นักดาราศาสตร์กลับลำ หลุมดำใกล้โลกที่สุดเพียงพันปีแสง แท้จริงเป็นดาวฤกษ์ใหญ่กลืนกินดาวเล็ก

ภาพจำลองล่าสุดของระบบดาวคู่ HR 6819

ที่มาของภาพ, ESO/L.CALCADA

คำบรรยายภาพ, ภาพจำลองล่าสุดของระบบดาวคู่ HR 6819

ทีมนักวิจัยจากหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ซีกโลกใต้ของยุโรป (ESO) เผยว่าการค้นพบหลุมดำที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุดเมื่อสองปีก่อน ในระบบดาว HR 6819 ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 1,120 ปีแสงนั้น แท้จริงแล้วเป็นความผิดพลาด

สิ่งที่ตรวจพบในครั้งนั้นกลับกลายเป็นเพียงระบบดาวคู่ (binary system) แต่ก็ไม่ใช่ระบบที่มีดาวสองดวงโคจรวนรอบกันและกันแบบธรรมดา เพราะดาวฤกษ์ดวงใหญ่ในระบบนี้กำลังดูดกลืนชั้นบรรยากาศของดาวดวงเล็กจนใกล้หมด เหมือนกับพฤติกรรมของผีดูดเลือดหรือ "แวมไพร์" ไม่มีผิด

รายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Astronomy & Astrophysics ระบุว่า เมื่อช่วงต้นปี 2020 นักดาราศาสตร์ของ ESO มีความสงสัยว่าวัตถุอวกาศหมุนเร็วที่เรียกว่า Be Star ในระบบดาว HR 6819 ซึ่งมีการค้นพบตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 นั้น มีความผิดปกติโดยไม่แกว่งตัวมากเท่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่ดาวดวงเล็กซึ่งเป็นคู่ของมันตั้งอยู่ประชิดติดกัน จนสามารถโคจรวนรอบ Be Star ได้ภายใน 40 วันเท่านั้น

ปรากฏการณ์นี้ทำให้นักดาราศาสตร์สงสัยว่า อาจมีวัตถุมวลมากที่มองไม่เห็นคอยควบคุมสมดุลแรงโน้มถ่วงภายในระบบดาวนี้อยู่ ทำให้ต่อมามีการตั้งสมมติฐานว่าอาจมีหลุมดำขนาดเล็กอยู่ในระบบด้วย โดยดาวฤกษ์ทั้งสองต่างก็โคจรวนรอบหลุมดำนี้

หากหลุมดำดังกล่าวมีอยู่จริง ก็จะได้ชื่อว่าเป็นหลุมดำที่ตั้งอยู่ใกล้กับโลกของเรามากที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม มีการตรวจสอบสมมติฐานดังกล่าวอีกครั้ง ด้วยการใช้กล้องโทรทรรศน์ VLT และอุปกรณ์วัดการแทรกสอดของแสง VLTI ในประเทศชิลี วัดระยะห่างของดาวทั้งสองดวง

ภาพจำลองระบบ HR 6819 ของปี 2020 ซึ่งตอนนั้นเชื่อว่าเป็นหลุมดำที่มีดาวฤกษ์ 2 ดวงโคจรวนรอบ

ที่มาของภาพ, ESO/L. CALCADA

คำบรรยายภาพ, ภาพจำลองระบบ HR 6819 ของปี 2020 ซึ่งตอนนั้นเชื่อว่าเป็นหลุมดำที่มีดาวฤกษ์ 2 ดวงโคจรวนรอบ

ผลปรากฏว่าพวกมันอยู่ห่างกันเพียง 1 มิลลิพิลิปดา ซึ่งแสดงว่าตั้งอยู่ชิดติดกันเสียจนไม่ต้องอาศัยการถ่วงดุลจากวัตถุอวกาศอื่นใดหรือแม้กระทั่งหลุมดำอีก โดยดาวฤกษ์ดวงใหญ่กำลังดูดกลืนเอาชั้นบรรยากาศของดาวดวงเล็กออกมาจนใกล้หมด ซึ่งจะทำให้ดาวดวงเล็ก "ตาย" ลงในไม่ช้า

การค้นพบล่าสุดนี้แม้จะน่าผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็เป็นโอกาสในการศึกษาพฤติกรรมแบบแวมไพร์ของดาวฤกษ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันพัฒนาไปเป็นดาวขนาดยักษ์ในอนาคตได้ รวมทั้งเป็นโอกาสที่จะศึกษาปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่นการระเบิดซูเปอร์โนวาและคลื่นความโน้มถ่วงเป็นต้น