You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ทำไมงูเหลือมไม่ขาดอากาศหายใจเสียเอง ขณะใช้ลำตัวรัดเหยื่อแน่นจนตาย
งูเหลือมโบอา คอนสตริกเตอร์ (Boa Constrictor) ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ สามารถขยับเคลื่อนย้ายกระดูกซี่โครงทีละส่วนได้ตามใจชอบ ซึ่งจะทำให้มันหายใจได้คล่องตามปกติ แม้ในขณะใช้ลำตัวส่วนที่มีปอดรัดร่างของเหยื่อแน่น จนเหยื่อตายเพราะขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจและสมอง
ทีมนักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยบราวน์ของสหรัฐฯ ค้นพบความลับดังกล่าวหลังทำการทดลองกับงูเหลือมชนิดนี้ โดยใช้แถบรัดแขนสำหรับวัดความดันในมนุษย์ มาพันรัดส่วนต่าง ๆ ของลำตัวงูเอาไว้ แล้วคอยสังเกตว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่องูขู่ฟ่อใส่ผู้ทำการทดลอง ซึ่งการจะส่งเสียงขู่ได้นั้น งูจะต้องหายใจลึกเอาอากาศเข้าปอดไปในปริมาณมาก
ภาพวิดีโอที่บันทึกได้จากการฉายรังสีเอกซ์ แสดงให้เห็นว่าภายในร่างกายงูมีกระบวนการที่น่าทึ่งเกิดขึ้น โดยเมื่อทดลองให้แถบวัดความดันบีบรัดลำตัวส่วนบนของงู กระดูกซี่โครงบางส่วนจะขยับหมุนและเลื่อนตัวลงไปด้านล่าง ที่บริเวณส่วนก้นของปอดงูซึ่งมีความยาวเป็นพิเศษ ทำให้ปอดส่วนดังกล่าวพองตัวขึ้นคล้ายถุงลมขนาดใหญ่ขณะที่งูหายใจเข้า
ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร PNAS ระบุว่า งูเหลือมโบอา คอนสตริกเตอร์ สามารถใช้วิธีเลื่อนกระดูกซี่โครงขึ้นลงเพื่อดึงอากาศเข้าปอดหรือระบายอากาศออกไปได้ตามใจชอบ คล้ายกับการเคลื่อนไหวของกระบังลมมนุษย์ ซึ่งกระบวนการนี้จะช่วยชดเชยการขาดออกซิเจนที่เกิดขึ้น เมื่อปอดส่วนบนของงูถูกกดทับขณะรัดเหยื่อ
อย่างไรก็ตาม ถุงลมก้นปอดของงูที่พองตัวขึ้นเหมือนลูกโป่งขณะหายใจเข้านั้น ไม่ได้ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนกับคาร์บอนไดออกไซด์แต่อย่างใด เพราะกระบวนการนี้ยังคงเกิดขึ้นที่ส่วนบนของปอด ขณะที่ถุงลมก้นปอดเพียงช่วยดึงอากาศเข้ามาให้มากขึ้นเท่านั้น
ดร. จอห์น คาปาโน หัวหน้าทีมวิจัยในครั้งนี้บอกว่า "งูเหลือมมีวิธีควบคุมกระดูกซี่โครงของมันอย่างดี เพื่อให้หายใจได้สะดวกและไม่ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่มันลงมือฆ่าและทำลายกระดูกซี่โครงของเหยื่อจนแหลกละเอียด"
ระบบทางเดินหายใจที่มีประสิทธิภาพมีความสำคัญต่องูเหลือมอย่างมาก เนื่องจากร่างกายของงูเหลือมใช้ออกซิเจนเพิ่มขึ้นกว่าปกติถึง 7 เท่า ขณะออกแรงรัดเหยื่อให้ตาย ซึ่งอาจกินเวลานานถึง 45 นาทีเลยทีเดียว นอกจากนี้มันยังต้องการออกซิเจนมากขึ้นถึง 17 เท่าของช่วงเวลาปกติ ขณะย่อยอาหารชิ้นใหญ่ซึ่งมีน้ำหนักราว 1 ใน 4 ของน้ำหนักตัวมันเอง