มนุษย์ยุคสัมฤทธิ์มีความรู้วิศวกรรมชีวภาพ เพาะพันธุ์ “คุงกา” สัตว์ลูกผสมข้ามสปีชีส์จากฝีมือคนชนิดแรกของโลก

ที่มาของภาพ, G.SCHWARTZ/JHU
ผลวิเคราะห์ดีเอ็นเอจากกระดูกของสัตว์ปริศนารูปร่างคล้ายม้า ซึ่งชาวเมโสโปเตเมียเลี้ยงไว้ใช้ทำสงครามและลากพาหนะของคนชั้นสูงเมื่อ 4,500 ปีก่อน ชี้ว่ามันเป็นสัตว์ลูกผสมข้ามชนิดพันธุ์หรือสปีชีส์ ระหว่างลาบ้านตัวเมียและลาป่าซีเรียตัวผู้ที่ปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว
หลักฐานทางพันธุกรรมดังกล่าวชี้ว่า "คุงกา" (Kunga) สัตว์ไม่ทราบชนิดที่ปรากฏในจารึกยุคสัมฤทธิ์ของเมโสโปเตเมีย ถือเป็นผลงานทางวิศวกรรมชีวภาพ (bioengineering) ชิ้นแรกของมนุษย์ เนื่องจากคนโบราณในอู่อารยธรรมแห่งนี้รู้จักสังเกตและประยุกต์ใช้หลักการทางชีววิทยา สร้างสัตว์ชนิดใหม่ขึ้นเองเพื่อใช้งานได้สำเร็จ
ทีมนักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดีนานาชาติ ตีพิมพ์ผลการค้นพบข้างต้นในวารสาร Science Advances โดยระบุว่า "คุงกา" เป็นสัตว์ลูกผสมข้ามสปีชีส์ชนิดเก่าแก่ที่สุดที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ โดยมีการขุดพบชิ้นส่วนกระดูกของมันครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน ที่สุสานโบราณของชนชั้นสูงยุคสัมฤทธิ์ ในแหล่งขุดค้นทางโบราณคดี อัมม์ เอล-มาร์รา (Umm el-Marra) ทางตอนเหนือของประเทศซีเรีย

ที่มาของภาพ, T.GRANGE/CNRS
ทีมผู้วิจัยทราบถึงสัตว์ที่เป็นพ่อแม่ของคุงกาได้ หลังเปรียบเทียบจีโนม (genome) หรือข้อมูลพันธุกรรมทั้งหมดของมัน กับพันธุกรรมจากซากลาป่าซีเรียอายุ 11,000 ปี ซึ่งค้นพบที่โบราณสถานของตุรกี นอกจากนี้ทีมผู้วิจัยยังเปรียบเทียบจีโนมของคุงกากับซากลาป่าซีเรีย 2 ตัวในพิพิธภัณฑ์ โดยคาดว่าพวกมันมีชีวิตอยู่เป็นตัวท้าย ๆ ก่อนลาป่าซีเรียจะสูญพันธุ์ไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20
ดร. อีวา-มาเรีย เจียจิเยร์ หนึ่งในสมาชิกของทีมวิจัยจากศูนย์เพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS) บอกว่าร่องรอยบนฟันของคุงกาชี้ถึงการคาบบังเหียน และการกินอาหารที่มนุษย์นำมาเลี้ยงดูอย่างดี มากกว่าจะถูกปล่อยให้ออกไปเที่ยวเล็มกินหญ้าเอง
ดร. เจียจิเยร์ อธิบายว่า "ชาวสุเมเรียนซึ่งมีนครรัฐที่ทรงอิทธิพลในยุคนั้น ต้องการทำสงครามแผ่ขยายอำนาจ แต่เมื่อกว่าสี่พันปีก่อนดินแดนแถบนั้นยังไม่รู้จักม้าและการเลี้ยงม้า พวกเขามีแต่ลาบ้านและวัว ซึ่งแม้จะใช้ลากจูงพาหนะได้ แต่ไม่สามารถใช้เป็นสัตว์สงครามที่กล้าพุ่งเข้าใส่กองทัพศัตรูได้"
"พวกเขาอาจสังเกตเห็นลาบ้านตัวเมียผสมพันธุ์กับลาป่าซีเรียตัวผู้ในธรรมชาติ แล้วตกลูกที่มีร่างกายกำยำแข็งแรง ทั้งสามารถฝึกให้ทำตามคำสั่งได้ออกมา จึงเกิดความคิดที่จะเพาะพันธุ์ลูกผสมดังกล่าวไว้ใช้งานและซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน"

ที่มาของภาพ, G.SCHWARTZ/JHU
"ผู้คนในแถบเมโสโปเตเมียนิยมเพาะพันธุ์และฝึกคุงกาอยู่เป็นเวลานานหลายร้อยปี ก่อนพวกมันจะถูกแทนที่ด้วยม้าและล่อซึ่งเป็นลูกผสมของลาตัวผู้และม้าตัวเมีย ในเวลาต่อมา"
ดร. เบนจามิน อาร์บักเคิล นักโบราณคดีเชิงมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา วิทยาเขตแชปเพิลฮิลล์ของสหรัฐฯ แสดงความเห็นในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการวิจัยว่า
"คุงกาเป็นลูกผสมข้ามสปีชีส์ ทำให้มันเป็นหมันและไม่อาจสืบพันธุ์มีลูกหลานรุ่นต่อไปได้ คนโบราณจึงต้องเหนื่อยยากในการลงทุนจับลาป่าซีเรียมาผสมพันธุ์กับลาบ้านอยู่เรื่อย ๆ แต่สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงทักษะในการสังเกตและทดลอง รวมทั้งความสามารถในการสร้างนวัตกรรม ซึ่งไม่ต่างจากผู้คนในสังคมสมัยใหม่ทุกวันนี้เลย"










