You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
“หน้ากากแปปสเมียร์” ขจัดความอาย ทลายความกลัว
ผู้เชี่ยวชาญ หนุนแนวคิดโรงพยาบาลชุมชนที่กำแพงเพชร ใช้หน้ากากลดอายตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแปปสเมียร์
หน้ากากแปปสเมียร์ หรือ The Mask Pap Smear โครงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองกรด อ.เมือง จ.กำแพงเพชร เป็นที่ถูกกล่าวถึงในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หลังสื่อมวลชนท้องถิ่นนำเสนอภาพกิจกรรมตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยผู้หญิงที่มาร่วมตรวจต่างสวมหน้ากากนั่งฟังข้อมูลเรื่องมะเร็งปากมดลูกก่อนที่เข้าสู่กระบวนการเก็บตัวอย่างเซลล์เยื่อบุมดลูก เพื่อนำไปวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติที่อาจพบโรคมะเร็งในสตรีหรือไม่
"บางทีไม่ได้อาย แต่กลัวมากกว่า ว่าตรวจแล้วจะเป็น" น.ส.เพ็ญพักตร์ วงษ์พันธ์ ชาว จ.กำแพงเพชร วัย 32 ปี เปิดเผยความรู้สึกหลังเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นครั้งแรก เหตุที่ไม่เคยมาตรวจส่วนหนึ่งเป็นเพราะความกังวลว่าจะตนเองจะเป็นโรคนี้และรักษาไม่หาย แต่อีกความรู้สึกคือ ความอายที่จะเข้ารับการตรวจกับหมออนามัย
"คนที่อายก็คลายได้เลย เพราะว่าไปตรวจไม่รู้ ไม่เห็นอะไรสักอย่าง พอใส่หน้ากากก็บังตัวเราหมด" น.ส.เพ็ญพักตร์ บอกกับบีบีซีไทยหลังการตรวจที่ใช้หน้ากากปิดบังใบหน้า
ไม่ต่างจาก น.ส.จริยา อุ่นครุฑ ชาวกำแพงเพชร วัย 33 ปี ที่บอกว่า มาตรวจเพราะต้องการรู้ว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกหรือไม่ แต่ก็ยอมรับว่าบางครั้งความอายก็เป็นอุปสรรค แต่เมื่อมีหน้ากากช่วยลดความรู้สึกเขินอายได้
นางพรทิพย์ พงษสังข์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ผอ.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองกรด บอกกับบีบีซีไทยว่า ก่อนหน้านี้ การชักชวนให้ผู้หญิงในตำบลที่มีอายุ 30-60 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ทำได้ยากได้รับความร่วมมือน้อย ปีที่แล้วมีผู้มารับการตรวจเพียง 3-5% เท่านั้น ของจำนวนที่ตั้งเป้าไว้ แต่เมื่อจับหน้ากากมาใส่ในโครงการตรวจคัดกรองแปปสเมียร์ในปีนี้ ก็เพิ่มขึ้นเกือบ 20%
ผอ.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองกรด มองว่า เมื่อผู้หญิงเปิดใจยอมรับแล้ว ต่อไปทัศนคติที่มีต่อการตรวจแปปสเมียร์อาจเป็นไปในทางที่ดีขึ้น และอาจไม่ต้องใช้หน้ากากเพื่อปกปิดใบหน้าอีก
"หน้ากากช่วยปลุกกระแสให้คนตื่นตัวว่าตรวจแปบสเมียร์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด"
การเพิ่มจำนวนให้ผู้หญิงในกลุ่มเป้าหมายมาเข้ารับการตรวจ ไม่ว่าด้วยวิธีการใดถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี นี่คือ มุมมองของ ศ.นพ.ภิเศก ลุมพิกานนท์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ที่แสดงความชื่นชมว่าวิธีการนี้ช่วยทำให้ผู้หญิงมาเข้ารับการตรวจมากขึ้น รวมถึงเป็นการส่งเสริมความรู้ลงไปยังระดับท้องถิ่นให้ผู้หญิงเข้าใจถึงความจำเป็นของการตรวจ ผลตอบรับของการมาร่วมตรวจ ก็บอกได้ว่าผู้หญิงเริ่มมีทัศนคติที่ดีกว่าเมื่อก่อน แม้จะยังมีความอายอยู่บ้าง แต่วิธีนี้เป็นผลดีต่อการป้องกันโรค ไม่ให้ไปตรวจเจอในระยะที่มะเร็งนั้นลุกลามเกินกว่าจะรักษาได้แล้ว
"การทำให้กลุ่มเป้าหมายมาตรวจถือว่าประสบความสำเร็จ ข้อมูลเชิงสถิติที่ผ่านมา บอกว่าการรณรงค์เรื่องสุขภาพ คนที่เสี่ยงน้อยจะตื่นตัวก่อนคนที่มีความเสี่ยงของโรคมากกว่า โดยหลักแล้วการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกต้องครอบคลุมจำนวนผู้หญิงที่อยู่ในวัยที่มีความเสี่ยง 80% เพราะ 30-40% แรก มักเป็นกลุ่มความเสี่ยงต่ำ"
ศ.นพ.ภิเศก กล่าวอีกว่า สถานการณ์โรคดีขึ้นในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา เพราะมีวิธีตรวจคัดครองที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้ตรวจพบโรคเร็วขึ้น จากในอดีตที่มักตรวจพบในระยะที่ลุกลามแล้ว
เมื่อต้นปี 2560 สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย รายงานสถิติผู้หญิงไทยที่เป็นมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ว่าม 8,184 คนต่อปี และชี้ว่าเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วง ปัจจุบันการป้องกันตัวเองจากโรคทำได้โดยเข้ารับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี