แคลิฟอร์เนียเป็นรัฐแรกที่กำหนดให้การแอบถอดถุงยางโดยคู่นอนไม่ยินยอมผิดกฎหมาย

เมื่อราว 30 ปีก่อน หลังจากเริ่มทำงานขายบริการทางเพศได้เพียงไม่กี่เดือน แม็กซีน ดูแกน ก็พบว่าตัวเองตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจ

ตอนเกิดเหตุ เธอเพิ่งรับลูกค้าคนใหม่ที่ร้านนวดในเมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา แล้วรู้ตัวว่าลูกค้าคนนี้แอบถอดถุงยางอนามัยออกระหว่างมีเพศสัมพันธ์โดยที่เธอไม่ยินยอม

ด้วยความตกใจ เธอรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ พอกลับมาลูกค้าคนนั้นก็หายไปแล้ว

นางดูแกน ซึ่งตอนนั้นอายุประมาณ 25 ปี รุดไปยังคลินิกใกล้บ้านเพื่อรับการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และรู้สึกโล่งใจที่ผลออกมาเป็นลบ

ทว่า 6 สัปดาห์ให้หลัง เธอพบว่าตัวเองเกิดตั้งครรภ์และต้องทำแท้ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายราว 300 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10,000 บาท) และทำงานไม่ได้อีก 1 เดือนหลังจากนั้น

สิ่งที่ลูกค้าคนนั้นทำกับนางดูแกนเป็นเรื่องผิด แต่ตอนนั้นยังไม่ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

"[ตอนนั้น] ไม่มีทางไล่เบี้ยสำหรับการกระทำแบบนี้" นางดูแกน กล่าว

แต่ตอนนี้มีรัฐหนึ่งในสหรัฐฯ ที่สามารถเอาผิดคนที่แอบถอดถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์โดยคู่นอนไม่ยินยอม หรือ สเตลธิง (stealthing) ได้แล้ว

รัฐแรกในสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา นายเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียได้ลงนามในกฎหมายใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคริพับลิกันและเดโมแครต ซึ่งกำหนดให้การแอบถอดถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์โดยคู่นอนไม่ยินยอมเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และถือเป็นรัฐแรกของสหรัฐฯ ที่ทำเช่นนี้

กฎหมายใหม่นี้ถือเป็นการบัญญัติให้ stealthing เป็นการประทุษร้ายทางเพศตามคำนิยามในกฎหมายแพ่งของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ตกเป็นเหยื่อแบบเดียวกับนางดูแกน ได้มีกลไกทางกฎหมายที่ชัดเจนในการเอาผิดผู้ก่อเหตุ stealthing

ขณะที่กลุ่มนักรณรงค์เรื่องนี้ระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของรัฐแคลิฟอร์เนีย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสำหรับเหยื่อรายอื่น ๆ ที่จะมีโอกาสในการดำเนินคดีผู้กระทำผิด

คริสตินา การ์เซีย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐแคลิฟอร์เนีย ของพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นผู้ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ กล่าวว่า "เราต้องการทำให้แน่ใจว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องผิดศีลธรรม แต่ยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายด้วย"

น.ส.การ์เซีย ทำงานผลักดันกฎหมายฉบีบนี้มานานหลายปี โดยในปี 2017 และ 2018 เธอพยายามเสนอให้ stealthing เป็นความผิดตามกฎหมายอาญา ที่อัยการสามารถดำเนินคดีให้ผู้กระทำผิดได้ รับโทษจำคุก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

สำหรับกฎหมายฉบับใหม่นี้ ได้เป็นเปลี่ยนไปบัญญัติเป็นกฎหมายแพ่ง ซึ่งจะเปิดทางให้เหยื่อของการ stealthing สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อผู้กระทำผิดได้ แต่ไม่สามารถเอาผิดในทางอาญาได้

น.ส.การ์เซีย แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้กับบีบีซีว่า "ดิฉันยังคงคิดว่านี่ควรถูกบัญญัติเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา...ถ้าทำโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม มันไม่ตรงตามคำนิยามของการข่มขืน หรือการประทุษทางเพศร้ายหรอกหรือคะ"

นักวิเคราะห์ด้านกฎหมายหลายคนระบุว่า stealthing อาจถือเป็นการประทุษร้ายทางเพศแบบลหุโทษ แม้จะไม่มีการระบุชื่ออย่างชัดเจนในประมวลกฎหมายอาญาก็ตาม

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับใหม่ของ น.ส.การ์เซีย ได้ขจัดข้อความกำกวมต่าง ๆ ในการฟ้องร้องคดีแพ่ง ซึ่งจะช่วยให้ผู้เสียหายสามารถดำเนินการเอาผิดผู้กระทำผิดได้ง่ายขึ้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย

น.ส.การ์เซีย บอกว่าได้รับแรงบันดาลใจในการนำเรื่อง stealthing เสนอต่อสภารัฐแคลิฟอร์เนีย หลังจากได้อ่านงานวิจัยในปี 2017 ของ อเล็กซานดรา บรอดสกี นักศึกษามหาวิทยาลัยเยลในขณะนั้น ซึ่งปัจจุบันเธอได้รับคำชื่นชมว่าเป็นผู้หยิบยกคำว่า stealthing ขึ้นมาใช้จนเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

น.ส.บรอดสกี ซึ่งปัจจุบันทำงานเป็นทนายความด้านสิทธิมนุษยชน และผู้เขียนหนังสือเรื่อง Sexual Justice ได้เขียนในงานวิจัยของเธอเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้ตกเป็นเหยื่อการ stealthing

น.ส.บรอดสกี เขียนในงานวิจัยว่า คำบอกเล่าของเหยื่อมักเริ่มต้นด้วยคำพูดคล้ายกันในทำนองว่า "ฉันไม่แน่ใจว่านี่คือการข่มขืนหรือเปล่า..."

เธอบอกว่า เหยื่อส่วนใหญ่มักต้องเผชิญกับความกลัวว่าจะติดโรคทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งเกิดความรู้สึกว่าถูกล่วงละเมิดและทรยศหักหลัง นอกจากนี้ เหยื่อหลายคนที่เคยมีประวัติถูกข่มขืนมักไม่คิดว่านี่เป็นการทำร้ายทางเพศรูปแบบหนึ่ง

น.ส.บรอดสกี ชี้ว่า ตอนนั้นผู้คนยังไม่มีความตระหนักรู้ในเรื่อง stealthing "ฉันคิดว่าสาเหตุใหญ่คือการที่หลายคนคิดว่าพวกเขาเป็นคนเดียวที่ประสบกับเหตุการณ์นี้"

ทว่าผลการวิเคราะห์ของคณะกรรมาธิการยุติธรรมวุฒิสภารัฐแคลิฟอร์เนียที่ใช้ในการพิจารณาร่างกฎหมายของ น.ส.การ์เซีย พบว่า stealthing เป็น "ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยอย่างน่าเศร้าใจ"

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในหอสมุดการแพทย์แห่งชาติอเมริกัน (National Library of Medicine) เมื่อปี 2019 พบว่า 12% ของผู้หญิงอายุ 21-30 ปี ระบุว่าเคยถูก stealthing

ในปีเดียวกันทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโมนาช ในออสเตรเลีย พบว่า 1 ใน 3 ของผู้หญิง และ 1 ใน 5 ของกลุ่มชายรักชาย เคยถูก stealthing

งานวิจัยอีกชิ้นในปี 2019 ก็พบว่าเกือบ 10% ของผู้ชายยอมรับว่าแอบถอดถุงยางอนามัยออกระหว่างมีเพศสัมพันธ์โดยที่คู่นอนไม่ยินยอม

ในงานวิจัยของ น.ส.บรอดสกี ได้อ้างอิงบล็อกเกอร์คนหนึ่งที่ใช้เว็บไซต์ของเขา ซึ่งปัจจุบันถูกปิดตัวไปแล้ว ในการให้คำแนะนำผู้ชายเรื่องการแอบถอดถุงยางอนามัยโดยไม่ให้คู่นอนรู้ตัว

ผู้อ่านคนหนึ่งในเว็บไซต์ดังกล่าวแสดงความเห็นว่า เป็นหน้าที่ของผู้หญิงในการ "อ้าขาให้" และเป็นสิทธิของผู้ชายในการ "แพร่เมล็ดพันธุ์"

กลไกทางกฎหมายของเหยื่อ

แม้ว่าความตระหนักรู้เรื่อง stealthing ได้เพิ่มขึ้นทุกขณะ แต่การตอบสนองทางกฎหมายกลับยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะแม้ในหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ และเยอรมนี จะกำหนดให้ stealthing เป็นการทำร้ายทางเพศ แต่ก็แทบไม่เคยมีการลงโทษผู้กระทำผิด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความยากลำบากในการพิสูจน์ถึงเจตนาในการก่อเหตุ

โดยสหราชอาณาจักร ซึ่งถือว่า stealthing เป็นการข่มขืนตามกฎหมาย แต่กลับมีการดำเนินคดีที่ประสบความสำเร็จเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในปี 2019

น.ส.การ์เซีย และ น.ส.บรอดสกี บอกว่า การที่รัฐแคลิฟอร์เนียกำหนดให้ stealthing เป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่างเป็นทางการมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ตกเป็นเหยื่อในการเอาผิดผู้ก่อเหตุ

กฎหมายฉบับนี้ยังได้รับการสนับสนุนโดยกลุ่ม Erotic Service Providers Legal, Educational and Research Project (ESPLERP) ซึ่งเป็นองค์กรให้ความช่วยเหลือและให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่ผู้ทำงานบริการทางเพศ ที่ก่อตั้งโดยนางดูแกน

เธอกล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยให้ผู้ขายบริการทางเพศสามารถฟ้องร้องลูกค้าที่แอบถอดถุงยางอนามัยได้ และหวังว่าจะช่วยเปิดทางไปสู่การคุ้มครองทางกฎหมายอื่น ๆ สำหรับผู้ทำงานบริการทางเพศ และกลุ่มคนชายขอบอื่น ๆ ที่มักถูกเลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม