You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ทารกในครรภ์ของมัมมี่ "สตรีปริศนา" เก่าแก่ 2,100 ปี ไม่เน่าเปื่อยเพราะถูกดองด้วยกรดธรรมชาติ
เมื่อปีที่แล้วทีมนักวิจัยของโครงการมัมมี่วอร์ซอว์ (Warsaw Mummy Project - WMP) ที่ประเทศโปแลนด์ เผยการค้นพบมัมมี่อียิปต์ที่ได้ฉายาว่า "สตรีปริศนา" อายุเก่าแก่ 2,100 ปี ซึ่งปรากฎว่ามีซากทารกในครรภ์อายุ 7 เดือนติดท้องอยู่ด้วย ทำให้เธอกลายเป็นมัมมี่ร่างแรกของโลกที่ยังคงมีตัวอ่อนค้างอยู่ในมดลูก
มาในปีนี้ทีมนักวิจัย WMP ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาใหม่ล่าสุดลงในวารสาร Journal of Archaeological Science ซึ่งชี้ว่าร่างของทารกในครรภ์ดังกล่าวยังคงไม่เน่าเปื่อยสลายตัวไป แม้จะไม่ถูกแตะต้องด้วยกระบวนการทำมัมมี่เลยก็ตาม เนื่องจากอยู่ในสภาพที่ถูกดองด้วยกรดอ่อนตามธรรมชาติ
ดร. มาร์ซีนา โอซาเร็ก-ซิลเก ผู้นำทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอร์ซอว์บอกว่า "ผู้ทำมัมมี่ไม่ได้ผ่าเอาร่างทารกออกจากท้องแม่ ทำให้ซากเด็กถูกเก็บรักษาไว้ในมดลูกที่ปิดสนิทเหมือนภาชนะอย่างดี ขณะที่ค่าความเป็นกรดในเลือดของแม่และของเหลวในมดลูกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภายในนั้นมีทั้งแอมโมเนียและกรดฟอร์มิกอยู่อย่างเข้มข้น"
"การที่ผู้ทำมัมมี่นำเนตรอน (natron) ซึ่งเป็นส่วนผสมของเกลือและแร่ธาตุจากก้นทะเลสาบที่แห้งเหือด มาโปะทับและใส่เข้าไปในศพของสตรีปริศนา ทำให้ร่างของเธอแห้งลงและยังป้องกันไม่ให้อากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งออกซิเจนเข้าไปภายในได้ ทำให้ซากทารกในครรภ์อยู่ในสภาพคล้ายถูกดองด้วยน้ำส้มสายชูภายในโหลที่ปิดสนิทนั่นเอง"
อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยไม่พบร่องรอยของกระดูกหลงเหลืออยู่ในตัวทารกเลย ทำให้ ดร. ซาฮาร์ ซาลีม นักรังสีวิทยาชาวอียิปต์และผู้ตรวจสอบมัมมี่ชื่อดังตั้งข้อสงสัยว่า สิ่งที่อยู่ในท้องของสตรีปริศนาอาจไม่ใช่ทารก แต่เป็นเพียงถุงที่ผู้ทำมัมมี่ใช้ยัดเข้าไปในท้องศพ หลังนำอวัยวะภายในออกแล้วเท่านั้น
ดร. โอซาเร็ก-ซิลเก ตอบข้อสงสัยของดร. ซาลีมว่า "กระดูกของทารกในครรภ์นั้นมองเห็นด้วยเครื่องสแกนได้ยากอยู่แล้วในช่วงสองไตรมาสแรก เนื่องจากยังมีแร่ธาตุเข้าไปเสริมความแข็งแกร่งไม่มากนัก ยิ่งกรณีที่ซากทารกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดด้วยแล้ว กระดูกจะยิ่งถูกกัดกร่อนจนสูญเสียแร่ธาตุออกไป แต่เนื้อเยื่ออ่อนที่ถูกกัดกร่อนได้ยากกว่าจะดูดซับแร่ธาตุที่สลายจากกระดูกนี้เอาไว้ และทำให้ซากทารกถูกมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นระหว่างการสแกน"
"กระบวนการดังกล่าวไม่ต่างจากการเกิดมัมมี่หลังศพถูกแช่อยู่ในบึงตื้น ๆ ของป่าพรุเป็นเวลานาน ซึ่งสภาพแวดล้อมที่มีความเป็นกรดอย่างอ่อนจะช่วยรักษาเนื้อเยื่อของศพไว้ได้"
"การที่กระดูกของทารกในครรภ์มัมมี่หายไป แต่ร่างส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อยังอยู่ได้นั้น ไม่ต่างจากการดองไข่ทั้งเปลือกในน้ำส้มสายชู ซึ่งกรดจะกัดกร่อนให้เปลือกที่เป็นแร่ธาตุคล้ายกระดูกสลายไป เหลือเพียงไข่ขาวและไข่แดงที่ยังคงสภาพอยู่ได้"
ผลวิเคราะห์ความกว้างของช่องคลอดและท่าทางของทารกในครรภ์ยังชี้ว่า สตรีปริศนาไม่ได้เสียชีวิตจากการคลอดบุตร แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ทีมผู้วิจัยก็ยังไม่ทราบว่าแม่และเด็กเสียชีวิตลงด้วยสาเหตุใดกันแน่ และทำไมผู้ทำศพไม่ผ่าเอาร่างของทารกออกเหมือนกับอวัยวะอื่น ๆ ซึ่งคำถามเหล่านี้จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมกันต่อไปในอนาคต