ลูอีซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา อดีตประธานาธิบดีที่หวนคืนสู่ตำแหน่งของบราซิล

ที่มาของภาพ, Reuters
การเมืองบราซิลกำลังเลี้ยวไปทางซ้าย หลังจากอดีตประธานาธิบดีลูอีซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา หรือที่รู้จักกันสั้น ๆ ว่า "ลูลา" เอาชนะนายชาอีร์ โบลโซนาโร ประธานาธิบดีคนปัจจุบันที่มีแนวคิดขวาจัดไปได้อย่างเฉียดฉิวในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีบราซิล
หลังการขับเคี่ยวอย่างดุเดือดของผู้นำจากสองฟากการเมืองที่มีแนวคิดต่างกันสุดขั้ว ปรากฏว่านายลูลาได้คะแนนไป 50.9%
คะแนนนี้มากพอที่จะทำให้เขาเอาชนะนายโบลโซนาโร ซึ่งได้คะแนนไป 49.1% แต่ดูเหมือนความขัดแย้งในสังคมระหว่างผู้สนับสนุนของผู้ชิงตำแหน่งทั้งสองที่ปรากฏอย่างเด่นชัดในการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่จางหายไปโดยง่ายดาย
ชัยชนะครั้งนี้นับเป็นการหวนคืนสังเวียนการเมืองครั้งสำคัญของนายลูลา ที่ไม่สามารถลงชิงชัยเก้าอี้ประธานาธิบดีบราซิลในปี 2018 ได้ เนื่องจากถูกจำคุกและถูกตัดสิทธิลงเลือกตั้งเป็นผู้นำบราซิล
ในตอนนั้นนายลูลาถูกตัดสินให้มีความผิดฐานรับสินบนบริษัทก่อสร้างเพื่อแลกกับสัญญาทำธุรกิจกับ Petrobras บริษัทน้ำมันของทางการบราซิล
นายลูลาถูกจองจำในคุก 580 วัน ก่อนจะมีการประกาศให้คำตัดสินดังกล่าวเป็นโมฆะ และทำให้เขากลับลงเล่นการเมืองได้อีกครั้ง
"พวกเขาพยายามฝังผมทั้งเป็น แต่ผมก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว" นายลูลากล่าวในช่วงต้นของการสุนทรพจน์ประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้
นับแต่มีการประกาศชัยชนะ เหล่าผู้นำโลกต่างร่วมแสดงความยินดีต่อนายลูลา โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ชัยชนะครั้งนี้เป็นผลมาจากการเลือกตั้ง "ที่เป็นอิสระ ยุติธรรม และเชื่อถือได้" พร้อมระบุว่าเขาตั้งตาคอยจะทำงานร่วมกับนายลูลาอีกครั้ง
ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แสดง "ความยินดีอย่างจริงใจ" โดยชี้ว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยัน "อำนาจการเมืองที่แข็งแกร่ง" ของนายลูลา
ขณะที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี อินเดีย ระบุว่า ตั้งตารอที่จะกระชับความสัมพันธ์กับผู้นำคนใหม่ของบราซิล เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีริชี ซูแน็ก ที่กล่าวว่า "ผมตั้งตาคอยที่จะได้ร่วมงานกันในประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญต่อบราซิลและสหราชอาณาจักร ตั้งแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจไปจนถึงการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของโลก และการส่งเสริมคุณค่าทางประชาธิปไตย"

5 เรื่องน่ารู้ของลูลา

ที่มาของภาพ, Reuters
- อายุ 77 ปี
- มีแนวคิดการเมืองฝ่ายซ้าย
- เคยทำงานเป็นช่างเหล็ก
- เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่างเดือน ม.ค. 2003 ถึง ธ.ค. 2010
- เคยถูกจำคุกปี 2018 แต่คำตัดสินถูกประกาศให้เป็นโมฆะในเวลาต่อมา

ความท้าทายและความแตกแยกในชาติ
ผลสำรวจความคิดเห็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวบราซิลระบุว่า นายลูลาจะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่เมื่อเขามีคะแนนนำในการเลือกตั้งรอบแรกทิ้งห่างจากนายโบลโซนาโรน้อยกว่าที่คิด ก็ทำให้คนบราซิลจำนวนไม่น้อยเริ่มเกิดความกังขาต่อความแม่นยำของผลการหยั่งเสียงดังกล่าว
โดยกลุ่มผู้สนับสนุนนายโบลโซนาโรต่างเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่าเขาจะคว้าชัยชนะมาได้ รวมทั้งเชื่อคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีฝ่ายขวาจัดผู้นี้ว่า บรรดาชนชั้นนำในบราซิลและสื่อต่างเป็นปรปักษ์ต่อเขา และพยายามทำให้ผลการหยั่งเสียงของเขาออกมาเป็นรอง
ดังนั้นหลายฝ่ายจึงมองว่าชัยชนะของนายลูลาจะสร้างความไม่พอใจให้บรรดาผู้สนับสนุนนายโบลโซนาโร ซึ่งมักตราหน้านายลูลาว่าเป็น "หัวขโมย" พร้อมชี้ว่าการกลับคำพิพากษาเขาให้เป็นโมฆะนั้น ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เป็นเพราะไม่มีการปฏิบัติตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเหมาะสม
แม้ว่านายโบลโซนาโรจะพ่ายศึกเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ ส.ส.ที่ใกล้ชิดเขาก็กุมเสียงข้างมากในรัฐสภา
นี่หมายความว่า นายลูลาจะต้องเผชิญความยากลำบากในการผลักดันนโยบายและกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นรูปธรรมเมื่อเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 ม.ค.ปีหน้า
อย่างไรก็ตาม นายลูลามีนโยบายสร้างความสมานฉันท์ โดยดึงอดีตคู่แข่งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีครั้งก่อนมาเป็นรองประธานาธิบดีของเขา ซึ่งนโยบาย "สร้างความปรองดอง" นี้ดูเหมือนจะช่วยดึงดูดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่พรรคคนงาน (Workers' Party) ของเขาได้อย่างล้นหลาม


ในการกล่าวสุนทรพจน์ประกาศชัยชนะ นายลูลาแสดงท่าทีประนีประนอม โดยกล่าวว่าเขาจะบริหารประเทศเพื่อชาวบราซิลทุกคน ไม่ใช่แค่ผู้ที่ลงคะแนนเลือกเขา
"ประเทศนี้ต้องการสันติภาพและความเป็นหนึ่งเดียว คนประเทศนี้ไม่ต้องการต่อสู้กันอีกต่อไป" เขากล่าว
ด้านนายโบลโซนาโรยังไม่ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ โดยแสดงความกังขาต่อความน่าเชื่อถือในระบบเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ของบราซิล โดยไม่แสดงหลักฐานใด ๆ เพื่อยืนยันข้อกล่าวหานี้
การเลือกตั้งประธานาธิบดีบราซิลครั้งนี้ได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิดจากประชาคมโลก โดยเฉพาะเหล่านักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่กังวลว่าการอยู่ในตำแหน่งต่ออีก 4 ปี ของนายโบลโซนาโรจะยิ่งทำให้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าแอมะซอน ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของโลกจะเลวร้ายลงอีก
นายลูลาได้กล่าวถึงความวิตกกังวลนี้ในสุนทรพจน์ประกาศชัยชนะว่าเขาจะ "เปิดรับความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อปกป้องป่าแอมะซอน"
แต่ใจความสำคัญของสุนทรพจน์ของเขาคือการให้คำมั่นขจัดปัญหาความหิวโหยที่กำลังเพิ่มขึ้นในบราซิล
กระแสความนิยมของนายลูลาในช่วงที่เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี 2 สมัยแรกคือการพาคนบราซิลหลายล้านให้หลุดพ้นจากความยากจน
แต่เศรษฐกิจโลกยุคหลังโควิดนั้น การหาเงินทุนเพื่อขจัดปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการที่เขาจะต้องเผชิญแรงคัดค้านจาก ส.ส.ฝ่ายตรงข้ามที่กุมเสียงข้างมากในรัฐสภา










