นักวิชาการห่วง กก.พลังงานภาคใต้ต้องทำงานอย่างรวบรัด

นักวิชาการหวั่นคณะกรรมการสร้างความรู้ความเข้าใจพลังงานภาคใต้ ตามคำสั่ง คสช. ขาดความหลากหลายทางวิชาการและการมีส่วนร่วมอย่างรอบด้าน ชี้ระยะเวลารวบรวมความเห็นรวบรัดเกินไป ด้านรัฐบาลย้ำให้เวลารับฟังความเห็น 1 เดือนถือว่าเพียงพอ

ผศ.ดร. สมพร ช่วยอารีย์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.สงขลานครินท์ วิทยาเขตปัตตานี เปิดเผยกับบีบีซีไทยถึงกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง คสช.ที่ 4/2560 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ว่า คณะกรรมการจะเริ่มเปิดรับฟังความคิดเห็นในหลาย จังหวัดภาคใต้ในเวลาเดียวกันในวันที่ 21 เม.ย. และต้องรวบรวมข้อมูลทั้งหมดภายในวันที่ 28 เม.ย. ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับการหารือให้ครบทุกภาคส่วน

นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากรายชื่อของคณะกรรมการในคณะดังกล่าวแล้วพบว่าไม่มีความหลากหลายเพียงพอ โดยส่วนใหญ่เป็น ผู้แทนหน่วยงานราชการ ข้าราชการกองทัพ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นฝ่ายนโยบาย

ผศ.ดร.สมพร ย้ำว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ปัจจุบันเมื่อเทียบกับความต้องการก็อยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ เนื่องจากกำลังหลักของโรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา 2 แห่ง และโรงไฟฟ้าขนอม จ.นครศรีธรรมราช ที่สามารถจ่ายไฟฟ้าต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงราว 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณความต้องการของไฟฟ้าราว 2,700 เมกะวัตต์ ซึ่งกระแสไฟส่วนที่เหลือสามารถนำเข้ามาเสริมจากแหล่งอื่น ๆ ได้

จากข้อมูลดังกล่าว จึงมีประเด็นถกเถียงและกระแสคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มอีก 2 แห่ง คือ โรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ ด้วยกำลังการผลิตที่ 800 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าถ่านหิน อ.เทพา จ.สงขลา ที่จะมีกำลังผลิตไฟฟ้า 2,000 เมกะวัตต์ ว่าเหมาะสมแล้วหรือไม่

"แม้รัฐบาลจะมีคำสั่งให้กลับไปทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จ.กระบี่ ใหม่ ไปแล้ว แต่สำหรับโรงไฟฟ้าถานหิน อ. เทพา ซึ่งมีการจัดทำรายงาน EIA และ EHIA ในลักษณะเดียวกันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แล้วอะไรคือทางออกในประเด็นนี้" ผศ.ดร. สมพร ระบุ

ด้าน พ.อ. วินธัย สุวารี โฆษก คสช. และโฆษกกองทัพบก เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า คณะกรรมการดังกล่าวจะทำหน้าที่รับฟังข้อมูล ข้อเสนอแนะจากภาคประชาชนและนักวิชาการในพื้นที่ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแก่รัฐบาลเท่านั้น

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นนั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ผ่านเว็บไซต์เนชั่นทีวีว่า ระยะเวลารับฟังความคิดเห็น 1 เดือน ถือว่าเพียงพอ และจะเริ่มตั้งเวทีและรับฟังคำชี้แจงจากประชาชนได้ทันที