รายงานพิเศษ : ทายาทบรรหาร ขอสร้างทีม “กาวใจ” ปรองดอง ไม่ “วันแมนโชว์”
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวอิสระ บีบีซีไทย
หนึ่งปีหลังสิ้น "มังกรการเมือง" นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ทายาทโดยสายเลือดที่ชื่อนายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้ได้รับแรงสนับสนุนให้เป็นผู้สืบทอดทางการเมือง" ประกาศสานต่อบทบาท "มือประสานสิบทิศ" เพื่อสร้างความปรองดองในหมู่นักการเมืองและประชาชน แม้ตระหนักถึงเงื่อนไขที่ทำให้ภารกิจนี้ เป็นไปได้ยากในสังคมไทย
"บางครั้งเวลาคนการเมืองออกมาเสนอตัวในการเป็น "โซ่ข้อกลาง" แก้ไขปัญหาทางการเมือง ก็อาจจะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน หรือแม้แต่ช่วงที่นายบรรหารยังอยู่ ได้เดินสายไปพบปะกลุ่มคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ผู้หลักผู้ใหญ่ท่านนั้นท่านนี้ ก็จะได้รับการกังขาจากคนในสังคมว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรหรือเปล่า นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่ได้รับเสียงตอบรับเท่าที่ควร" นายวราวุธกล่าวกับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, Paula Bronstein/Getty Images
ก่อนรัฐประหารปี 2557 นายบรรหารเคยอาสาเป็น "กาวใจ" เดินสายพบปะแกนนำคู่ขัดแย้ง หวังสงบศึกระหว่างรัฐบาลของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับแกนนำมวลชนที่เรียกตัวเองว่า "คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" (กปปส.)
แต่งานล้มเหลว ท่ามกลางสารพัดสมมติฐาน ตั้งแต่ ผู้ได้เปรียบไม่ต้องการปรองดองจริง? คนกลางไม่มีจริง? หรือเพราะสังคมไทยไม่ให้ราคากับผู้เล่นบทบาท "โซ่ข้อกลาง"?
ภารกิจสุดท้ายของบิดาที่ยังทำไม่เสร็จ จึงกลายเป็น "ภารกิจเปิดตัว" ว่าที่หัวหน้า ชทพ.คนใหม่ เมื่อนายวราวุธนำทีมไปร่วม "โต๊ะกลมปรองดอง" ภายในศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560
"ประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าได้ จะโตกว่านี้ได้ เราต้องอาศัยอิฐทุกๆ ก้อนที่มีอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าอิฐก้อนนั้นจะมีเขียว สีแดง สีเหลือง สีฟ้า จะสีอะไรก็แล้วแต่ อิฐก้อนนั้นต้องเอามารวมกันเพื่อสร้างประเทศไทยให้ใหญ่กว่านี้ หาก ชทพ. จะต้องเป็นกาวซีเมนต์ในการมาเชื่อมอิฐก้อนเหล่านั้น เราก็จะทำ" บุตรชายนายบรรหารกล่าว
ทว่าสิ่งที่ต่างออกไปคือทุกจังหวะก้าวทางการเมืองของเขา ไม่ใช่การ "ฉายเดี่ยว" แต่ "ไปกันเป็นทีม"
"วันแมนโชว์ หรือคนเดียวที่จะมาทุบโต๊ะ คงจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะว่าบุคลากรอย่างนายบรรหารนั้น เราคงหาอีกไม่ได้แล้ว" นายวราวุธบอก

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
เอกสารปรองดองฉบับ ชทพ. ที่นำเสนอต่อรัฐบาลคสช. จึงมาจากการผสมผสานข้อคิดเห็นของนักการเมืองรุ่นใหญ่ในพรรค กับคนการเมืองรุ่นใหม่ 5 คนที่ร่วมระดมสมอง-สกัดเหตุแห่งความขัดแย้ง-สังเคราะห์ออกมาเป็นข้อเสนอฉบับ "แก๊งออฟไฟว์" ให้เร่งลดความเหลื่อมล้ำทุกมิติทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
"12 ปีที่ผ่านมา คำว่า 'ประชาธิปไตย' ในประเทศไทยถูกต่างกลุ่มต่างแปลความหมายเข้าข้างตัวเอง กลุ่มนี้ก็แปลความหมายประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง กลุ่มนั้นก็แปลอีกอย่างหนึ่ง แล้วก็เอาเหตุผลของคำว่าประชาธิปไตยของแต่ละฝ่ายไปเป็นข้ออ้างในการชุมนุม สร้างความขัดแย้ง ผลที่ตามมาจากการชุมนุมครั้งแล้วครั้งเล่าคือประเทศไทยถูกแช่แข็ง"
เมื่อถามว่า การนำการเมืองลงสู่ท้องถนนคล้ายเป็น "มรดกบาป" ที่นักการเมืองรุ่นพ่อ-รุ่นพี่ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง ทำให้ความแตกแยกในสังคมไทยซึมลึกถึงระดับครอบครัว หรือไม่ บรรดาคนการเมืองรุ่นลูกไม่ตอบชัดเจน แต่บอกว่า ไม่ขอเดินตามรอย

ที่มาของภาพ, PORNCHAI KITTIWONGSAKUL/AFP/Getty Images
แต่สิ่งที่นักการเมืองสังกัด ชทพ. ไม่อาจปฏิเสธ คือการเล่นการเมืองแบบประนีประนอมแบบ "บรรหารสไตล์" เพราะเขามักพร่ำบอกลูกพรรคเสมอว่า "ถ้ามีเพื่อน 100 คน 1,000 คนถือว่าน้อยเกินไป แต่ถ้ามีศัตรูแม้เพียง 1 คนก็มากเกินไปแล้ว" นั่นทำให้พรรคชาติไทย และชทพ.ได้แสดงบทบาทในฐานะฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้าน แต่เมื่อพรรคกำลังเคลื่อนเข้าสู่การขับเคลื่อนของ "ลูกบรรหาร" จึงมีนิยามใหม่สำหรับคำว่า "ประนีประนอม"
"คำว่าประนีประนอมเหมือนอย่างที่ผ่านมา ไม่ได้แปลว่าเราจ้องจะเป็นรัฐบาลอย่างเดียว บางคนบอกว่า ชาติไทยสมัยนั้นเป็นพรรคปลาไหล จะอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จากวันนี้ไป เราอยากจะเห็นความถ้อยทีถ้อยอาศัยมากขึ้น" นายวราวุธกล่าว
เขาวางบทบาทของ ชทพ. เป็น "พรรคสายกลาง" เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชน ให้รู้สึกว่าฝากผีฝากไข้ฝากความหวังกับนักการเมืองได้ แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และบริบทการเมืองใหม่ที่จงใจวางบทบาทผู้นำเหล่าทัพให้เป็น "ผู้พิทักษ์การเมือง-ผู้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ" อาจทำให้บทบาทของพรรคทางเลือกที่ 3 ไม่โดดเด่น เว้นแต่ได้รับแรงสนับสนุนจากกองทัพ
เขาเห็นว่า "ปัจจัยเรื่องการสนับสนุนจากทหารอยู่นอกเหนือการควบคุมของทุกพรรค เพราะวันนี้แต่ละคนยังไม่รู้เลยว่าจะเลือกตั้งเมื่อไรอย่างไร"
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความหวัง-ความเป็นไปได้ในการฟื้นชื่อ "พรรคชาติไทย" ในสารบบพรรคการเมือง ซึ่งเป็นไปตาม "พินัยกรรมการเมือง" ของนายบรรหารที่เคยฝากไว้ก่อนถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2559 ดูเหมือนบุตรชายจะไม่มีความหวังนัก เพราะเห็นว่ากลุ่มคนที่ร่างกฎกติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ไม่เคยลงเลือกตั้ง ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือ "ต้องก้มหน้ายอมรับ และทำตามกติกาที่ออกมา"

ที่มาของภาพ, STR/AFP/Getty Images
แม้รู้ดีว่าคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2551 ให้ยุบพรรคชาติไทย เป็นความ "ทุกข์ที่สุด" ในชีวิตทางการเมืองของนายบรรหาร แต่ทายาทการเมือง "ไม่ขอรื้อฟื้น" เรื่องนี้อีก
"ถ้าหากว่าตระกูล 'ศิลปอาชา' ยังไปยึดติดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ในการที่เราโดนยุบพรรค ในการที่คุณพ่อผม พี่สาวผม (น.ส. กัญจนา) รวมถึงตัวผมเองถูกตัดสิทธิทางการเมืองไป ถ้าเราไม่สามารถก้าวข้ามจุดนั้นได้ ผมคิดว่าพวกเราคงไม่สามารถมองไปข้างหน้าด้วยสายตาที่ชัดเจน ผ่านไปแล้วก็ผ่านไป"
นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความปรองดองในแบบฉบับนายวราวุธ!!!











