลินี คุ้มสุภา รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่ในฐานะผู้เฝ้าสังเกตความเป็นไปของ "ประชาธิปไตย" ที่หลายครั้งไปผูกติดอยู่กับการใช้ "พื้นที่" ของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และทำให้เกิดความหมายแตกต่างตามแต่ยุคสมัย ซึ่งจำแนกได้เป็น 3 ช่วง
ช่วงแรก (2478-2514) ความหมายผูกพันกับสิ่งที่กำเนิดขึ้นมา แต่มีนัยขยายความมากกว่า "ประชาธิปไตย-คณะราษฎร" เพราะไปเชื่อมโยงกับหลัก 6 ประการของคณะราษฎร โดยถือว่าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็น "ตัวแทนสัญญะ" ของการไปสู่ระบอบใหม่ที่มีเอกราชสมบูรณ์ มีความปลอดภัย เศรษฐกิจดี มีความเสมอภาค มีเสรีภาพ และมีการศึกษาดี
แต่ด้วย "ที่ตั้ง" บนถนนราชดำเนิน ทำให้อนุสาวรีย์แห่งนี้เคยร่วม "รับเสด็จ" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาแล้ว 2 พระองค์ ในพิธีสวนสนามเหล่าทหารสัมพันธมิตรต่อหน้าพระพักตร์รัชกาลที่ 8 (2489) และพิธีสวนสนามของกองทัพบก การฉลองวันชาติ ซึ่งรัชกาลที่ 9 เสด็จเป็นประธานในพิธี รวม 7 ครั้ง (2495-2514) โดยพิธีการสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2514 เป็นการสวนสนามแสดงแสนยานุภาพเนื่องในพระราชพิธีรัชดาภิเษก ฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี
หลังถูกผูกขาดโดยงานราชการและงานรัฐพิธีมานาน 30 ปี พื้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็ถูก "เบียดขับ" ด้วยการเข้ามาจับจองโดยขบวนการนักศึกษาและประชาชน
ช่วงที่ 2 (2516-2535) ความหมายพิเศษในลักษณะ "กายภาพทางความเป็นจริง" เมื่อพื้นที่ถูกนำไปเชื่อมต่อกับความคิด อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกลายเป็น "ฉากสำคัญ" ครั้งแรก ในเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ที่นักศึกษาและประชาชนชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร
อีกครั้งคือเหตุการณ์ชุมนุมช่วง "พฤษภาทมิฬ" (17-20 พ.ค. 2535) เพื่อปฏิเสธการสืบทอดอำนาจของผู้นำรัฐประหารขณะนั้น-จุดกระแสปฏิรูปการเมืองใหม่ จนนำไปสู่การได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ถูกขนานนามว่า "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน"
ทั้ง 2 เหตุการณ์ ทำให้เกิด "ความหมายใหม่" เริ่มกลายเป็น "อนุสาวรีย์ของประชาชน"
ช่วงที่ 3 (2549-ปัจจุบัน) ความหมายที่ถูกสร้างขึ้นพร้อมกับการตีความคณะราษฎร ผ่านการจัดกิจกรรมที่พยายามร้อยรัดไปสู่ความหมาย "ประชาธิปไตยแบบคณะราษฎร" จะเห็นว่ามีการเกิดขึ้นของนักเคลื่อนไหวหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย, กลุ่มคณะราษฎร 2555, กลุ่มคณะราษฎรที่ 2
"มันมี 'เหตุแทรก' เกิดขึ้นในปี 2553 เมื่อกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ไปชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนเกิดเหตุล้อมปราบและปะทะกับเจ้าหน้าที่ที่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ทำให้อนุสาวรีย์แห่งนี้กลายเป็นสถานที่จัด 2 กิจกรรมหลักคือ พิธีรำลึกเหตุการณ์สูญเสียปี 2553 และกิจกรรมต่อต้านรัฐประหาร" ดร.มาลินีกล่าว
นอกจากนี้ยังถูกใช้เป็นพื้นที่เคลื่อนไหวเรียกร้องในหลากหลายประเด็น อาทิ การต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ปี 2556-2557, ต่อต้านร่าง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ปี 2559, เรียกร้องให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ปี 2560
"ช่วงสุดท้ายเป็นช่วงที่น่าสนใจ เพราะเป็นการให้ความหมายที่ไปไกลกว่าเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 โดยกลับไปหาความหมายที่แท้จริง กลับไปดูเจตนารมณ์แรกของคณะราษฎรที่อยากให้ 'ประชาชนเป็นใหญ่' ซึ่งเป็นหลักการสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด ดังนั้นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจึงยืนอยู่บนหลักการ ไม่ใช่ตัวบุคคล ทำให้คนทุกกลุ่มเข้ามาใช้พื้นที่นี้อย่างสนิทใจ" ดร.มาลินีระบุ
ความหมายของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ผู้สร้างอย่างจอมพล ป. พิบูลสงคราม จงใจใช้ประกาศความสำเร็จของคณะราษฎร และสื่อถึง "ประชาธิปไตยที่เกิดจากการปฏิวัติสยาม 2475" จึงเลื่อนไหลไปเป็น "ประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วม"
ด้วยสัญลักษณ์ ประวัติศาสตร์ความเป็นมา และคำว่า "ประชาธิปไตย" ของอนุสาวรีย์ จึงไม่แปลกหากอนุสาวรีย์แห่งนี้จะกลายเป็นหมุดหมายของนักเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกยุค
"ถ้าบอกว่ามีความทรงจำชิ้นเดียว ก็จะทำให้มันกลายเป็นวัตถุที่ตายนิ่ง คนอื่นมาใช้พื้นที่ไม่ได้ แต่ด้วยความเป็นพื้นที่เปิด ใครจะมาพูดเรื่องอะไรก็ได้ตรงนี้ เรียกร้องประชาธิปไตยก็ได้ เรียกร้องค่าแรงก็ได้ มันจึงเป็นสนามที่สอดประสาน ขัดแย้ง ต่อสู้ และต่อรองเพื่อสร้างความหมายใหม่อยู่ตลอดเวลา" ดร.มาลินีกล่าว
ทว่าแม้มีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยมา 85 ปี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย สะท้อนผ่านสถิติการรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จ 13 ครั้ง จากความพยายาม 19 ครั้ง จำนวนรัฐธรรมนูญที่มีถึง 20 ฉบับ จนถูกวิจารณ์ว่า "ไทยใช้รัฐธรรมนูญเปลือง" เพราะเปลี่ยนรัฐธรรมนูญทุกๆ 4 ปีโดยเฉลี่ย ที่สำคัญคือมีเพียง 3 ฉบับเท่านั้นที่ยกร่างภายใต้รัฐบาลพลเรือน ขณะที่การเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้นมาแล้ว 26 ครั้ง แต่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพียงชุดเดียวที่อยู่ในตำแหน่งครบเทอม 4 ปี
อย่างไรก็ตาม "นี่คือระบอบที่ถูกตรวจสอบแล้วว่าสร้างความขัดแย้งน้อยที่สุด ถ้าเรายอมรับ ก็ปล่อยให้มันเปลี่ยนผ่านช่วงหนึ่ง" เธอบอก
ท้ายที่สุด "ประชาธิปไตยของเขา-ของเรา" อาจไม่จำเป็นต้องมีนิยามเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องคล้อยตามวาทกรรมไหน หรือยึดตามความทรงจำ-ประวัติศาสตร์ชุดใด ซึ่ง อ.มาลินีบอกว่า "แม้เราถูกทำให้จำ แต่เราก็สร้างความทรงจำใหม่ได้"
เฉกเช่นความหมายที่ไม่เคยหยุดนิ่งของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่ทำให้เกิดพื้นที่ประชาธิปไตย-พื้นที่ของประชาชน!!!
หมายเหตุ : ติดตามรายงานพิเศษชุด "มอง 85 ปีประชาธิปไตยผ่านมรดกคณะราษฎร" ได้ตลอดเดือน มิ.ย. สัปดาห์หน้าพบกับ "มรดกความคิดคณะราษฎร ผ่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"