สามปีรัฐประหาร: ภาคธุรกิจเร่งรัฐรีบทำนโยบายให้เกิดผลจริง หลังการเมืองมีเสถียรภาพ
- Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
สามปีของเศรษฐกิจไทยภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภาคเอกชนเทคะแนนให้กับการนำความสงบและเสถียรภาพทางการเมืองกลับมา พร้อมกับความพยายามปราบคอร์รัปชั่น แต่เรียกร้องให้เร่งรัดอีกหลายเรื่อง เช่นการพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยและขนาดกลาง หรือเอสเอ็มอี การพัฒนาทักษะแรงงาน การลงทุนจากภาครัฐ และที่สำคัญ คือการปฏิรูประบบราชการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
หนึ่งในปัจจัยที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามายึดอำนาจเมื่อปี 2557 ก็เพราะว่า การบริหารราชการแผ่นดินห้วงที่ผ่านมาไม่สามารถกระทำได้ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติและก่อปัญหาความเดือดร้อนต่อประชาชนทุกระดับจนถึงรากหญ้า แล้วการเข้ามาของคสช. ณ วันนี้ เกือบ 3 ปีแล้วมีผลสัมฤทธิ์ออกมาเป็นอย่างไร
นอกจากการสร้างความมีเสถียรภาพทางการเมือง ที่จะเอื้อต่อการค้าการลงทุน การท่องเที่ยวแล้ว ภาคเอกชนยังเห็นตรงกันว่า ความพยายามในการปราบปรามคอร์รัปชั่น ยังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มมากขึ้น
เปรียบเทียบอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) กับประเทศเพื่อนบ้าน
หมายเหตุ- * ประมาณการ, หน่วยเป็นร้อยละ
ที่มา.-Asia Development Bank, The Malaysia Star newspaper, Ministry of Trade Republic of Indonesia
อย่างไรก็ตาม นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายงานการค้าและการลงทุน เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า สิ่งที่ภาครัฐยังทำไม่ได้ตามคำเรียกร้องของภาคเอกชนคือ การปฏิรูปกฎหมายด้านการลงทุน หรือ Ease of Doing Business ในขณะที่ระบบราชการยังคงล่าช้า และไม่ได้สนับสนุนผู้ประกอบการและนักลงทุน อย่างเช่น การขอใบอนุญาตต่างๆ หรือใบรับรองต่างๆ ซึ่งหากเทียบกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ถือว่ายังล่าช้ากว่า
"ขณะที่ภาครัฐต้องการผลักดันประเทศให้กลายเป็น ไทยแลนด์ 4.0 ภาคอุตสาหกรรมก็เร่งพัฒนาให้เป็น อุตสาหกรรม 4.0 (Industrial 4.0) เช่นกัน แต่ว่าในส่วนราชการ ซึ่งถือว่าเป็นผู้เล่นสำคัญ ยังไม่ได้รับการปฏิรูปให้สอดรับกับแนวทางดังกล่าวในรูปแบบ ข้าราชการ 4.0 จึงอาจจะทำให้กลายเป็นปัญหาสำหรับการขับเคลื่อนประเทศไม่เป็นไปตามโรดแมปที่รัฐบาลกำหนดไว้" นายเกรียงไกร กล่าว

ที่มาของภาพ, Dario Pignatelli/Bloomberg/Getty Images
ความคิดเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับทัศนะของนายสแตนลีย์ คัง ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย ที่ระบุว่า สิ่งที่ต้องการฝากรัฐบาลคือการลดระยะเวลาและขั้นตอนในการทำธุรกิจในประเทศไทยให้สั้นลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเนื่องจากจะช่วยให้นักลงทุนชาวต่างชาติใช้เวลาไม่มากนักในการตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย ในขณะเดียวกันภาครัฐจะต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการคนไทยเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการที่ประเทศไทยจะก้าวไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

ที่มาของภาพ, Dario Pignatelli/Bloomberg/Getty Images
"เรื่องนี้น่าจะเป็นประเด็นที่สำคัญที่รัฐบาลไทยจะต้องผลักดันให้เกิดรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-government) ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนเอกสาร รวมไปถึงการลดปัญหาคอร์รัปชั่นไปอีกทางด้วย" นายคังกล่าว
ทิศทาง-นโยบายชัด แต่ภาคปฏิบัติยังไม่เป็นจริง
ในแง่การกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศนั้น ภาคเอกชนดูเหมือนจะพอใจกับสิ่งที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ดำเนินการไว้ ซึ่งนายคัง อธิบายว่า รัฐบาลชุดนี้มีการวางแนวนโยบายสำหรับอนาคตทั้งระยะสั้นห้าปี ระยะกลาง สิบปี และระยะยาว 20 ปี ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อนๆ ซึ่งมีการวางแผนระยะสั้นๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพหรือมีผลงานให้เห็นอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาฐานเสียงของรัฐบาล และผลประโยชน์ด้านการเลือกตั้งครั้งต่อไป
"การวางวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดปัจจุบันถูกต้องแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ การลงมือทำให้เป็นจริง (Implementation)" ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทยกล่าวกับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, Taylor Weidman/Getty Images
สอดคล้องกับความเห็นของนายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ที่บอกกับบีบีซีไทยว่า ที่ผ่านมาความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวและรัฐบาล ถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องตามที่เอกชนต้องการ
นายอิทธิฤทธิ์กล่าวอีกว่า ในสามปีที่ผ่านมาภาคเอกชนและภาครัฐบาลมีความร่วมมือกันในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การตลาดและกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เช่น การทำงานกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แต่สิ่งที่ยังไม่เห็นจากรัฐบาลชุดนี้คือ การให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการบริการด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเรื่องการสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและขนาดกลาง หรือ เอสเอ็มอี ให้มีศักยภาพการแข่งขันมากขึ้น
"เอสเอ็มอี" หัวใจหลักเศรษฐกิจที่ยังขาดการสนับสนุน
นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย กลุ่มธนาคารโลก เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า สิ่งที่น่ากังวล คือ สมรรถภาพของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทย ซึ่งงกำลังอ่อนลง จึงมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องมีนโยบายส่งเสริม เช่น การงดเว้นการจัดเก็บภาษีสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
ประเด็นดังกล่าวทั้ง ส.อ.ท. สทท. และหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย เห็นพ้องกันว่า การพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยการมอบโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ถูก เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญ

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
"หลังจากที่ธุรกิจในประเทศไทยผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งที่ผ่านมาทำให้องค์กรขนาดใหญ่มีความเข้มแข็งทางด้านการเงินมากขึ้น แต่สิ่งที่พบในปัจจุบันก็คือ กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงเงินทุนได้เท่าเทียมกับองค์กรขนาดใหญ่" ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทยกล่าว
ทั้งนี้ จากสถิติของหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 9,000 รายทั่วประเทศ ระบุว่า อัตราส่วนบริษัทใหญ่มีจำนวนเพียงร้อยละ 5 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 95 เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

ที่มาของภาพ, Brent Lewin/Bloomberg/Getty Images
นายเกรียงไกร แห่ง ส.อ.ท. อธิบายเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่า แม้ว่าปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปแล้วราวร้อยละ 0.25 - 0.5 มาเป็นประมาณร้อยละ 6 จากอัตราเดิมที่อยู่ประมาณร้อยละ 7.5 แต่ ก็ยังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปให้กับลูกค้าองค์กรใหญ่ๆ
รัฐลงทุนล่าช้า-เอกชนชะลอโครงการใหม่
นายเกียรติพงศ์ แห่งกลุ่มธนาคารโลก ระบุว่า ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมาภาคเอกชนชะลอการลงทุนใหม่ๆ เนื่องจากประเทศไทยขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งจำเป็นต่อการขยายงานสำหรับบริษัทที่อยู่ในประเทศ ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติก็มองเห็นปัญหานี้เช่นกัน จึงเลือกที่จะไปลงทุนในประเทศที่มีทรัพยากรแรงงานที่พร้อมมากกว่า
สอดคล้องกับความเห็นของประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย ที่ระบุว่า ปัญหาที่ทำให้นักลงทุนชาวต่างชาติตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างล่าช้าเนื่องมาจากประเทศไทยขาดแรงฝีมือที่มีทักษะ โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหม่ หากว่ามีการพัฒนาฝีมือแรงงานตรงกับต้องการของตลาดได้ จะช่วยทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และจะทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ที่มาของภาพ, Dario Pignatelli/Bloomberg/Getty Images
ในขณะเดียวกันในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของภาครัฐผ่านโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ การลงทุนด้านโลจิสติก ก็เป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากมีกระบวนการศึกษา กระบวนการจัดจ้างที่ค่อนข้างเยอะและต้องมีขั้นตอนมากมาย ซึ่งทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการกระจายรายได้ของประชากรในภูมิภาคต่างๆ รวมไปถึงการกระตุ้นการลงทุนในระหว่างภูมิภาค
ปฏิรูปเศรษฐกิจเริ่มมาถูกทาง:
บทวิเคราะห์ โดยนายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย, กลุ่มธนาคารโลก
ในมุมมองของการแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีการปฏิรูปในหลายมิติ ซึ่งถือว่าดีมากเทียบกับยุคก่อนๆ เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง ที่ยังคงรักษาเสถียรภาพทางด้านการแข่งขันไว้ได้

ที่มาของภาพ, World Bank
ประการแรก: การเปลี่ยนแปลงภาษีที่ดินมรดก เพื่อช่วยในการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม แม้ว่าเพดานที่กำหนดนั้นจากค่อนข้างน้อย แต่ก็ถือว่าเป็นแนวความคิดและเป็นการริเริ่มที่ดีในเรื่องของการปรับภาษีมรดกในอนาคต
ประการที่สอง: การอนุญาตให้ธนาคารแห่งประเทศไทย กำกับดูแล ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอาคารสงเคราะห์ จากเดิมที่กำกับโดยกระทรวงการคลัง ซึ่งจะส่งผลให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใสมากยิ่งขึ้นและสามารถตรวจสอบได้มากขึ้น และป้องกันการเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest)
ประการที่สาม: การตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อแรงงานนอกระบบและส่งเสริมกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในอนาคตเนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอัตราเร่งที่เร็วมาก
เมื่อพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ทางเศรษฐกิจแล้ว จะเห็นได้ว่า ณ ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยค่อนข้างที่จะเข้มแข็ง เพราะว่า ยังสามารถควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับร้อยละ 1-4 ในขณะที่หนี้สาธารณะยังคงอยู่ในระดับร้อยละ 4.3 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ
จำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตอย่างต่อเนื่อง
หมายเหตุ.- * ประมาณการ
ที่มา.- กรมการท่องเที่ยว, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
นอกจากนี้ปัจจัยบวก คือเห็นได้อย่างชัดเจนก็ คือการพัฒนาทางด้านการท่องเที่ยวโดยที่มีการกำหนดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 17 ของจีดีพี ในปีที่ผ่านมา ส่วนในปีนี้ก็คาดว่าจะเติบโตมากกว่าร้อยละ 20 ของจีดีพี









