You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
สนช.ชี้แจงกรณียูเอ็นแถลง "ผิดหวัง" ไทยตีกลับร่าง พ.ร.บ.บังคับสูญหาย
เลขาฯวิป สนช.แจงตีกลับร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและบังคับสูญหาย เพราะต้องรับฟังความเห็นรอบด้านก่อน
นายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย ถึงกรณีที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) แสดงความผิดหวังที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตีกลับร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ว่า ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในมาตรา77 ระบุว่า จะต้องมีการรับฟังความเห็นให้รอบด้านก่อนที่จะผลักดันกฎหมายออกมา
นายสมชาย กล่าวว่า ทางวิป สนช.จึงได้มอบหมายให้คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมนำเรื่องนี้ไปศึกษา ซึ่งพบว่าร่างกฎหมายที่เสนอโดยกระทรวงยุติธรรมฉบับนี้ยังไม่ผ่านการรับฟังความเห็นให้ครบถ้วน จึงเห็นว่าควรส่งกลับไปพิจารณาให้รอบคอบและรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย ทั้งจากมหาดไทย ตำรวจ ฝ่ายความมั่นคง ทหาร อัยการ เสียก่อน
อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มีกฎหมายปกติ โดยเฉพาะ ประมวลกฎหมายอาญาในการดำเนินการได้อยู่แล้ว จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรที่จะกระทบกับสิทธิมนุษยชน "เราไม่ขัดข้องที่จะมีกฎหมายลักษณะนี้ และเห็นชอบให้ร่วมเป็นภาคีอยู่แล้ว แต่ร่างกฎหมายที่บังคับว่าต้องเป็นภาคีได้ ก็ต้องดูว่ากฎหมายรัดกุมหรือไม่ และก็ต้องดูด้วยว่าชาติต่าง ๆ ในโลกได้เป็นภาคีเรื่องนี้หรือไม่ เพราะยังสงสัยว่า ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เป็นภาคีหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องที่มีข้อสงสัยในตะวันออกกลาง เรื่องกวนตานาโม ที่มีคนหายไป อธิบายได้หรือไม่ เราสนับสนุนไม่ให้มีการอุ้ม และกฎหมายอาญาบ้านเราก็มีเรื่องนี้อยู่เยอะ ก็ต้องดูว่าซ้ำซ้อนกันหรือไม่ด้วย และบางเรื่องก็ต้องดูว่าไปขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่หรือไม่ ผมว่ารอหลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ก็ยังไม่ช้า" นายสมชายกล่าว
OHCHR ออกแถลงการณ์เมื่อวาน (28 ก.พ.) โดยแสดงความผิดหวังที่ สนช. มีมติไม่ผ่านร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ในการประชุม สนช.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
เนื้อหาในแถลงการณ์ของ OHCHR เรียกร้องให้รัฐบาลไทยผ่านร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวออกมาบังคับใช้ เพื่อให้การทรมานและการบังคับให้สูญหายเป็นความผิดทางอาญา และจะทำให้สามารถนำตัวผู้กระทำผิดในประเด็นที่เกี่ยวข้องมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรมได้
น.ส.ราวีนา ชัมดาซานี โฆษกของ OHCHR ยังได้ให้สัมภาษณ์สื่อเพิ่มเติมที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยระบุว่า "การตัดสินใจไม่ผ่านร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวของรัฐบาลไทยเป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวล เนื่องจากยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการทรมานและการบังคับสูญหายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย และที่น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นคือการกระทำเหล่านี้จะยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีกฎหมายใดมายับยั้ง"
จากการรวบรวมข้อมูลคณะทำงานว่าด้วยการบังคับให้สูญหายของสหประชาชาติ ระบุว่ามีการบังคับให้สูญหายเกิดขึ้นในไทยทั้งหมด 92 กรณี นับตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา รวมถึงกรณีของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน และสามีของนางอังคณา นีละไพจิตร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และกรณีของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชุมชนกะเหรี่ยง ซึ่งหายตัวไปเมื่อเดือน เม.ย.2557