You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
"ภาคประชาชน" ร้องนายกฯล้มกระบวนการแก้ กม.หลักประกันสุขภาพ
กลุ่มผู้ชุมนุมหลายร้อยคนที่ใช้ชื่อว่า "กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ" รวมตัวหน้าสำนักงานสหประชาชาติในเช้าวันนี้ (6 มิ.ย.) เพื่อยื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ยุติกระบวนการแก้ไข พระราชบัญญติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะอนุกรรมการแก้ไขกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข 26 คน แล้วให้เริ่มกระบวนการใหม่
ผู้ชุมนุมให้เหตุผลว่าคณะอนุกรรมการชุดนี้ มีตัวแทนภาคประชาชนเพียง 2 คนเท่านั้น อีกทั้งการเปิดเวทีประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความเห็นที่มีเพียง 4 เวที ส่อทำให้รัฐรวบรัดเนื้อหากฎหมายบัตรทองใหม่
กลุ่มผู้ชุมนุมชี้ว่า เนื้อหาที่กำลังแก้ไขอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 48 ล้านคน ต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล จากเดิมที่ไม่ต้องเสียค่าบริการ นอกจากนี้สิทธิบัตรทองยังไม่ครอบคลุมบุคคลไร้สถานะที่อยู่ระหว่างรอพิสูจน์สถานะบุคคล และบุคคลที่ตกสำรวจจากกระทรวงมหาดไทย
อีกประเด็นที่พวกเขากังวลคือ การเพิ่มจำนวนวิชาชีพแพทย์สาธารณสุขเข้าไปในคณะกรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) รวมถึงบอร์ดย่อย อาจทำให้กุมนโยบายบริหารระบบสิทธิบัตรทองยึดประโยชน์รัฐมากกว่า
สิทธิประโยชน์รักษาพยาบาลอาจกระทบ
นางสุภาพร ผิ่นวัฒนากูล ตัวแทนกลุ่มคนรักสุขภาพภาคเหนือ บอกกับบีบีซีไทยว่า การเพิ่มสัดส่วนของผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุข มากกว่าตัวแทนภาคประชาชนและท้องถิ่น จะทำให้การตัดสินใจเรื่องชุดสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาลของผู้ใช้บัตรทอง มีแนวโน้มโอนเอียงไปทางการรักษาผลประโยชน์ของแพทย์ผู้ให้บริการมากกว่าผู้เข้ารับการรักษา
น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสัดส่วนภาคประชาชน ชี้ว่าหนึ่งในข้อผลักดันของรัฐคือการให้ประชาชนสมทบการจ่ายค่ารักษาพยาบาล แม้ในกฎหมาย สปสช.จะระบุว่าให้ประชาชนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล แต่ในช่วงแรกของการใช้บัตรทอง ภาคประชาชนในบอร์ดคัดค้านว่าแม้จ่ายเพียง 30 บาท แต่ประชาชนก็ได้รับผลกระทบ ต่อมามีการรื้อฟื้นแนวคิดนี้อีกครั้ง โดยเสนอให้ประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 30 ของค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด เพราะรัฐต้องการควบคุมงบประมาณที่ใช้จ่ายสวัสดิการถ้วนหน้าให้ประชาชน
"จริง ๆ แล้วตามหลักการประชาชนร่วมจ่ายอยู่แล้วผ่านภาษี ทุกวันนี้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายอย่างอื่น โรงพยาบาลรัฐไม่ควรจะต้องเก็บเพิ่ม" น.ส.กรรณิการ์ กล่าว
ประชาชนเข้าไม่ถึงยาแพง
อีกความกังวลของภาคประชาชน คือการเข้าถึงการรักษาโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น โรคเอดส์ โรคไต น.ส.กรรณิการ์อธิบายว่า การดำเนินงานของ สปสช.ทำให้ระบบการจัดหายาไปยังพื้นที่ต้องการทำได้คล่องตัว และมีตัวเลขความต้องการใช้ยาที่ชัดเจน ซึ่งปัจจุบัน สปสช.จัดหายาและเวชภัณฑ์ร้อยละ 4.9 ของการใช้ยาในประเทศ แต่ในร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฉบับใหม่ สธ.ต้องการให้อำนาจในการจัดซื้อยากลับไปอยู่ที่กระทรวงและโรงพยาบาล ทำให้การต่อรองการซื้อขาย ทำได้น้อยกว่า การซื้อเป็นจำนวนที่ชัดเจน ทำให้ต้องซื้อยาแพงขึ้น ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่อาจทำให้รัฐหันมาใช้ แนวคิดให้ประชาชนร่วมจ่าย
กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ได้ขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมยุติการทำกิจกรรม หลังไม่ได้รับอนุญาตจาก สน.ดุสิตให้จัดการชุมนุมสาธารณะตามที่ได้ขออนุญาตตามกฎหมาย โดย พ.ต.อ.อรรถวิทย์ สายสืบ รองผู้บังคับการ ตำรวจนครบาล 1 ได้เข้าเจรจากับแกนนำในเวลา 09.00 น.จัดรถตู้ให้แกนนำเข้ายื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาลฝั่งประตูกพ. โดยเหตุการณ์เป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีการกระทบกระทั่งกัน
ด้าน นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ โฆษกคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวกับบีบีซีไทยกรณีข้อกังวลจากภาคประชาชนเรื่องการเพิ่มสัดส่วนวิชาชีพผู้ให้บริการในบอร์ดสปสช. ว่าไม่ได้เป็นการมุ่งที่จะทำให้ความเห็นของภาคประชาชนในบอร์ดถูกกลบ แต่สัดส่วนวิชาชีพที่เพิ่มมา มีทั้งตัวแทน รพ.ศูนย์ รพ.อำเภอ รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบล คณะกรรมการฯ มองว่า ตัวแทนเหล่านี้ยิ่งจะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ เพราะมีบุคลากรอยู่ในพื้นที่ไปถึงระดับชุมชน จะรู้สภาพปัญหาความต้องการด้านบริการสาธารณสุขเพื่อนำมาพัฒนาการเข้าถึงการรับบริการได้ดีขึ้น
นพ.มรุต ยังชี้อีกว่า การพิจารณาปรับระบบสิทธิบัตรทองต้องคำนึงถึงคุณภาพการให้บริการสูงสุด ต้องมีความสมดุลระหว่างจำนวนโรคกับค่าใช้จ่ายเพื่อไม่ให้กระทบกับการบริการ และยืนยันว่าคณะกรรมการเปิดกว้างการร่วมเวทีประชาพิจารณ์การแก้กฎหมายฉบับนี้
"การปรับแก้มุ่งทำให้ สปสช.ทำงานสะดวก คล่องตัวขึ้นโดยกระบวนการไม่ขัดกฎหมาย แต่ยังคงเจตนารมณ์ของหลักประกันสุขภาพที่ยั่งยืน ประชาชนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น" นพ.มรุตกล่าวกับบีบีซีไทย
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีกำหนดจะนำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ที่ผ่านการแก้ไขแล้วเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเดือนก.ค. และมีเป้าหมายผลักดันให้มีผลบังคับใช้ในรัฐบาลนี้