โควิด-19 : เสียงแรงงานต่างชาติในสิงคโปร์ที่ยังคงถูกจำกัดเสรีภาพจากมาตรการสกัดโควิด

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อปี 2020 สิงคโปร์เผชิญการระบาดของโควิด-19 หลายระลอก ส่วนใหญ่เป็นการระบาดภายในหอพักที่มีแรงงานต่างชาติอาศัยอยู่หลายพันคน
แม้ปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อจะลดลงอย่างมาก แต่แรงงานต่างด้าวเหล่านี้กลับยังไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปชีวิตในสังคมภายนอกได้ตามปกติ นอกจากการออกไปทำงาน นับเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการกักบริเวณเพื่อสกัดการระบาดของโควิดที่ยาวนานที่สุดในโลก
"นี่คือชีวิตในคุก ชีวิตที่ถูกจองจำ"
ชารีฟมาอยู่ในสิงคโปร์เมื่อปี 2008 ตอนนั้นภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์ และกิจการร้านหนังสือที่เขาทำอยู่ในบังกลาเทศล้มละลาย
ในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา เขาได้ก่อร่างสร้างตัวและพึงพอใจกับความเป็นอยู่ที่นี่ จนกระทั่งช่วงต้นปี 2020 ที่ชีวิตเขาต้องถูกจำกัดให้อยู่เฉพาะในห้องพักที่แคมป์คนงาน และเขตก่อสร้างที่เขาทำงานอยู่
ชารีฟและผู้ใช้แรงงานต่างชาติอีกเกือบ 300,000 คน ถูกห้ามออกไปปะปนกับคนอื่น ๆ ในสังคม จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ก่อน รัฐบาลสิงคโปร์ระบุว่าจะอนุญาตให้คนงานจำนวนหนึ่งได้กลับเข้าสังคมได้อีกครั้งใน "โครงการนำร่อง"
ชารีฟพูดถึงเรื่องนี้ว่า "ผมชื่นชมการทดลองนี้...แต่ผมไม่สามารถแสดงความยินดีกับข่าวครั้งนี้ได้มากเท่าไหร่ เพราะคนงานได้รับอนุญาตให้ออกไปได้แค่ในสถานที่ที่กำหนดและในเวลาที่จำกัด"

ที่มาของภาพ, MD Sharif
ชารีฟไม่ใช่หนึ่งในคนงานที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมโครงการนำร่องนี้ ทุกครั้งที่เขานั่งอยู่ด้านหลังรถบรรทุกที่ส่งเขาไปทำงาน เขาก็จะเห็นวิถีชีวิตในเมืองและผู้คนที่ไม่ต้องเผชิญมาตรการควบคุมแบบเดียวกับเขา
"เวลาที่ผมเห็นผู้คนข้างนอกที่ดูมีความสุข มันน่าเจ็บปวดมาก" เขาเล่าความรู้สึกให้ทีมข่าวบีบีซีฟังผ่านวิดีโอคอล
"พวกเขาออกมาทานข้าวนอกบ้าน ไปซื้อของ พบปะเพื่อนฝูง และผมคิดว่า 'ทำไมไม่เป็นผมบ้าง ผมเป็นคนที่ก่อไวรัสโคโรนาขึ้นมาเหรอ'"
ชารีฟใช้เวลาว่างส่วนใหญ่นอนอยู่ที่ชั้นบนของเตียงสองชั้นพูดคุยกับครอบครัว หรือไม่ก็เขียนบทกวี
เขาบอกว่าตอนกลางคืนเป็นช่วงที่ยากที่สุด พวกคนงานชายอื่น ๆ มักเดินเตร็ดเตร่ไปตามโถงทางเดิน หรือพยายามนอนตามพื้นด้านนอก
"ผมนอนอยู่บนเตียงโดยที่ไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ ผมจะหลับได้อย่างไรกัน ผมต้องการแสงธรรมชาติ ผมต้องการอากาศที่บริสุทธิ์" ชารีฟเล่า
โปรดรอ
"เราเป็นสัตว์หรือ"
ในวันแรกของการเริ่มทดลองใช้โครงการนำร่อง ทีมข่าวบีบีซีได้รับเชิญให้เขาไปที่ย่าน "ลิตเติลอินเดีย" แหล่งชุมชนชาวอินเดียในสิงคโปร์
แรงงาน 50 คนได้รับอนุญาตให้ออกมาใช้ชีวิตอยู่นอกหอพักได้ 4 ชั่วโมงอย่างอิสระ

ที่มาของภาพ, Getty Images
โฆษกกระทรวงแรงงาน (Ministry of Manpower หรือ MOM) ระบุว่านี่คือ "ความคืบหน้าครั้งสำคัญ" ทางการได้พาแรงงานที่เข้าร่วมโครงการ 2 คนมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่วัดฮินดูแห่งหนึ่ง
แรงงานชาวอินเดียคนหนึ่งเผยกับผู้สื่อข่าวว่าเขา "ดีใจมากที่ได้ออกมาข้างนอก" และ "รู้สึกขอบคุณรัฐบาลและกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ที่ดูแลพวกเรา"

นับแต่โควิด-19 เริ่มระบาดในสิงคโปร์ก็มีรายงานผู้เสียชีวิต 58 คนจากประชากรทั้งหมด 5.7 ล้านคน
ความสำเร็จใจการควบคุมโควิดของสิงคโปร์ทำให้คนในประเทศนี้ได้ใช้ชีวิตอย่างมีอิสระในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา และแม้จะมีการใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่ถือว่าเข้มงวดที่สุดในประเทศ แต่ก็ไม่เคยมีการห้ามคนที่มีสุขภาพแข็งแรงออกนอกบ้านเลย
แม้ทางการจะขอให้ประชาชนใช้มาตรการป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม แต่ไม่ใช่กับกลุ่มแรงงานต่างด้าวตามแคมป์คนงาน
นพ.ตัน ซี เลง รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ระบุเมื่อเดือน ก.พ.ว่า "สภาพแวดล้อมในการทำงานและการอาศัยอยู่ร่วมกันของแรงงานต่างชาติในหอพักทำให้พวกเขามีความเสี่ยงสูงจะติดเชื้อ และก่อให้เกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนใหญ่"
นพ.ตัน ปฏิเสธให้สัมภาษณ์กับบีบีซี แต่โฆษกกระทรวงแรงงานระบุในแถลงการณ์ว่า นโยบายการจำกัดบริเวณให้แรงงานอยู่เฉพาะในเขตหอพักนั้นเพื่อ "คุ้มครองสุขภาพให้แรงงานต่างชาติของเรา และเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อเป็นวงกว้าง"
แต่สำหรับชารีฟแล้ว มันกลับทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกลงโทษ มากกว่าได้รับการคุ้มครอง
"ทุกคนในสังคมได้รับอนุญาตให้ออกนอกบ้านได้ ทุกคนถูกคาดหวังว่าจะปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม แต่พวกเขากลับคิดว่าพวกเราไม่สามารถทำได้เช่นกัน" เขากล่าว
"ตอนที่ผมเห็นกฎหมายที่บังคับใช้เฉพาะแรงงานต่างด้าว ผมคิดว่า 'เราไม่ใช่มนุษย์เหมือนกันหรือ หรือเราเป็นสัตว์ เราจะไม่เข้าใจอะไรเลย หรือไร้การศึกษาขนาดนั้นเชียวเหรอ'"
คนงานชายที่อยู่ในหอพักส่วนใหญ่มาจากประเทศแถบเอเชียใต้ และทำงานที่ใช้แรงงานที่สำคัญต่าง ๆ เช่น การก่อสร้างถนน สะพาน และอะพาร์ตเมนต์ เพื่อส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวที่ประเทศบ้านเกิด
ทัสรีฟ จากบังกลาเทศเช่นกัน มาอยู่สิงคโปร์เมื่อปี 2017 เขาอายุ 25 ปี และมีรายได้เดือนละไม่ถึง 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 25,000 บาท) จากการทำงานซ่อมบำรุงเครื่องปรับอากาศ

ที่มาของภาพ, Tasrif
"เราทำงานหนักเพื่อประเทศนี้...เราทำทุกอย่างเพื่อพวกคุณ [คนสิงคโปร์]"
"เราก็เป็นมนุษย์เหมือนคุณ เหมือนทุกคนในสังคม เราต้องการศักดิ์ศรีกลับคืนมา"
แต่ชีวิตในหอพักคนงานคือการต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นอีก 30 คนในห้องพักเดียว การใช้ห้องน้ำ ห้องครัว และพื้นที่พักผ่อนร่วมกับคนอื่นอีกหลายร้อยคน
สภาพความเป็นอยู่แบบนี้นำไปสู่การระบาดของโควิดช่วงเดือน มี.ค.ปี 2020 การระบาดเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ทำให้สิงคโปร์ที่ตอนนั้นแทบจะไม่พบผู้ติดเชื้อ ต้องประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศเป็นเวลา 2 เดือน
นี่ทำให้นายทอมมี โก อดีตทูตสิงคโปร์ประจำสหประชาชาติ ออกมาวิจารณ์รัฐบาลอย่างดุเดือด
"เราควรใช้กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนสติ...เพื่อปฏิบัติต่อแรงงานต่างชาติที่สำคัญของเราเยี่ยงประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่การปฏิบัติที่น่าอดสูแบบที่เป็นอยู่ในตอนนี้"
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้ปกปิดเรื่องการแบ่งแยกกลุ่มแรงงานต่างด้าวในหอพักออกจากคนกลุ่มอื่น ๆ ในประเทศ
ผู้ใช้แรงงานกลุ่มนี้ถือวีซ่าและใช้กฎหมายแรงงานที่ต่างจากพนักงานออฟฟิศทั่วไป และแม้แต่การรายงานยอดผู้ติดโรคโควิด-19 ยังแบ่งออกเป็น 3 หมวดหมู่ คือ "ผู้ที่ติดเชื้อจากนอกประเทศ" "ผู้ติดเชื้อในหอพักคนงาน" และ "ผู้ติดเชื้อในชุมชน" ซึ่งหมายถึงทุกคนในสิงคโปร์ยกเว้นผู้อยู่ในที่พักคนงาน
ข้อมูลเมื่อวันที่ 16 ก.ย. ระบุว่า แรงงานต่างด้าวมีสัดส่วนเป็น 74% ของผู้ติดโควิดในสิงคโปร์ทั้งหมด ทั้งที่คนกลุ่มนี้มีสัดส่วนเพียง 5% ของประชากรทั้งประเทศ
เมื่อปีที่แล้วสื่อหลายสำนักรายงานข่าวการฆ่าตัวตายและความพยายามฆ่าตัวตายหลายรายในหอพักแรงงานต่างชาติ

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อบีบีซีติดต่อขอข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบัน กระทรวงแรงงานสิงคโปร์ได้ปฏิเสธจะให้ข้อมูล แต่ระบุว่าทางการตระหนักถึงความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตที่ดีกว่านี้ และมีบริการให้คำปรึกษาและสายด่วนช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ
ศาสตราจารย์เจอเรมี ลิม จากคณะสาธารณสุขมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวว่า การจำกัดเสรีภาพของแรงงานต่างด้าว มีประโยชน์เพียงเล็กน้อยต่อด้านสาธารณสุขของประเทศในขณะนี้
เขาชี้ว่าทางการสิงคโปร์มีความกังวลเรื่องโควิดมากเกินเหตุ
"พวกเขา [แรงงานต่างด้าว] ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว และคุ้นเคยกับมาตรการเว้นระยะห่าง พวกเขาสวมหน้ากาก แล้วเราจะทำอะไรได้อีก"
"ในฐานะผู้ทำงานด้านสาธารณสุข เราต้องยอมรับว่ามีข้อจำกัดอยู่ ตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของแรงงานเหล่านี้ เพราะพวกเขากำลังเผชิญกับความยากลำบากอย่างมาก" ศาสตราจารย์ลิม กล่าว
โปรดรอ












