โควิด-19: องค์การอนามัยโลกเตือนคนครึ่งหนึ่งในยุโรปจะติดโอมิครอนในอีก 6-8 สัปดาห์

St. Petersburg, Russia

ที่มาของภาพ, EPA

องค์การอนามัยโลกแสดงความเป็นห่วงว่าเชื้อไวรัสกลายพันธุ์โอมิครอนได้แพร่ระบาดปกคลุมทั่วภูมิภาคยุโรป จากฝั่งตะวันตกจรดตะวันออกแล้ว ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อเดลตาที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย

นพ.ฮานส์ คลูเกอ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคยุโรป คาดการณ์ดังกล่าวโดยอิงกับจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่พบทั่วยุโรปราว 7 ล้านคน ในสัปดาห์แรกของปี 2022 โดยตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วงเวลาเพียงสองสัปดาห์

นพ.คลูเกอ กล่าวในการแถลงข่าวโดยอ้างอิงการพยากรณ์ของสถาบันการประเมินผลและชี้วัดด้านสุขภาพในสหรัฐฯ ที่ประเมินว่า "ประชากรยุโรปมากกว่า 50% จะติดเชื้อโอมิครอนภายในเวลา 6-8 สัปดาห์ข้างหน้า" เขากล่าวด้วยว่าขณะนี้ประเทศในยุโรปและเอเชียกลางกำลังเผชิญ "แรงกดดันอย่างหนัก" จากการที่ไวรัสแพร่จากชาติตะวันตกไปยังคาบสมุทรบอลข่าน

ก่อนหน้านี้ นพ.คลูเกอเคยออกมาเตือนว่า ยุโรปอาจมีผู้เสียชีวิตจากโควิดเพิ่มอีก 5 แสนรายภายในเดือน มี.ค.ปีหน้า หากยังไม่ดำเนินมาตรการควบคุมโรคอย่างเร่งด่วน โดยการบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ เช่น การสวมหน้ากากอนามัยอาจช่วยบรรเทาการระบาดได้ในทันที

ผลการศึกษาหลายชิ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ชี้ว่าเชื้อโอมิครอนไม่น่าจะทำให้คนป่วยหนักเมื่อเทียบกับเชื้อกลายพันธุ์ชนิดอื่น ๆ แต่โอมิครอนแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และคนที่ฉีดวัคซีนครบแล้วก็ยังสามารถติดเชื้อได้ ซึ่งนั่นทำให้ระบบบริการสาธารณสุขของหลายประเทศอยู่ในสภาพตึงตัว ไม่ว่าจะเป็นในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ

นพ. คลูเกอ อธิบายว่า ปัจจัยที่ทำให้ยอดการระบาดเพิ่มสูงขึ้นในขณะนี้มีด้วยกันหลายอย่าง เช่น การเข้าสู่ฤดูหนาว การให้วัคซีนต้านโควิดที่ยังไม่ครอบคลุม และการแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธุ์เดลตา

หลุมฝังศพ

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, หลุมฝังศพใหม่ในโปแลนด์

รัสเซีย-โปแลนด์สถานการณ์น่าเป็นห่วง

รัสเซียออกมาเตือนเมื่อวานนี้ (11 ม.ค.) ว่าสถานการณ์ที่นั่นกำลังจะเข้าขั้นร้ายแรงอย่างมาก หากไม่มีมาตรการใด ๆ ออกมาควบคุมการระบาด ก็น่าจะได้เห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่รายวันสูงถึง 1 แสนคน โดยขณะนี้เชื้อโอมิครอนได้กระจายไปในภูมิภาคต่าง ๆ ของรัสเซียถึง 13 แห่งแล้ว ขณะที่ผู้เสียชีวิตจากโควิดที่มีการบันทึกไว้อย่างน้อย 311,281 คน และมีผู้ติดเชื้อ 10.5 ล้านคน

ที่โปแลนด์ ขณะนี้ยอดผู้เสียชีวิตจากโควิดมีถึง 1 แสนคนคนแล้ว นับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโรค โปแลนด์เป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากโควิดสูงสุดเป็นอันดับที่ 6 ของโลก และประชากรเกือบ 40% ยังไม่ได้ฉีดวัควีน

ต้องเร่งฉีดวัคซีน

ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคยุโรปขององค์การอนามัยโลกเรียกร้องให้เร่งฉีดวัคซีนแก่ประชากรให้มากขึ้น และบังคับใช้มาตรการด้านสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน และการใช้การรักษาวิธีใหม่ ๆ เพื่อควบคุมการระบาดของโควิด โดยมาตรการบังคับฉีดวัคซีนควรเป็น "ทางออกสุดท้าย" แต่ชี้ว่าขณะนี้อาจเป็น "เวลาเหมาะที่สุด" ในการอภิปรายเรื่องนี้ทั้งในเชิงของกฎหมายและสังคม

เขากล่าวว่า "ก่อนหน้านี้มีวิธีอื่น ๆ เช่น โควิดพาส" ซึ่งเป็นเอกสารรับรองการปลอดโรค ซึ่งไม่ใช่เครื่องมือจำกัดเสรีภาพ แต่เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้คนมีอิสระ

เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ออสเตรียกลายเป็นชาติแรกในยุโรปที่ประกาศว่า การฉีดวัคซีนต้านโควิดจะเป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือน ก.พ.ปีหน้า

เอ็มมานูเอล มาครง

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ประกาศว่าจะทำให้คนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนต้องพบกับความยากลำบากในการดำเนินชีวิต

คำประกาศนี้ มีขึ้นพร้อมการประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศ ในวันจันทร์ 22 พ.ย.เป็นระยะเวลา 20 วัน โดยจะประเมินผลหลัง 10 วันแรก หลังจากยอดผู้ติดเชื้อในออสเตรียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีอเล็กซานเดอร์ แชเลนแบร์ก ของออสเตรีย ระบุว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากในสังคมเสรีนิยมอย่างออสเตรีย แต่การฉีดวัคซีนเป็น "ตั๋วสู่ทางออกเพียงอย่างเดียวที่เรามี ในการหลุดพ้นจากวงจรอันเลวร้ายนี้"

นายแชเลนแบร์ก ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า "นี่เป็นปัญหาของทั้งสังคม เพราะแม้แต่คนที่ฉีดวัคซีนแล้ว หากพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงการรักษาในไอซียูได้เพราะหอผู้ป่วยเต็มจากพวกที่ล้มป่วยเพราะไม่ได้ฉีดวัคซีน พวกเขาก็ถือว่าได้รับผลกระทบเช่นกัน"

นอกจากนี้ หลายชาติในยุโรปยังบังคับใช้มาตรการใหม่เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด โดยสาธารณรัฐเช็ก และสโลวาเกีย ได้ประกาศมาตรการใหม่เพื่อควบคุมผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน หลังจากอัตราการติดเชื้อทั่วยุโรปพุ่งทำสถิติใหม่

ผู้เชี่ยวชาญไม่แน่ใจวัคซีนต้านโอมิครอนจำเป็นแค่ไหน

เมื่อวันที่ 10 ม.ค. บริษัทไฟเซอร์ แถลงว่าบริษัทสามารถผลิตวัคซีนที่ป้องกันเชื้อโอมิครอนออกมาพร้อมใช้งานได้ในเดือน มี.ค.นี้ อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังไม่แน่ใจว่าจะมีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องใช้วัคซีนชนิดนี้

ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลก

เมื่อวานนี้ (10 ม.ค.) ธนาคารโลกได้ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2022 โดยชี้ว่าจะชะลอตัวไปอยู่ที่ระดับ 4.1% จากที่ฟื้นตัวมาอยู่ที่ 5.5% เมื่อปีที่แล้ว และเตือนด้วยว่าอัตราเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจจะตกต่ำลงไปถึง 3.4% โดยมีปัจจัยมาจากการะบาดของเชื้อโอมิครอน

เมื่อเดือน ธ.ค. กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ก็ออกมาเตือนเช่นกันว่าอาจจะปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจลงเนื่องจากการระบาดของโอมิครอน โดยไอเอ็มเอฟได้คาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 5.9% ในปี 2021 และ 4.9% ในปีนี้