เลือกตั้งฝรั่งเศส : ทำไมเลือกตั้ง ปธน. ฝรั่งเศส ครั้งนี้ ไม่ง่ายสำหรับมาครง

    • Author, ฮิว สโกฟีลด์ และ พอล เคอร์บี
    • Role, บีบีซี นิวส์ ปารีส

นายเอ็มมานูเอล มาครง ชนะเลือกตั้งรอบแรกในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส และจะต้องสู้ศึกในการเลือกตั้งรอบชี้ขาดกับนางมารีน เลอเปน คู่แข่งฝ่ายขวาจัด เป็นครั้งที่สอง

"อย่าทำข้อผิดพลาด ยังไม่มีการตัดสินใด ๆ เกิดขึ้น" เขากล่าวต่อผู้สนับสนุนที่ส่งเสียงเชียร์

ในที่สุด เขาก็คว้าชัยในการเลือกตั้งรอบแรก แต่ผลการสำรวจความคิดเห็นหลายสำนัก ระบุว่า การเลือกตั้งรอบชี้ขาดจะสูสีกันมากกว่า

นางเลอเปน เรียกร้องให้ผู้ที่ไม่ได้เลือกนายมาครงทุกคนหันมาลงคะแนนเลือกเธอ และ "นำฝรั่งเศสกลับมาสู่ความสงบ"

หลังจากมีการนับคะแนนไปแล้ว 97% นายเอ็มมานูเอล มาครง ได้คะแนนเสียง 27.6% นางมารีน เลอเปน ได้ 23.4% และนายฌอง-ลุก เมลองชง ได้ 21.95% โดยในบรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสทั้งหมด 12 คน มีเพียง 3 คนนี้เท่านั้นได้รับคะแนนเลือกตั้งมากกว่า 10% ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งจำนวนมาก ดูเหมือนจะรับแนวคิดของกลยุทธ์การลงคะแนน "ให้เกิดประโยชน์" มาใช้ โดยเห็นว่า ผู้สมัครอีก 9 คน ที่เหลือไม่มีหวังที่จะผ่านเข้าไปสู่การเลือกตั้งรอบชี้ขาดได้ จึงหันไปเทคะแนนให้บรรดาตัวเก็งแทน

นี่จะเป็นครั้งที่สองที่มาครงและเลอเปน ได้แข่งขันกันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบชี้ขาด เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในปี 2017 ซึ่งมาครงเอาชนะเลอเปนไปได้อย่างขาดลอย แต่ครั้งนี้มันจะไม่ง่ายดายเช่นนั้นแล้ว

การประเมินจากการเลือกตั้งรอบแรก เผยให้เห็นว่า การลงคะแนนเชิงกลยุทธ์ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการเลือกตั้งฝรั่งเศสอย่างไร

ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนส่วนใหญ่จะเลือกผู้สมัคร 3 คน คือ มาครง, ฝ่ายขวาจัด และฝ่ายซ้ายจัด ในช่วงวันท้าย ๆ ของการหาเสียง คนจำนวนมากซึ่งกำลังพิจารณาจะลงคะแนนให้กับผู้สมัครคนอื่น ๆ สุดท้ายก็ได้ตัดสินใจมาลงคะแนนให้กับบรรดาผู้ที่เป็นตัวเก็ง

โดยคนจำนวนมากที่สนับสนุนนายอีริก เซมมูร์ นักวิชาการชาตินิยมฝ่ายขวา ได้หันมาสนับสนุนนางเลอเปน ส่วนผู้ที่อยู่ฝ่ายขวาบางส่วนในพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็อาจจะทำเช่นเดียวกันนี้

ส่วนในฝ่ายซ้าย ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง ได้ตัดสินใจว่า แอนน์ ฮิดาลโก จากพรรคสังคมนิยม และยานนีก จาโดต์ จากพรรคกรีน ไม่น่าจะมีใครที่จะสามารถผ่านเข้าไปชิงชัยในการเลือกตั้งรอบสองได้ ดังนั้น พวกเขาจึงหันมาเทคะแนนให้กับ ฌอง-ลุก เมลองชง จำนวนมาก เพื่อที่จะให้มีผู้สมัครจากฝ่ายซ้ายยังอยู่ในการแข่งขันต่อไปได้ แม้ว่าผู้สนับสนุนพรรคสังคมนิยมและพรรคกรีนจำนวนมากไม่ชอบชายคนนี้ก็ตาม

ส่วนสายกลาง คนจำนวนมากที่ปกติจะเลือก วาเลอรี เปเครสส์ พรรครีพับลิกัน ก็หันไปเลือกประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนี้แทน เพราะอะไร? เพราะว่า พวกเขากลัวอย่างมากว่า เลอเปน และ/หรือ เมลองชง จะได้รับเสียงสนับสนุนอย่างแข็งแกร่ง

อย่าลืมว่า ระบบการเลือกตั้งที่ประหลาดของฝรั่งเศส จะให้ผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุด 2 คนแรกผ่านเข้าไปสู่รอบการเลือกตั้งแบบชี้ขาด คะแนนส่วนต่างเพียงน้อยนิดก็อาจจะทำให้เกิดผลที่แตกต่างกันได้ ดังนั้นโอกาสที่เลอเปนและมาลองชง จะได้ขับเคี่ยวกันในการเลือกตั้งรอบสองจึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลจากความเป็นจริงเลย

การทำเช่นนี้ส่งผลให้เกิด 2 เรื่องนี้ขึ้น

เรื่องแรกคือ การทำลายรัฐบาลที่มาจากเพียง 2 พรรคการเมืองใหญ่ของฝรั่งเศสที่เป็นมาตั้งแต่ปี 1958 นั่นคือ ฝ่ายขวาที่เป็นอนุรักษ์นิยม และฝ่ายซ้ายที่เป็นสังคมนิยม นี่คือกระบวนการที่มาครง เริ่มขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อน แต่ตอนนี้ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว

ผู้สมัครจากทั้งสองพรรค และแน่นอนว่า แอนน์ ฮิดาลโก จากพรรคสังคมนิยม อาจจะได้คะแนนไม่ถึง 5% ซึ่งจะเป็นระดับที่พวกเขาสามารถที่จะขอเบิกค่าใช้จ่ายให้การเลือกตั้งคืนได้ โดยอาจจะมีมูลค่าหลายล้านยูโร แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ความอัปยศ เราคาดได้ว่า คงจะมีการแตกแยกกันภายในพรรคที่รุนแรง

มาครง วางแผนไว้แล้วว่า การแตกแยกทางการเมืองในฝรั่งเศส คือ สิ่งที่เขาอยากจะให้เกิดขึ้นนั่นคือ ระหว่าง "แนวคิดสายกลางที่ปฏิบัติได้จริง" และ "เปิดกว้างต่อโลก" กับ "แนวคิดสุดโต่ง" ของบรรดาคู่แข่งของเขา ทั้ง "ความสุดโต่งชาตินิยม" ของเลอเปน และ "ความสุดโต่งแบบยูโทเปีย" ของมาลองชง

ความแตกแยกนี้ได้ส่งผลดีต่อตัวเขามาจนถึงตอนนี้ ทำให้เขารวบรวมพลังที่เรียกว่า "มีความรับผิดชอบ" ของทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวามาได้ เขาได้ทำลายฝ่ายต่อต้านกระแสหลักและทำให้เขาขึ้นมาเป็นผู้คุมเกม

แต่บทเรียนอย่างที่สองที่ได้จากการเลือกตั้งรอบแรกอาจจะทำให้เขารู้สึกกังวลใจ

นั่นคือการที่สิ่งที่เรียกว่า พลัง "ที่ไร้ความรับผิดชอบ" ของฝ่ายสุดโต่ง ซึ่งต่อต้านเขา แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดเวลา

ในฐานะนักวิจารณ์การเมืองที่ช่ำชอง อาลัง ดูอาเมล ได้กล่าวเมื่อคืนวันอาทิตย์ (10 เม.ย.) ว่า "ตอนนี้เสียงส่วนใหญ่ของชาวฝรั่งเศสภักดีต่อพรรคการเมืองที่ต่อต้านระบบ"

ถ้าคุณรวมคะแนนเสียงที่ มารีน เลอเปน ได้กับของ อีริก เซมมูร์ และ นิโคลาส์ ดูปองต์-เอนยาง ฝ่ายขวาจัด ก็จะเป็น 33% ของคะแนนเสียงทั้งหมด เพิ่มขึ้น 7% จากปี 2017

และถ้าคุณรวมคะแนนเสียงของ เมลองชง ฝ่ายซ้ายจัด กับของผู้สมัครสุดโต่ง 2 คน คุณจะได้คะแนนเสียงรวมมากกว่า 50%

ท้ายที่สุด ในกลุ่มคนเหล่านี้จำนวนมากจะลงคะแนนให้กับมาครงในการเลือกตั้งรอบที่ 2 ด้วยเหตุผลเดียวกับที่พวกเขาทำในปี 2017 เพราะว่า สำหรับพวกเขาแล้ว การเห็นฝ่ายขวาจัดขึ้นมามีอำนาจเป็นเรื่องที่ไร้สำนึก แต่ก็จะมีคนบางส่วนที่เลือกไม่ออกเสียง หรือเลือกที่จะไม่กาเครื่องหมายใด ๆ หรือหันไปเลือกเลอเปน เช่นกัน

ความจริงคือ คะแนนเสียงที่ต่อต้านเลอเปนและคะแนนเสียงที่ต่อต้านมาครงกำลังสวนทางกัน กลุ่มแรกลดลง แต่กลุ่มที่สองเพิ่มขึ้น

นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมการเลือกตั้งรอบ 2 ในครั้งนี้ จึงไม่ง่ายเหมือนกับครั้งที่แล้ว