รายงานพิเศษ: อาวุธ(ไม่)ลับนักศึกษา กับคำถามถึง คสช.
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวอิสระ บีบีซีไทย
"สังคมที่จับกุมคุมขังคนหนุ่มสาว จะเป็นสังคมที่ไม่มีอนาคต" คือคำกล่าวของ ศ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหลายกรรมหลายวาระ
เป็นเวลากว่า 100 วันแล้วที่นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และนักกิจกรรม "ไม่รู้อนาคตตัวเอง" หลังถูกควบคุมตัวอยู่ภายในทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น เพราะตกเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการเผยแพร่ข่าวพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 ของบีบีซีไทย
หลังได้รับการประกันตัวเพียง 18 วัน ไผ่ถูกถอนประกันเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2559 ด้วยเหตุผล "ใช้เสรีภาพแสดงความเห็นในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะวิจารณ์กระบวนการยุติธรรม ถูกหาว่าเยาะเย้ยเจ้าพนักงาน ก่อให้เกิดความเสียหาย" ข้อมูลจากศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุ

ที่มาของภาพ, BBC THAI
นี่ไม่ใช่คดีแรกของเขา ในระหว่างเคลื่อนไหวร่วมกับนักศึกษาที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม "ดาวดิน" และ "ขบวนการประชาธิปไตยใหม่" (New Democracy Movement: NDM) ไผ่เคยถูกจับมาแล้ว 4 ครั้ง ใน 4 คดี จากการแสดงออกเพื่อต้านการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ในชั้นประชามติ
นายรังสิมันต์ โรม นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) สมาชิกกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย" (Democracy Restoration Group: DRG) มีประสบการณ์ "ติดคุกร่วม" กับไผ่นาน 12 วัน (27 มิ.ย.-7 ก.ค. 2558) หลังศาลทหารกรุงเทพอนุญาตฝากขังนักกิจกรรม 14 คนที่ร่วมแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ต่อต้าน คสช. ในวาระครบขวบปีรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557
ภาพไผ่แถลงต่อศาลทหาร ยังแจ่มชัดในความทรงจำของโรม
"ด้วยท่าทีของไผ่เป็นสไตล์ลูกทุ่งๆ หน่อย เขาก็ยืนขึ้น เขาต้องการรู้ว่าผู้พิพากษาชื่ออะไร ต้องการรู้ว่าใครเป็นคนตัดสินให้เขาต้องมีชีวิตแบบนี้ ซึ่งตุลาการศาลทหารไม่ตอบ โดยบอกเพียงว่า 'มันไม่สำคัญหรอกว่าศาลมีชื่อว่าอะไร แต่ศาลได้ตัดสินคดีของพวกคุณในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์' สำหรับผม ไผ่เป็นคนที่กล้าหาญมาก" โรมบอกกับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, BBC THAI
อาจเพราะ 2 นักศึกษากฎหมายจาก 2 สถาบัน มีความคิดสอดคล้องต้องกันคือ "อยากเห็นประเทศเจริญงอกงามด้วยการปกครองในระบอบประชาธิปไตย" จึงร่วมเคลื่อนไหว-แบ่งบทกันเล่นตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ไผ่ให้ความสำคัญกับชาวบ้านเพราะอยู่ในพื้นที่ ส่วนโรมเคลื่อนไหวเรื่องโครงสร้างทางการเมืองเป็นหลักเพราะอยู่ในกรุงเทพฯ
"ในแง่นี้เป็นการอุดช่องว่างของกันและกัน ไผ่ทำให้ประชาธิปไตยกินได้ ส่วนผมก็เสริมเรื่องที่เป็นนามธรรม เราทั้ง 2 คนจึงอุดช่องว่างของกันมาโดยตลอด" โรมกล่าว
เพราะรู้ว่าความเป็นนักกิจกรรมคือเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับฝ่ายอำนาจนิยม ก่อนเคลื่อนไหวใหญ่ทุกครั้ง พวกเขาจึงต้องประเมินสถานการณ์ "เลวร้ายที่สุด" แต่กรณีของไผ่เป็นเรื่องที่ "ไม่อาจคาดเดา" แม้รู้ว่าเพื่อนมีโอกาสติดคุก แต่โรมก็ไม่คิดว่าจะนานขนาดนี้
10 ก.พ. 2560 กลุ่มกิจกรรมเครือข่ายนักศึกษา 4 ภาคจัดกิจกรรมให้กำลังใจ และเรียกร้องให้ศาลจังหวัดขอนแก่นอนุญาตให้ประกันตัวไผ่ ผลคือ 7 นักศึกษาถูกตั้งข้อหาละเมิดอำนาจศาล
ปรากฏการณ์ไผ่และเพื่อนจึงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเครือข่ายนักศึกษา ทำให้เกิดภาวะ "กล้าๆ กลัวๆ"

ที่มาของภาพ, VARUTH PONGSAPIPATT
ในงาน "นิทรรศการการเมือง" ของ มธ. เมื่อช่วงปลายเดือน เม.ย. ปรากฏหุ่นชายสวมเสื้อคล้ายชุดครุยถือไม้ไผ่ที่ถูกล่ามโซ่ เป็นหนึ่งในหุ่นล้อการเมืองชุด "The Ancient Ranger" ไม่มีคำอธิบายใดๆ จากนักศึกษาที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มอิสระล้อการเมือง" ผู้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ เพราะพวกเขาต้องการให้คนดูคิด-ตีความในบริบทของตัวเอง
มุมมองที่นายพิทยุตม วิเศษศิริ คณะสังคมสงเคราะห์ มธ. ประธานกลุ่มอิสระล้อการเมือง ต้องการสะท้อนต่อสังคมคือ "ปัจจุบันรัฐไทยคิดถึงความมั่นคงแห่งรัฐมากกว่าความมั่นของของมนุษย์ รัฐพยายามให้ความหมายว่าสังคมที่ดี พลเมืองต้องเชื่อฟัง ต้องสงบเรียบร้อย"
นักกิจกรรมใน มธ. 5 คน ที่บีบีซีไทยมีโอกาสพูดคุย ระบุตรงกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับไผ่ ทำให้นักศึกษาและนักกิจกรรมบางส่วนไม่กล้าออกมาเคลื่อนไหว
สำหรับโรม-ผู้ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาลนับจากประกาศต่อสู้กับรัฏฐาธิปัตย์เมื่อ 3 ปีก่อน วันที่โรมกับเพื่อนนักศึกษา 38 คนถูกจับกุมหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2558 คือวันสุดท้ายของชีวิตนักศึกษาปริญญาตรี หลังเข้าสอบวิชาประวัติศาสตร์กฎหมายเป็นวิชาสุดท้ายในช่วงบ่าย เขาเรียนรู้วิชาใหม่ในช่วงเย็น
ความฝันในการเป็นอาจารย์เพื่อ "ทำงานกับอนาคต ทำงานกับคนรุ่นใหม่ที่จะมาแทนที่เรา" หลุดลอยไป ภาระรับผิดชอบใหม่คือการต่อสู้สลัดข้อหาอย่างน้อย 4 คดี ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดรวม 20 ปี
"พอเกิดเหตุการณ์หน้าหอศิลป์ฯ ทำให้เราไม่สามารถหยุดเคลื่อนไหวได้ เพราะรู้สึกว่าแบบนั้นไม่ถูกต้อง ถูกทำร้ายร่างกายระหว่างสลายการชุมนุม ถูกดำเนินคดี วันนั้นคือจุดเริ่มต้นของอะไรหลายๆ อย่าง" โรมบอก

ที่มาของภาพ, Borja Sanchez-Trillo/Getty Images
แม้อ่านกฎหมายรู้ดูกฎหมายเป็น แต่ในนาทีถูกจับ-ถูกสอบปากคำ-ถูกจองจำ-ถูกนำตัวขึ้นศาล นักเรียนกฎหมายยอมรับว่ารู้สึก "กลัว" แต่รู้สึกโกรธมากกว่า ทำให้ฮึดสู้
"ไม่ว่าผมจะกลัวอย่างไรก็ตาม ผมจะโกรธอย่างไรก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจะทำ คือไม่ให้ คสช. ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ และสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดสำหรับผมและเพื่อนผม คือการหยุดพวกเรา"
หาก 14 ต.ค. 2516 คือภาพ "ขบวนการนักศึกษา" ที่ทรงพลังในความทรงจำของสังคม มายุคปัจจุบัน นอกจากนักศึกษาไม่กี่กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว จนถูกผู้มีอำนาจติดป้าย "ขาประจำ" น่าสงสัยว่านักศึกษาหายไปไหน ยังสนใจเหตุบ้านการเมืองหรือไม่?
โรมชี้ว่านักศึกษาวันนี้อาจไม่ได้เป็นเหมือนนักศึกษาเดือนตุลาคมปี 2516 หรือ 2519 เพราะนักศึกษาไม่ได้มีความเป็นเอกภาพเหมือนเดิม เชื่อว่าพวกเขายังสนใจการเมือง แต่อาจไม่ได้ต้องการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่อีก
"ความสำคัญของนักศึกษาในยุคนี้ คือไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การชี้นำขององค์กรนักศึกษาส่วนกลางอีกต่อไป มันคือขบวนการนักศึกษาที่คล้ายๆ กับการ uprising (ลุกฮือ) เกิดขึ้นกระจายไปตามที่ต่างๆ ในประเทศไทย" โรมกล่าว

ที่มาของภาพ, NICOLAS ASFOURI/AFP/Getty Images
นั่นทำให้ "การควบคุมไม่ได้" และ "ความรักอิสระเสรี" กลายเป็นอาวุธสำคัญของนักศึกษาในยุค 2557-2560
"ถ้าเราดูเวลา คสช. ยึดอำนาจ สิ่งที่รัฐบาลทหารทำคือการไปดีลกับกลุ่มต่างๆ แต่เวลาคุณจะไปดีลกับนักศึกษา คนไหนล่ะนักศึกษาถึงจะหยุด มันเป็นไปไม่ได้เลย ต่อให้คุณหยุดผมได้ หยุดเนติวิทย์ (โชติภัทร์ไพศาล ว่าที่ประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการต่อสู้ของนักศึกษาที่อื่นจะยุติลง การเคลื่อนไหวของนักศึกษาเกิดขึ้นตลอดเวลา และทำให้รัฐบาลทหารไม่สามารถจัดการได้อย่างเบ็ดเสร็จ เราจะเห็นได้ว่าหลังกลุ่มต่างๆ ถูกควบคุมเรียบร้อย นักศึกษาเป็น The last stand (ฐานที่มั่นสุดท้าย) ของการต่อสู้ พูดง่ายๆ คือเกินกว่า 2 ปีแล้วที่นักศึกษากลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของการเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช. ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง"
ทว่าในความเป็นปัจเจกชน มีจุดเชื่อมโยงและอุดมการณ์แฝงอยู่ เมื่อใดที่มีผู้ทำลายประชาธิปไตย กลุ่มคนรุ่นใหม่เหล่านี้ก็พร้อมออกมาเคลื่อนไหว
ท่ามกลางอำนาจพิเศษ-กฎเหล็กที่ปิดกั้นการแสดงออกของนักกิจกรรม พวกเขาต้องขยายพื้นที่สื่อสารในโลกเสมือนจริง และเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างมหาวิทยาลัยผ่านเครื่องมือสมัยใหม่ ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ วอทแอพ และนัดพูดคุยกันสม่ำเสมอเดือนละครั้ง เมื่อได้ข้อตกลงร่วมกันในระดับหนึ่งก็ประสานจัดกิจกรรม
จึงไม่แปลกหากกิจกรรมปฏิเสธอำนาจ คสช. จะเกิดขึ้นพร้อมกันหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมกับการเดินเกมจรยุทธ์ในโลกออนไลน์

ที่มาของภาพ, CHRISTOPHE ARCHAMBAULT/AFP/Getty Images
"วิธีการขับเคลื่อนและนำเสนอต่อสังคมของนักศึกษาเปลี่ยนไป เช่น หันใช้เรื่องวัฒนธรรม การล้อเลียน ไม่ใช่ทำตรงๆ ถ้าไปทำกิจกรรมชุมนุมบนถนน นักศึกษาบางส่วนอาจกลัว เพราะไม่มีใครสามารถรับผิดชอบชีวิตคนได้หากเกิดปัญหา" นายวรพิพัฒน์ ลามพัด คณะศิลปศาสตร์ มธ. สมาชิกกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "สภากาแฟ" บอกกับบีบีซีไทย
แล้วอะไรคือความสำคัญที่ทำให้นักศึกษาต้องลุกขึ้นมาเป็นนักกิจกรรม?
นักกิจกรรมใน มธ. เห็นว่าสิ่งที่นักศึกษาทำควรเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำ ถ้าวันนี้สังคมเรียกร้องต่อสิทธิของตัวเอง จะไม่มีใครมาอยู่แถวหน้าเลย
"วันนี้ที่เรารู้สึกว่านักศึกษามาอยู่แถวหน้า เพราะทุกคนถอยหลังไงฮะ ถ้าเมื่อไรก็ตามที่นักศึกษา ประชาชน ทุกคนเรียกร้องต่อสิทธิของตัวเอง ทุกคนก็จะอยู่ในแนวระนาบเดียวกัน และแนวระนาบนี้จะไม่ใช่แค่นักศึกษา แต่เราจะเรียกมันว่าประชาชนทั้งหมด" โรมกล่าว
ด้าน พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ยืนยันผ่านบีบีซีไทย ไม่คิดปิดกั้นการแสดงออกของนักศึกษา เพราะมองคนเหล่านี้เป็น "ผ้าขาว" ไม่ใช่ "นักเคลื่อนไหว"
"เรามองนักศึกษาเป็นพลังบริสุทธิ์ ถ้าไม่ถูกใครไปครอบงำทางความคิด ถ้าเคลื่อนไหวด้วยความบริสุทธิ์ ผมว่าต้องฟังเขา เพราะคนเหล่านี้คือผู้ต้องรับผิดชอบอนาคต โดยที่สังคมจะบอกเองว่าการเคลื่อนไหวของเขาเกินพอดีหรือไม่ วันนี้ผมว่าสังคมฉลาดพอ มีประสบการณ์พอ เพียงแต่สังคมจะตีกรอบกติกาให้เขาแค่ไหน การเคลื่อนไหวใดๆ ก็แล้วแต่ที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด ก็อาจจะดูมิงาม" พล.ต.คงชีพระบุ
เมื่อถามย้ำว่านักศึกษามีสิทธิตั้งคำถามต่อรัฐบาล คสช. ได้หรือไม่? โฆษกกระทรวงกลาโหมตอบทันควัน "แน่นอน เป็นสิทธิของเขา ก็พยายามเข้าใจ ไม่ได้มองว่าพวกเขาเป็นอุปสรรค"

ที่มาของภาพ, KITTIWONGSAKUL/AFP/Getty Images
ในวาระครบ 3 ปีของการครองอำนาจ คสช. สิ่งที่คนรุ่นใหม่ซึ่งอยู่ในฐานะ "ผู้หาคำตอบใหม่ให้สังคม" ฝากคำถามถึงหัวหน้า คสช. ดังนี้...
- นายลัทธพล ยิ้มละมัน คณะรัฐศาสตร์ มธ. สมาชิกกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) : นายกฯ ชอบหรือไม่ชอบผลงานอะไรที่ตัวเองทำบ้าง เพราะถ้าเป็นรัฐบาลปกติจะมีสภาคอยตรวจสอบ แต่นี่ประชาชนไม่รู้เลยว่าท่านทำอะไร
- นายพิทยุตม วิเศษศิริ คณะสังคมสงเคราะห์ มธ. ประธานกลุ่มอิสระล้อการเมือง : อะไรคือสิ่งที่ คสช. จะมอบให้คนรุ่นใหม่ เพราะอนาคตที่ดีของพวกเรา เราควรมีส่วนร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่ให้คนอื่นมาคิดแทน
- นายวรพิพัฒน์ ลามพัด คณะศิลปศาสตร์ มธ. สมาชิกกลุ่มสภากาแฟ : สิ่งที่ทำมาตลอด 3 ปี คสช. ได้คิดหรือไม่ว่าเกิดการปฏิรูปกับประเทศจริงๆ และหลังจากนี้ยังต้องทำงานในจุดๆ นี้อีกนานแค่ไหน
- นายรังสิมันต์ โรม คณะนิติศาสตร์ มธ. สมาชิกกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) : พล.อ.ประยุทธ์คิดว่าจะลงจากอำนาจแบบไหน การอยู่ยาวในอำนาจแบบนี้มันเหมือนเป็นเรื่องดี แต่อีกมุมหนึ่ง อำนาจเหมือนดาบ 2 ด้าน มันฟันคนอื่นแล้วอาจจะฟันตัวเอง ผมเป็นห่วงพล.อ.ประยุทธ์ ก็หวังว่าท่านจะดูแลตัวเองดีๆ
หมายเหตุ : ติดตามรายงานพิเศษชุด "3 ปีรัฐประหาร : เสรีภาพที่หายไป?" ได้ตลอดเดือนพฤษภาคม สัปดาห์หน้าพบกับ "นักการเมือง: ตัวแสดงต้องห้าม?"









