You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เวียดนามนำไทยทุกด้านในการสอบวัดระดับ PISA
การประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Student Assessment) หรือ PISA ซึ่งริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี เน้นประเมินสมรรถนะของนักเรียนอายุ 15 ปี เกี่ยวกับการใช้ความรู้และทักษะในชีวิตจริง ปัจจุบันมีประเทศจากทั่วโลกเข้าร่วมโครงการมากกว่า 70 ประเทศ โดยไทยเข้าร่วมโครงการวิจัยนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 การประเมินมีขึ้นทุก ๆ สามปี
สำหรับการประเมินผลในโครงการ PISA 2558 พบว่าไทยยังตามหลังเวียดนามในทุกด้าน และทำคะแนนได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโออีซีดี โดยการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์เวียดนามอยู่ในอันดับ 8 จาก 70 ประเทศ เวียดนามได้คะแนน 525 คะแนน ไทยอันดับ 54 จาก 70 ได้ 421 คะแนน ขณะที่สิงคโปร์เป็นอันดับ 1 ได้คะแนน 556 คะแนน สาธารณรัฐโดมินิกัน อันดับที่ 70 ได้คะแนน 332 คะแนน
การรู้เรื่องคณิตศาสตร์ เวียดนามอยู่ในอันดับ 22 จาก 70 ประเทศ ไทย 54 จาก 70 ประเทศ สิงคโปร์อยู่ในอันดับ 1 สาธารณรัฐโดมินิกัน อันดับที่ 70
การรู้เรื่องการอ่าน เวียดนามอันดับที่ 32 จาก 70 ประเทศ ไทยอันดับที่ 57 จาก 70 สิงคโปร์ อันดับ 1 และเลบานอน อันดับที่ 70
ข้อมูลที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ PISA Thailand ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) อ้างอิงข้อมูลจากธนาคารโลกว่า ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและการลงทุนทางการศึกษา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เวียดนามประสบความสำเร็จ โดยความขยันของนักเรียน การทำงานหนักของครู และบทบาทสำคัญของพ่อแม่ที่มีต่อการศึกษาของลูก ล้วนเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จ
ครูเวียดนามต้องทำงานภายใต้สิ่งแวดล้อมทางระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด ทำงานหนัก รับผิดชอบงานสอนเป็นสำคัญ และได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากครูใหญ่และองค์กรอื่น ผลรวมของความขยันของนักเรียนและครูจึงลงตัว
นักเรียนเวียดนามนั้นมีความขยันเรียน ทุ่มเทกับการเรียนอย่างจริงจัง และเห็นว่าความสำเร็จทางการศึกษาของแต่ละคนคือสิ่งสำคัญมากในชีวิต เด็กเวียดนามเรียนหนังสือหนักมากภายใต้วัฒนธรรมที่มีความขยัน โดยนักเรียนเวียดนามมีวินัยสูงกว่านักเรียนไทย
ข้อมูลในเว็บไซต์ของ สสวท.ระบุด้วยว่าพ่อแม่เวียดนามนั้น แม้จะมีการศึกษาไม่สูงมากนัก แต่กลับมีความคาดหวังสูงในด้านการศึกษาของลูกหลาน และมีส่วนร่วมในชีวิตทางการศึกษา ติดตามผลการเรียนอย่างใกล้ชิด ร่วมมือกับครู และมีส่วนช่วยงานของโรงเรียน เช่น ช่วยในการระดมทุนเพื่อให้โรงเรียนจัดหาทรัพยากรการเรียนให้โรงเรียน เป็นต้น
รายงานยังระบุด้วยว่า แม้เวียดนามจะมีเศรษฐกิจด้อยกว่าประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ต่ำอื่น ๆ แต่เวียดนามมีการลงทุนทางการศึกษาในอัตราส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับค่าจีดีพี แม้ว่าเม็ดเงินจะไม่สูงมาก แต่การศึกษาของเวียดนามก็ประสบความสำเร็จสูงกว่า
ในส่วนของไทยนั้น รายงานผลการประเมิน PISA เมื่อปี 2555 ของ สสวท. บทสรุปสำหรับผู้บริหาร ระบุว่า การศึกษาของไทยมีบางส่วนที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ นั่นคือ ระบบโรงเรียนในกรุงเทพฯ มีการกระจายของคะแนน PISA เกือบจะไม่ต่างจากนักเรียนในสหรัฐ ฯ ขณะที่นักเรียนที่อื่น ๆ นอกกรุงเทพฯ ยังมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่ามาก ดังนั้นถ้าระบบโรงเรียนไทยสามารถจัดการศึกษาให้มีคุณภาพทั่วถึงทั้งประเทศ คุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนก็จะสามารถยกระดับสูงขึ้นได้
รายงานระบุด้วยว่า ในระบบโรงเรียนของไทย เมื่อพบว่าคุณภาพการศึกษาไม่เป็นไปตามที่หวังก็มักจะพุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร โดยเน้นเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระ และเปลี่ยนหนังสือเรียน โดยองค์ประกอบอื่น ๆ ยังคงเดิม ทั้งยังเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน มิใช่ค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าจากการทดสอบ PISA 2546 และ 2549 ซึ่งเป็นช่วงหลังการปฏิรูปการศึกษาคะแนนตกลงอย่างน่าตกใจ และมีแนวโน้มตกลงอย่างต่อเนื่อง และเริ่มคงที่ หรือเริ่มกระเตื้องขึ้นในอีกสามปีต่อมา (PISA 2552) และแนวโน้มเริ่มดีขึ้นชัดเจนใน ค.ศ. 2555 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าต้องใช้เวลามากกว่าสิบปี ระบบจึงสามารถปรับตัวเข้าสู่เส้นทางปกติได้