You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ฮิวแมนไรท์วอทช์เผยวิกฤตสิทธิมนุษยชนไทยปี 59 ถลำลึกใต้เผด็จการ
องค์การระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์วอทช์ (HRW) เผยแพร่รายงานสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก หรือ World Report ครั้งที่ 27 ประจำปี 2017 (พ.ศ.2560) เมื่อวานนี้ (13 ม.ค.) โดยอ้างอิงผลสำรวจสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย โดยระบุว่าวิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนในไทยถลำลึกภายใต้เผด็จการมากยิ่งขึ้น
นายเคนเนธ รอธ ผู้อำนวยการใหญ่ของ HRW ประเมินภาพรวมด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลกว่า ลัทธิเผด็จการประชานิยมยุคใหม่ได้พยายามล้มล้างแนวคิดเรื่องการปกป้องสิทธิมนุษยชน และมองว่าสิทธิมนุษยชนขัดต่อเจตนารมณ์ของคนส่วนใหญ่ ขณะที่คนอีกเป็นจำนวนมากรู้สึกว่าตามไม่ทันระบบเศรษฐกิจโลก ทั้งยังวิตกกังวลว่าอาชญากรรมความรุนแรงจะเพิ่มขึ้น ส่วนภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และองค์กรสาธารณะ มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการตอกย้ำคุณค่าของสิทธิในด้านต่าง ๆ ตามหลักการประชาธิปไตย
ส่วนนายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการ HRW ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวถึงกรณีของประเทศไทยว่า วิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนในไทยย่ำแย่ลงในปี 2559 เนื่องจากรัฐบาลทหารใช้อำนาจอย่างเข้มงวดขึ้น ทำให้ประเทศไทยถลำลึกภายใต้เผด็จการมากยิ่งขึ้น ขณะที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้พยายามนำพาประเทศคืนสู่ประชาธิปไตย แต่ลงโทษและปิดกั้นผู้วิพากษ์วิจารณ์หรือผู้เห็นต่างจากรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น
รายงานของ HRW อ้างถึงคำสั่ง คสช.ที่ห้ามการชุมนุมทางการเมือง และระบุว่าการแสดงความคิดเห็นโดยทั่วไปอาจทำให้ถูกดำเนินคดีอาญาได้ ทั้งยังมีคำสั่งปิดกั้นการทำงานของสื่อมวลชน รวมถึงการจับกุมและควบคุมตัวพลเรือนนับร้อยคนในศาลทหาร แม้ว่า คสช.จะมีคำสั่งยกเลิกการนำตัวพลเรือนขึ้นศาลทหารเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว แต่ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนดีขึ้นมากนัก เพราะพลเรือนมากกว่า 1,800 คนถูกดำเนินคดีก่อนที่จะมีคำสั่งดังกล่าว และพวกเขายังต้องเข้าสู่กระบวนการในศาลทหารเช่นเดิม
นอกจากนี้ กองทัพยังคงมีอำนาจในการจับกุม ควบคุมตัว และสอบสวนพลเรือนโดยไม่มีหลักประกันว่าจะไม่มีการล่วงเกินหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นในระหว่างดำเนินการ ทั้งยังมีการใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าด้วยการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลจำนวนมาก และนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในเดือน พ.ค.2557 เป็นต้นมา มีผู้ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 อย่างน้อย 68 คน ส่วนใหญ่เกิดจากการเผยแพร่ข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นในสื่อออนไลน์ และการจับกุมเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต
รายงานของ HRW ระบุว่า จนถึงขณะนี้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีความสนใจจะดำเนินคดีหรือสอบสวนเพิ่มเติมเรื่องการวิสามัญฆาตกรรมบุคคลกว่า 2,000 คนในสงครามยาเสพติดสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2545 และยังไม่มีผู้กำหนดนโยบาย ผู้บังคับบัญชา หรือนายทหารคนใดถูกลงโทษจากการใช้กำลังสลายการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 90 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน อีกทั้งยังไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงคนใดถูกดำเนินคดีทางอาญาจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกลุ่มที่มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนยังคงใช้ความรุนแรงก่อเหตุโจมตีพลเรือนและละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอยู่เช่นเดิม
นักสิทธิมนุษยชนจำนวนมากยังคงกังวลใจเรื่องการฆ่าและการบังคับให้บุคคลสูญหาย ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐและบริษัทเอกชนจำนวนหนึ่งใช้กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ฟ้องหมิ่นประมาทแก่นักต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชนที่เคยรายงานกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งนายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการ HRW ประจำเอเชีย ระบุด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ให้คำสัญญาเพียงลอย ๆ ต่อที่ประชุมสหประชาชาติเรื่องสิทธิมนุษยชน จึงเรียกร้องให้มีการกดดันรัฐบาลทหารไทยให้ยุติการกดขี่ต่าง ๆ โดยย้ำว่ารัฐบาลไทยจะต้องเคารพในเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และทำให้ประเทศไทยกลับคืนสู่การปกครองของพลเรือน
ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า คำสั่ง คสช.ต่าง ๆ เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการใช้ดุลพินิจพิจารณาในประเด็นที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากวิตกกังวลที่จะใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกสหประชาชาติอื่นๆ ได้ยื่นข้อเสนอแนะด้านสิทธิมนุษยชนต่อประเทศไทยในเวทีการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน หรือ UPR เพื่อให้ประเทศไทยปฏิบัติตามและยกระดับด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่ในบางกรณีรัฐบาลไทยอาจยังไม่มีแนวทางชัดเจนว่าจะทำตามข้อเสนอ UPR อย่างไร
นางอังคณา ยืนยันว่าคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองได้พบปะหารือกับผู้แทนของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง และได้เสนอให้รัฐบาลทบทวนประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับการสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่ารัฐบาลฟ้องร้องดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ไม่เฉพาะในจังหวัดชายแดนใต้ แต่รวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย
ที่ผ่านมา กสม. ได้จัดทำรายงานสรุปผลการทำงานของ กสม.ในปี 2558 แต่ยังไม่ได้รวบรวมรายงานในปี 2559 เพราะเป็นช่วงที่มีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการฯ จากชุดที่ 2 มาเป็นชุดที่ 3 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มาจนถึงปัจจุบัน