โควิด-19 : การเคลื่อนไหวรณรงค์ให้คนอินเดียเลิกถ่มน้ำลายในยุคการระบาดใหญ่

A woman walks past a graffiti in Mumbai. Municipal corporation is creating awareness about the dangers of spitting in public places through graffiti.

ที่มาของภาพ, Getty Images

อาภานา อลูรี

ผู้สื่อข่าวบีบีซี

ราชาและปรีติ นาราซิมฮาน เริ่มเดินทางไปทั่วอินเดียตั้งแต่ช่วงต้นปี เพื่อรณรงค์ให้คนเลิกถ่มน้ำลายในที่สาธารณะ สามีภรรยาคู่นี้พูดเชิญชวนผ่านโทรโข่งจากรถที่แปะป้ายข้อความเรียกร้องให้คนเลิกถ่มน้ำลาย

ถ้าคุณเคยไปอินเดีย คุณจะเข้าใจว่าพวกเขากำลังเผชิญกับงานยากแค่ไหน ท้องถนนในอินเดียเต็มไปด้วยน้ำลาย บางทีเป็นน้ำลายหรือเสมหะเฉย ๆ แต่บางครั้งก็เป็นสีแดงน้ำหมาก บางทีเลอะเทอะบนกำแพง อาคาร และสะพานประวัติศาสตร์อย่างสะพานหาวฑา หรือสะพานหาวราห์ ในเมืองกัลกัตตาของอินเดีย

ราชาและปรีติ เริ่มการรณรงค์มาตั้งแต่ปี 2010 แล้ว ทำกิจกรรมทั้งในโลกออนไลน์และเคลื่อนไหวร่วมกับชุมชนในเขตต่าง ๆ

ปฏิกริยาที่พวกเขาต้องเผชิญมีทั้งความเฉยเมยไปจนถึงโกรธเคือง ราชาเล่าว่ามีชายคนหนึ่งบอกเขาว่า "คุณมีปัญหาอะไร" "นี่มันที่ดินของพ่อคุณเหรอ"

แต่ปรีติบอกว่า การระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายอย่างเปลี่ยนไป คนที่ถ่มน้ำลายบางคนถึงกับมาขอโทษขอโพย

"ความกลัวเรื่องการระบาดใหญ่ทำให้พวกเขาฉุกคิดขึ้นมา" ปรีติกล่าว

The anti-spitting squad of the Pune municipal corporation (PMC) took action against 11 persons, including three car drivers, during an Anti Spitting drive at Mhasoba Gate Chowk, on November 12, 2018 in Pune, India. The offenders were given a mop and made to clean their gutkha-laced spit.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บางเมืองพยายามบังคับให้ผู้ชายทำความสะอาดน้ำลายตัวเอง

ประเทศที่คนถ่มน้ำลาย

นครมุมไบเคยพยายามเรียกร้องเรื่องนี้มามากแล้ว มีอาสาสมัครที่คอยมาเตือนคนไม่ให้ถ่มน้ำลาย ทิ้งขยะ และปัสสาวะในที่สาธารณะ แต่ส่วนใหญ่แล้วก็แทบไม่มีใครใส่ใจ

แต่แล้วก็เกิดการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งแพร่ระบาดทางอากาศ ทางการเริ่มออกมาตรการทั้งโทษปรับไปจนกระทั่งถึงจำคุกภายใต้กฎหมายการจัดการภัยพิบัติ (Disaster Management Act) แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ยังออกมาแนะนำให้ชาวอินเดียเลิกถ่มน้ำลายในที่สาธารณะ โดยเขาบอกว่าเป็นสิ่งที่ "เรารู้กันมาตลอดว่าเป็นเรื่องผิด"

แต่ย้อนไปเมื่อปี 2016 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอินเดียเคยกล่าวในรัฐสภาว่า "ท่านผู้มีเกียรติ อินเดียเป็นประเทศที่คนถ่มน้ำลายกัน เราถ่มน้ำลายเวลาเราเบื่อ เราถ่มน้ำลายเวลาเราเหนื่อย เราถ่มน้ำลายเวลาเราโกรธ เราถ่มน้ำลายกันแบบนั้น เราถ่มน้ำลายกันทุกที่และตลอดเวลา"

A motorist spits chewed betel nut on the raod with complete disregard towards cleanliness and aesthetics in New Delhi on September 29, 2009.

ที่มาของภาพ, Getty Images

และก็เป็นจริงอย่างที่รัฐมนตรีคนดังกล่าวพูด คนอินเดียถ่มน้ำลายทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นตามทางเดิน ขณะขับรถ ขี่มอเตอร์ไซค์ และรถสามล้อ

แต่นี่เป็นนิสัยเฉพาะของผู้ชายอินเดีย ซานโตช ดีไซ คอลัมนิสต์ บอกว่า ชายอินเดียรู้สึกสบาย ๆ กับร่างกายตัวเอง "และกับทุกอย่างที่ออกมาจากร่างกาย"

อุดดาลัก มูเคอร์จี จากหนังสือพิมพ์เดอะเทเลกราฟในอินเดียบอกว่า การถ่มน้ำลายเป็นการ "ทำเท่" ที่ช่วยส่งเสริมพฤติกรรมความเป็นชายแบบแย่ ๆ

ราชาบอกว่าเหตุผลที่คนชอบทำเช่นนี้ในที่สาธารณะมีตั้งแต่การแสดงความรู้สึกโกรธไปจนถึงการฆ่าเวลาเฉย ๆ "หรือไม่ก็แค่เพราะพวกเขาสามารถทำได้ พวกเขารู้สึกว่ามีสิทธิที่จะทำได้"

นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าการชอบถ่มน้ำลายมีที่มาจากแนวคิดฮินดูและเรื่องชนชั้นวรรณะเรื่องการรักษาความบริสุทธิ์ของร่างกายด้วยการเอาของเสียออกจากร่างกายนอกบ้านตัวเอง

"ทัศนคติเรื่องการถ่มน้ำลายมีขอบเขตมากไปกว่าเรื่องการรักษาความสะอาด" มูเคอร์จี กล่าว "คนขับแท็กซี่เคยบอกผมว่า "วันไหนเป็นวันที่แย่ ผมก็อยากจะเอาประสบการณ์นั้นออกไปจากตัว..."

สู้กับน้ำลาย

During a public revolt against spitting on the sidewalk in Syracuse, New York: in which all local organizations joined to stop the practice,

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในทศวรรษ 1880 นิวยอร์กเป็นเมืองแรกของสหรัฐฯ ที่ออกกฎห้ามถ่มน้ำลาย

แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นที่อินเดียเท่านั้น

ในยุโรปยุคกลาง คุณสามารถถ่มน้ำลายระหว่างรับประทานอาหารได้ แต่ขอแค่ให้ทำใต้โต๊ะ อีราสมุส นักปรัชญาชาวดัตช์ เขียนไว้ว่า การเก็บน้ำลายไว้ถือว่าไร้มารยาท ในอังกฤษ คนก็เคยถ่มน้ำลายกันบนรถรางสาธารณะ

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาจากการระบาดของวัณโรค คนมีความรู้เรื่องการรักษาสุขอนามัยมากขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคน

แต่วิทยา กริชนัน เจ้าของหนังสือ "Phantom Plague: How Tuberculosis Shaped History" ที่กำลังจะตีพิมพ์ บอกว่าอินเดียยังมีอุปสรรคอีกหลายอย่าง เขาบอกว่าการถ่มน้ำลายเป็นสิ่งที่สังคมยังยอมรับกันอยู่ เพราะคนยังเคี้ยวยาสูบ นักกีฬาถ่มน้ำลายออกกล้อง หรือในภาพยนตร์บอลลีวูดที่นักแสดงชายยังถ่มน้ำลายใส่กันเวลาสู้กัน

A man wears mask as a protection from corona virus walk pass next to the no spitting message on the wall at Marinelines, on March 18, 2020 in Mumbai, India.

ที่มาของภาพ, Getty Images

แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคืออินเดียยังมีระบบชั้นวรรณะอยู่ ราชาบอกว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเข้าถึงห้องน้ำ น้ำสะอาด และระบบปะปาดี ๆ ได้เหมือนกัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเตือนว่าการลงโทษคนเฉย ๆ จะไม่ช่วยอะไรหากไม่พยายามเข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น และขณะที่การระบาดใหญ่ดำเนินมา 2 ปีแล้ว ความกระตือรือล้นที่จะเคลื่อนไหวต่อต้านพฤติกรรมแบบนี้ก็เริ่มแผ่วลงไปด้วย คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักว่าการถ่มน้ำลายเป็นปัจจัยที่ทำให้โควิด-19 ระบาด

"มันไม่เป็นไรหากเราต้องเสียเวลา เราจะพยายาม" ราชากล่าว "หากเราเปลี่ยนทัศนคติในคนแค่ 2% นั่นก็ถือว่าเราสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แล้ว"