You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
โลกไร้แสงเหนือแต่มี "แสงเส้นศูนย์สูตร" เมื่อ 41,000 ปีก่อน หลังสนามแม่เหล็กโลกเปลี่ยนแปลง
เหตุการณ์ลาส์ชอมป์ (Laschamps Event) หรือการที่สนามแม่เหล็กโลกอ่อนแรงลงจนเกิดการกลับขั้วในช่วงสั้น ๆ เมื่อราว 41,000 - 42,000 ปีก่อน อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมโลกและปรากฏการณ์ธรรมชาติมากกว่าที่เคยคิดกันไว้
นอกจากเหตุการณ์นี้อาจทำให้โลกเผชิญวิกฤตทางภูมิอากาศ จนสิ่งมีชีวิตหลายชนิดซึ่งอาจรวมถึงมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลต้องสูญพันธุ์ไปแล้ว เหตุการณ์ลาส์ชอมป์ยังสามารถเคลื่อนย้ายแสงเหนือหรือ aurora borealis รวมทั้งแสงใต้หรือ aurora australis ให้มาปรากฏที่แถบเส้นศูนย์สูตรได้อีกด้วย
มีการรายงานถึงผลการศึกษาดังกล่าว ในที่ประชุมสหภาพธรณีฟิสิกส์อเมริกัน (AGU) เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยนายอกนิษฐ์ มุโขปัทยาย นักศึกษาวิจัยระดับปริญญาเอกชาวอินเดีย จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน วิทยาเขตแอนอาร์เบอร์ของสหรัฐฯ ได้นำเสนอผลวิเคราะห์ข้อมูลจากร่องรอยการกลับขั้วแม่เหล็กโลก ซึ่งพบในชั้นหินโบราณและประวัติความเคลื่อนไหวของภูเขาไฟในอดีต แล้วนำมาประมวลกับแบบจำลองการเกิดแสงเหนือในคอมพิวเตอร์
ผลคำนวณที่ได้พบว่าเมื่อ 41,000 ปีที่แล้ว สนามแม่เหล็กโลกอ่อนแรงลงจนเหลือเพียง 4% ของระดับความแข็งแกร่งในปัจจุบัน ส่งผลให้ผิวโลกด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์ในเวลากลางวันและต้องเผชิญกับแรงต้านจากลมสุริยะโดยตรง ไม่มีสนามแม่เหล็กโลกปกคลุมอยู่อีกต่อไป
ส่วนขั้วแม่เหล็กโลกที่เคยวางตัวในแนวเหนือ-ใต้ ก็กลับเบี่ยงตัวเอนไปจากตำแหน่งเดิมอย่างมาก จนขั้วทั้งสองลงมาอยู่ใกล้กับแถบเส้นศูนย์สูตรของโลกในทุกวันนี้ ส่งผลให้เกิดการดึงดูดอนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์เข้าปะทะกับก๊าซในชั้นบรรยากาศโลกที่ตำแหน่งใหม่ จนเกิดเป็นแสงเรืองรองบนท้องฟ้าของเขตร้อนที่อาจเรียกได้ว่า "แสงเส้นศูนย์สูตร" ซึ่งมาแทนที่แสงเหนือและแสงใต้ในยุคดังกล่าว
ผู้วิจัยยังระบุว่า การกลับขั้วแม่เหล็กโลกระยะสั้นระหว่างเกิดเหตุการณ์ลาส์ชอมป์ ใช้เวลาประมาณ 1,300 ปีในการกลับคืนสู่สภาพเดิม ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าในระหว่างนั้น รังสีอันตรายจากห้วงอวกาศ รวมทั้งอนุภาคพลังงานสูงในลมสุริยะ จะสามารถเข้าถึงพื้นผิวโลกได้อย่างรุนแรงและทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก เนื่องจากโลกขาดสนามแม่เหล็กที่เป็นเกราะป้องกันไปเกือบทั้งหมด
ก่อนหน้านี้งานวิจัยคาร์บอนกัมมันตรังสีหรือคาร์บอน-14 ในวงปีของซากฟอสซิลต้นไม้โบราณ ซึ่งจัดทำโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียและลงตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อช่วงต้นปี 2021 ได้บ่งชี้เช่นกันว่า เหตุการณ์ลาส์ชอมป์มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับวิกฤตด้านภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลกในเวลานั้น