รัสเซีย จีน : มิตรภาพที่จืดจางลง หลังปูตินบุกยูเครน

The silhouette of a man in uniform in front of large red flags in a hall

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, โดย โอลกา อีฟชินา และฮาเวิร์ด จาง
    • Role, บีบีซีเวิลด์เฃอร์วิส

จากที่เคยบอกว่าความสัมพันธ์กับรัสเซียนั้นเป็น "มิตรภาพที่ไร้ขีดจำกัด" ตอนนี้จีนพยายามจะฟื้นสัมพันธ์กับชาติตะวันตกเพื่อลดผลลบจากสงครามยูเครนต่อเศรษฐกิจตัวเอง

ย้อนไปเมื่อปีที่แล้ว แค่ 20 วันก่อนที่รัสเซียจะบุกรุกรานยูเครน ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้พบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และพูดถึง "มิตรภาพที่ไร้ขีดจำกัด" และการให้ความร่วมมือกันในทุกด้าน

ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า แหล่งข่าวยืนยันว่าสองผู้นำพูดกันเรื่องยูเครนจริง และ ปธน.ปูติน ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าจะไม่ใช้มาตรการตอบโต้ไหนหากว่าพวกเขาถูกโจมตีขึ้นมาจริง ๆ

แต่เรื่องที่สำคัญคือผู้นำรัสเซียไม่ได้บอกผู้นำจีนว่าจะบุกรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบ

ปักกิ่งกับการหาสมดุลอย่างระมัดระวัง

อย่างไรก็ดี เราไม่สามารถยืนยันได้ว่านายสีไม่รู้จริง ๆ และการงดออกเสียงกรณีรัสเซียบุกรุกรานยูเครนในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ แทนที่จะลงมติต่อต้านการประณามรัสเซีย แสดงให้เห็นว่าจีนพยายามลดความเสี่ยงในการเดิมพันครั้งนี้ตั้งแต่แรก

ในตอนที่สงครามเริ่มต้นแรก ๆ แม้จะมีชาวจีนออกมาแสดงความตื่นเต้นกับการตัดสินใจของนายปูติน ทางการจีนรักษาท่าทีคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์มาโดยตลอด ในมุมหนึ่ง จีนโทษว่าเป็นความผิดของสหรัฐฯ ที่ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้น และเรื่องเป็นเช่นนี้เพราะการขยายตัวของนาโตในยุโรป แต่อีกมุมหนึ่ง จีนก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญต่อรัสเซียเช่นกัน

A man holding both Russian and Chinese flags

ที่มาของภาพ, AFP

วอชิงตันโพสต์ สื่อใหญ่โลกตะวันตกอีกราย อ้างว่า รัสเซียขอความช่วยเหลือจากจีนหลายรอบแล้ว ทั้งเรื่องการเงินและความช่วยเหลือเชิงเทคนิค

วอชิงตันโพสต์รายงานว่า นายสีไม่ได้ต่อต้านการหาทางที่จะร่วมมือกันแบบที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับประโยชน์ และจีนเข้าใจสถานการณ์ของรัสเซีย "แต่ก็ไม่สามารถไม่สนใจสถานการณ์ในประเทศตัวเองได้"

จำกัดความเสียหาย

ครั้งเดียวที่ผู้นำสองประเทศเจอกันตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นคือเมื่อกลาง ก.ย. ที่การประชุมสุดยอดที่อุซเบกิสถาน แม้ว่าต่อหน้ากล้องสื่อมวลชนมีการจับมือตบไหล่กัน ความเป็นจริงก็คือสงครามในยูเครนได้สร้างปัญหาให้จีนหลายอย่าง

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตค่าครองชีพคือการที่รัสเซียใช้พลังงานเป็นอาวุธต่อสู้กับยุโรป ผลที่ตามมาคือชาวยุโรปมีความสามารถในการจับจ่ายซื้อสินค้าจากจีนน้อยลงไปด้วย

การงดออกเสียงไม่ประณามรัสเซียยิ่งทำให้ความสัมพันธ์จีนกับชาติตะวันตกอยู่ในภาวะตึงเครียดเข้าไปใหญ่ แต่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ก็ยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีน

ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2022 ชาวจีนไม่ได้เข้าไปลงทุนในรัสเซียเลย โดยนักวิเคราะห์มองว่าจีนพยายามวางตัวให้ตัวเองปลอดภัยเพราะอาจจะโดนมาตรการคว่ำบาตรต่อมาอีกทอดได้

Xi and Putin shake hands in 2018

ที่มาของภาพ, AFP

ลีโอนิด โควาซิค ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนชาวรัสเซีย บอกว่า เมื่อพิจารณาดูความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดอยู่แล้วระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เป็นเรื่องสำคัญที่จีนจะไม่ไปทำให้ความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปแย่ลงอีก

แม้ว่าสงครามในยูเครนจะส่งผลต่อท่าทีของจีนที่มีต่อไต้หวัน ตอนสงครามยูเครนเริ่มต้นแรก ๆ หลายคนกังวลกันว่าจีนทำอะไรกับไต้หวันในลักษณะคล้ายกันหรือเปล่า แต่ตอนนี้ นักวิเคราะห์เชื่อว่าจีนไม่กล้าแล้วเพราะได้เห็นว่าชาติตะวันตก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหภาพยุโรป) สามัคคีกันแค่ไหน

เปลี่ยน รมว + โฆษก= เปลี่ยนโยบาย ?

จากที่เคยพูดว่าทั้งสองประเทศมี "มิตรภาพที่ไร้ขีดจำกัด" ท่าทีของจีนก็ดูต่างไป หากฟังจาก บันทึกอย่างเป็นทางการของการหารือระหว่าง ฉิน กัง รัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ของจีน และ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ที่เป็นผู้ขอพบ เมื่อ 9 ม.ค. มีความว่า "ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-รัสเซีย อยู่บนพื้นฐานของการไม่ได้เป็นพันธมิตรกัน ไม่ผชิญหน้ากัน และไม่รุกรานต่อฝ่ายที่สาม"

นายจ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนคนที่แล้วถูกขนานนามว่าเป็น "นักรบหมาป่า" เพราะชอบตอบโต้ชาติตะวันตกที่วิจารณ์จีนแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน นักวิเคราะห์บางคนมองว่า การปลดเขาออกตำแหน่งเป็นเรื่อง "ผักชีโรยหน้า" แต่บางส่วนก็มองว่า เป็นการปรับกลยุทธครั้งสำคัญในการฟื้นฟูสัมพันธ์กับชาติอื่น ๆ

Zhao Lijian

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนคนที่แล้วคือ นายจ้าว ลี่เจียน เขาถูกขนานนามว่าเป็น "นักรบหมาป่า" เพราะชอบตอบโต้ชาติตะวันตกที่วิจารณ์จีนแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน นักวิเคราะห์บางคนมองว่าการปลดเขาออกตำแหน่งเป็นยุทธศาสตร์ของจีนที่

การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับต่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากจีนพยายามจะทำให้ต่างชาติกลับมามีความมั่นใจอีกครั้งหลังจากยกเลิกมาตรการโควิดเป็นศูนย์และเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศแล้ว

สัญญาณหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าผู้นำจีนก็กำลังวิจารณ์นายปูตินแบบอ้อม ๆ คือแถลงการณ์ร่วมของนายสีกับนายโอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เมื่อ พ.ย. ปีที่แล้ว ที่บอกว่า "การใช้หรือการขู่ใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องที่รับไม่ได้"

ไฟแนนเชียลไทมส์ อ้างคำพูดเจ้าหน้าที่ทางการจีนคนหนึ่งที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อจริงที่พูดว่า "ปูตินบ้าคลั่ง การตัดสินใจบุกยูเครนมาจากกลุ่มคนเล็ก ๆ เท่านั้น จีนไม่ควรตามรัสเซีย"

แม้ว่าจีนคงไม่เปลี่ยนท่าทีมาวิพากษ์วิจารณ์รัสเซียอย่างเปิดเผย พวกเขาต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังไม่ให้ความล้มเหลวของรัสเซียในยูเครนและความวุ่นวายที่ทำให้เกิดขึ้นในเวทีนานาชาติ ส่งผลเสียต่อพวกเขาได้