3 ประเด็นถกเถียงสำคัญ แก้กฎหมายบัตรทอง

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
- Author, พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์
- Role, ผู้สื่อข่าวอิสระ
เวทีรับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือร่าง กม.บัตรทองฉบับใหม่ ล่มไปแล้ว 2 เวที หลังภาคประชาชนที่คัดค้านร่าง กม.นี้ เดินวอล์คเอาท์ออกจากที่ประชุม แม้จะยังเหลืออีก 2 เวที ที่ จ.ขอนแก่นและ กทม. แต่ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยหรือไม่
ข้อถกเถียงเรื่องการปรับปรุงโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ชื่อเดิม "30 บาทรักษาทุกโรค" ชื่อปัจจุบัน คือ "บัตรทอง" มีมาตลอด แต่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ผู้นำออกมาวิจารณ์เองว่าเป็นภาระต่องบประมาณ กระทั่งมีการยกร่างออกมาเป็นกฎหมาย
ปัจจุบัน มีผู้ใช้สิทธิบัตรทองอยู่ราว 49 ล้านคน คิดเป็น 75% ของประชากรไทยทั้งหมด หากเกิดการเปลี่ยนแปลง บุคคลกลุ่มนี้ย่อมได้รับผลกระทบแน่ ๆ แต่จะเป็นไปในด้านใดนั้น ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของร่าง กม.ที่กำลังเปิดรับฟังความเห็น
"บีบีซีไทย" ขอรวบรวม 3 ประเด็นสำคัญ ซึ่งเป็นหัวใจของข้อถกเถียง ระหว่างฝ่ายหนุน-ฝ่ายค้าน มานำเสนอ
ปรับ "สัดส่วน" บอร์ด สปสช.
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ถูกจัดตั้งขึ้นพร้อม กม.บัตรทองฉบับแรกในปี 2545 ทำหน้าที่เป็น "ผู้ซื้อบริการ" ให้กับประชาชน แทนกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมกับทำหน้าที่ควบคุม "ผู้ให้บริการ" ซึ่งได้แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ ในอีกทางหนึ่ง
ผลของการมี สปสช. ทำให้การจัดซื้อยาบางชนิดได้ถูกกว่าสมัยที่ สธ.จัดซื้อเอง ไม่ว่าจะเป็นยาต้านมะเร็ง ยากำพร้า (ยาที่ไม่ค่อยใช้ ไม่มีขาดในท้องตลาด) ยาต้านพิษ วัคซีน ฯลฯ โดยยาบางชนิด ซื้อได้ถูกกว่าเดิมถึง 80%

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ตามกฎหมายเดิม บอร์ด สปสช.จะมี 30 คน มีตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้ง ท้องถิ่น เอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนกฎหมายใหม่ บอร์ด สปสช.จะเพิ่มเป็น 32 คน แต่ลดตัวแทนภาคส่วนข้างต้น ไปเพิ่มตัวแทนจากผู้ให้บริการ ซึ่งได้แก่ สธ. และโรงพยาบาลต่างๆ ทำให้เกิดคำถามเรื่องความเป็น "ตัวกลาง" ระหว่างประชาชน-ผู้ให้บริการ จะยังเข้มข้นเช่นเดิมหรือไม่
ประเด็นนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการถกเถียงกัน ด้านหนึ่ง นพ.มงคล ณ สงขลา อดีต รมว.สาธารณสุข และกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ก็มองว่าเป็นการ "ทำลายหลักการแยกผู้ซื้อบริการกับผู้ให้บริการออกจากกัน" แต่ในอีกด้าน ฝ่ายสนับสนุน นำโดยภาคีสภาวิชาชีพด้านสุขภาพ ก็มองว่าควรปรับสัดส่วนบอร์ด สปสช. "ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น"
แยก "เงินเดือน" บุคลากร
หนึ่งในเหตุผลที่หลายฝ่ายยกมาอธิบายสาเหตุที่โรงพยาบาลบางแห่ง "ขาดทุน" จากโครงการบัตรทอง เพราะไม่มีการแยกเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งปัจจุบัน อยู่ที่ 3,109 บาท/คน/ปี ร่างกฎหมายบัตรทองฉบับใหม่ จึงกำหนดให้แยกค่าใช้จ่ายบุคลากรออกมา เพื่อให้สะท้อนต้นทุนการให้บริการที่แท้จริง
กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ มองว่าประเด็นนี้ "ดูเหมือนดี แต่อันตราย" เพราะจะทำให้บุคลากรทางการแพทย์ขอย้ายไปทำงานในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เมืองหลวงหรืออยู่ในเขตเมือง โดยที่ตำแหน่งยังอยู่ในโรงพยาบาลในเขตทุรกันดาร เกิดเป็นปัญหาซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก
นายอธึกกิต แสวงสุข เจ้าของนามปากกา "ใบตองแห้ง" อดีตผู้สื่อข่าวสายสาธารณสุข เขียนบทความลงในเว็บไซต์ the101world ระบุว่า การแยกเงินเดือนจะส่งผลกระทบ 3 อย่าง 1.โรงพยาบาลเอกชนจะหนีหมด เพราะไม่ธรรมกับเขา ที่ไม่ได้พึ่งเงินเดือนรัฐ 2.โรงพยาบาลชุมชนตายแน่ และ 3.บุคลากรทางการแพทย์จะกระจุกอยู่รอบกรุงเทพมหานครหรือเมืองใหญ่
ด้าน นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ โฆษกคณะกรรมการยกร่างกฎหมายบัตรทองฉบับใหม่ กล่าวชี้แจงว่า การแยกเงินเดือนก็เพื่อให้โรงพยาบาลต่าง ๆ บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น ยืนยันว่าไม่กระทบกับการกระจายบุคลากรแน่นอน เพราะมีคณะกรรมการที่ดูเรื่องกำลังคนอยู่แล้ว

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ประชาชนต้อง "ร่วมจ่าย"
หากยังจำได้ ตลอด 3 ปีของรัฐบาล คสช. มีการโยนหินถามทาง เรื่องการแก้ไขโครงการบัตรทองให้ประชาชนเข้ามา "ร่วมจ่าย" ในอัตรา 30-50% มาโดยตลอด แต่ก็ถูกเอ็นจีโอออกมาคัดค้านทุกครั้ง ด้วยเหตุผลว่าจะเป็นการกีดกันไม่ให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเข้าถึงบริการสาธารณสุข
ในสื่อแอนิเมชั่นประชาสัมพันธ์ร่างกฎหมายบัตรทองฉบับใหม่ที่เผยแพร่ไว้บนเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข ได้ระบุเรื่องการ "ร่วมจ่าย" ไว้เป็น 1 ใน 14 คำถามที่จะใช้ในเวทีรับฟังความเห็นด้วย
ด้านกลุ่มพลังแพทย์ 6 องค์กร ได้ยื่น 5 ข้อเสนอในการแก้ไขกฎหมายบัตรทองเดิมต่อนายกรัฐมนตรี โดยหนึ่งในนั้นมีข้อเสนอเรื่องการให้คนชั้นกลางร่วมจ่ายค่าบริการ เพื่อพัฒนาโรงพยาบาลรวมอยู่ด้วย ขณะที่ พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา กรรมการแพทยสภา เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ว่า ด้วยจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น และโรคที่ซับซ้อนหลากหลาย ทำให้ระบบบัตรทองหนีการ "ร่วม" จ่ายไม่พ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เกี่ยวข้องเคยออกมาชี้แจงว่า ร่างกฎหมายบัตรทองฉบับใหม่ ไม่มีการแก้ไขเรื่องการ "ร่วมจ่าย" เนื่องจากเป็นเนื้อหาที่อยู่ในร่างกฎหมายบัตรทองเดิมอยู่แล้ว และจะปล่อยให้เป็นทางเลือกในอนาคต
ทั้ง 3 เรื่องคือประเด็นที่กลายเป็น "ตาพายุ" สำหรับความพยายามในการแก้ไขโครงการบัตรทองรอบล่าสุดของรัฐบาล คสช.








