11 ก.ย. : 149 นาทีมรณะขณะเหตุวินาศกรรม 9/11

โลกเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิม หลังเหตุการณ์เช้าวันนั้น เมื่อ 20 ปีที่แล้ว

11 ก.ย. 2001 ผู้ก่อเหตุจี้เครื่องบิน 4 ลำ พุ่งเข้าชนอาคารสำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารของสหรัฐฯ

ถึงทุกวันนี้ เหตุวินาศกรรม 9/11 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2,996 ราย ยังนับเป็นการโจมตีครั้งรุนแรงที่สุดบนแผ่นดินสหรัฐฯ และยังส่งผลกระทบจนถึงทุกวันนี้

หลังจากนั้น สหรัฐฯ ได้เริ่มสิ่งที่เรียกกันว่า "สงครามต่อต้านการก่อการร้าย" โดยการบุกเข้าไปยังอัฟกานิสถานและอิรัก

หากพูดเรื่องนี้ในระดับความทรงจำส่วนตัว แทบทุกคนยังจำได้ว่าตัวเองอยู่ไหนและทำอะไรอยู่ตอนที่ได้ยินข่าวนี้

บีบีซีไล่เรียง 149 นาทีขณะโศกนาฏกรรมนี้เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันนั้น

07:59 น.

เที่ยวบิน AA11 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลนส์บินออกจากสนามบินนานาชาติโลแกนในบอสตัน มุ่งหน้าไปลอสแอนเจลิสโดยมีผู้โดยสารเต็มความจุ มีนักบิน ผู้ช่วยนักบิน และพนักงานต้อนรับบนเครื่องอีก 9 คน

ในจำนวนผู้โดยสาร 81 คน มีผู้ก่อเหตุจี้เครื่องบิน 5 คน นำโดยโมฮัมเหม็ด อัตตา จากอียิปต์

แผนก่อการร้ายเริ่มต้นเมื่อ 5 ปีก่อนที่ฐานที่ตั้งของกลุ่มอัลไคดา (al-Qaeda) ในอัฟกานิสถาน

คาลิด เชกห์ โมฮัมเหม็ด คือ ผู้ถูกมองว่าเป็นผู้วางแผนเป็นคนคิดให้นักรบอิสลามไปฝึกบินเพื่อเตรียมจี้เครื่องบินให้กลายเป็นอาวุธโจมตีสหรัฐฯ

แผนนี้ได้รับการอนุมัติจากโอซามา บิน ลาเดน เศรษฐีชาวซาอุดีอาระเบียและผู้นำกลุ่มอัลไคดา ซึ่งหน่วยงานด้านข่าวกรองของสหรัฐฯ จับตามองมานานแล้ว ที่กลายมาเป็นคนร้ายที่โลกต้องการตัวมากที่สุด

08:14 น.

จากสนามบินที่บอสตันเหมือนกัน เที่ยวบิน UA175 ของยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ออกบินโดยมุ่งหน้าไปยังลอสแอนเจลิส มีลูกเรือ 9 คน และผู้โดยสารอีก 56 คน

ในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้ก่อเหตุบนเที่ยวบิน AA11 เข้าไปในห้องนักบินสำเร็จและควบคุมเครื่องบินไว้ได้

เริ่มแรก ลูกเรือ 2 คนถูกแทงโดยผู้ก่อเหตุที่น่าจะนั่งอยู่ที่นั่งระดับชั้นหนึ่ง จากนั้น โมฮัมเหม็ด อัตตา ซึ่งเป็นคนเดียวที่ขับเครื่องบินเป็นก็ค่อย ๆ เดินจากที่นั่งระดับชั้นธุรกิจไปยังห้องนักบินโดยมีผู้ก่อเหตุอีกคนเดินไปด้วย

ผู้ก่อเหตุรายที่ 5 แทงผู้โดยสารคนหนึ่งซึ่งชื่อแดเนียล เลวิน เขาเคยเป็นทหารในกองทัพอิสราเอลอยู่ 4 ปี และนั่งอยู่ที่นั่งหลังอัตตา เชื่อกันว่าเขาพยายามจะเข้าสกัดการก่อเหตุของคนร้าย

แล้วก็เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนเครื่องลำอื่น ลูกเรือและผู้โดยสารถูกไล่ไปท้ายเครื่อง นักรบอัลไคดาใช้แก๊สที่ทำให้ระคายเคืองและขู่ผู้โดยสาร โดยอ้างว่ามีระเบิด แต่เชื่อกันว่าไม่มีอยู่จริง

พนักงานต้อนรับชื่อ เบ็ตตี ออง โทรศัพท์ไปยังศูนย์จองบัตรโดยสารของอเมริกันแอร์ไลนส์เพื่อแจ้งว่าอาจเกิดเหตุจี้เที่ยวบิน AA 11 ขึ้น

08:20 น.

เที่ยวบิน AA77 ของอเมริกันแอร์ไลนส์ ออกจากสนามบินนานาชาติวอชิงตัน-ดัลเลส ในกรุงวอชิงตันดีซี โดยมีลูกเรือ 6 คน และผู้โดยสาร 58 คน โดยมีผู้ก่อเหตุ 5 คนอยู่ในจำนวนนั้น

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่เครื่องบินที่ถูกจี้ 4 ลำล้วนกำลังจะบินข้ามฝั่งของประเทศ นั่นเท่ากับว่าทุกลำบรรจุน้ำมันไว้ถึง 43,000 ลิตร

เครื่องบินเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นขีปนาวุธของผู้ก่อการร้าย

08:24 น.

อัตตา พยายามจะสื่อสารกับผู้โดยสาร แต่กดปุ่มผิดกลายเป็นแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศที่บอสตัน เผยให้รู้ว่ากำลังเกิดเหตุจี้เครื่องบินหลายลำ ไม่ใช่แค่ลำเดียว

แม้ตอนแรกจะสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น ข้อความที่สองจากอัตตาทำให้เจ้าหน้าที่มั่นใจแล้วว่าเที่ยวบิน AA 11 กำลังถูกจี้

แต่ถึงตอนนั้น ผู้ก่อเหตุได้ปิดเครื่องส่งสัญญาณที่เรียกว่า "transponder" ซึ่งเป็นเครื่องที่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศรู้ตำแหน่ง ระดับความสูง และเส้นทางของเครื่องบิน ไปแล้ว

ข่าวการจี้เครื่องบินไปถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การบริหารการบินแห่งชาติ สหรัฐฯ (U.S. Federal Aviation Administration - FAA) ในที่สุด

ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่องค์การบริหารการบินแห่งชาติและสายการบินต่าง ๆ ถึงเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำพูดอัตตาที่บอกว่า "เรามีเครื่องบินหลายลำ"

ขณะเดียวกัน เที่ยวบินต่าง ๆ ทั่วประเทศก็ยังออกบินตามปกติโดยที่ไม่ได้มีการแจ้งเตือน หนึ่งในนั้นคือเครื่องบินลำที่ 4 ซึ่งเป็นเครื่องบินลำสุดท้ายที่จะถูกจี้ในวันนั้น

08:42 น.

เที่ยวบิน UA93 ของยูไนเต็ดแอร์ไลนส์ ออกบินจากสนามบินนานาชาตินวร์ก ในนิวเจอร์ซีย์ มุ่งหน้าไปยังซานฟรานซิสโก เที่ยวบินนี้มีกำหนดออกตอน 08.00 น. แต่การจราจรที่สนามบินทำให้เกิดความล่าช้า

เครื่องบินนี้ไปไม่ถึงจุดหมายที่วางแผนไว้ และคาดว่าความล่าช้าก่อนหน้านั้นเป็นปัจจัยหนึ่ง

อีกปัจจัยสำคัญคือ เครื่องบินนี้มีผู้ก่อเหตุแค่ 4 คน ไม่เหมือนกับอีก 3 ลำที่มีคนร้ายลำละ 5 คน

ขณะที่เที่ยวบิน UA93 ออกบิน เครื่องบินลำที่ 2 หรือเที่ยวบิน UA175 ก็ถูกจี้กลางอากาศ

08:44 น.

หลังจากถูกจี้ได้ครึ่งชั่วโมง เที่ยวบิน AA11 มุ่งหน้าไปยังนิวยอร์ก ฟ้าปราศจากทั้งเมฆและเครื่องบินลำอื่นเพราะเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศเชื่อว่าเครื่องบินกำลังมุ่งหน้าไปสนามบินนานาชาติจอห์น เอฟ เคนเนดี้ (JFK) เลยแจ้งขอให้เครื่องบินลำอื่นหลีกเลี่ยงเส้นทาง

แม้จะเสี่ยงมาก พนักงานต้อนรับ เมดเดอลีน สวีตนีย์ โทรศัพท์จากท้ายเครื่องเล่าทุกความเคลื่อนไหวอยู่ราว 15 นาที ให้กับผู้จัดการด้านเที่ยวบินของอเมริกันแอร์ไลน์ส ไมเคิล วูดเวิร์ด

ต่อมา เที่ยวบิน AA11 เริ่มลดระดับ แต่ไม่ได้มุ่งหน้าไปสนามบิน JFK

"มีอะไรบางอย่างผิดปกติ เรากำลังลดระดับเร็วมาก" สวีตนีย์ กล่าว

วูดเวิร์ดขอให้สวีตนีย์มองออกนอกหน้าต่าง ลองดูว่าเห็นอะไรที่พอจะบอกตำแหน่งของเครื่องบินได้

สวีตนีย์บอกว่า "เราบินในระดับต่ำมาก ต่ำมาก ๆ เราบินต่ำเกินไป"

จากนั้นอีกไม่กี่วินาทีต่อมา :

"โอ้พระเจ้า เราอยู่ต่ำเกินไป"

และสายก็ตัดไป

08:46 น.

เที่ยวบิน AA11 พุ่งชนเข้าไปยังตึกฝั่งทิศเหนือของตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งสูงระฟ้าในนครนิวยอร์กมา 3 ทศวรรษด้วยความสูง 110 ชั้น

ตอนนั้น คอนสเตนซ์ ลาเบตติ ทำงานอยู่ที่ชั้น 99 ของตึกฝั่งทิศใต้ และเห็นตอนที่เครื่องบินพุ่งชนอีกตึก

"ฉันยืนตัวแข็งอยู่อย่างนั้น ไม่ขยับเขยื้อน ฉันขยับตัวไม่ได้" เธอเล่า

เสียงเล่าเธอเป็นคำบอกเล่าส่วนหนึ่งจากผู้รอดชีวิตและญาติผู้เสียชีวิตที่ได้รับการระลึกถึงที่อนุสรณ์และพิพิธภัณฑ์ 9/11

"ฉันเห็นมันเข้ามาใกล้ ใกล้เข้ามาอีก ฉันเห็นหางเครื่องบินอเมริกันแอร์ไลน์ส เห็นหน้าต่างสะท้อนแสงของห้องนักบิน ฉันอยู่ใกล้ขนาดนั้นเลย"

ลาเบตติบอกว่า เสียงจากการพุ่งชนตึกทางทิศเหนือเหมือนกับเสียงคำราม เครื่องบินพุ่งชนระหว่างชั้น 93 ถึง 99 ของตึก ทำให้คนหลายร้อยเสียชีวิตทันที เชื่อกันว่าแรงปะทะทำให้บันไดตั้งแต่ชั้น 92 ขึ้นไปไม่สามารถใช้การได้ ทำให้คนอีกหลายร้อยหนีลงมาข้างล่างไม่ได้

ขณะพุ่งชน น้ำมันเครื่องบินทำให้เกิดก้อนเพลิงไหม้ทำลายลิฟต์อย่างน้อยหนึ่งชุด และทำลายชั้นล่างบางชั้นของตึกด้วย

บางจุดมีอุณหภูมิสูงถึง 1,000 องศาเซลเซียส และมีควันดำปกคลุมไปทั่วตึกชั้นบน ไม่ใช่แค่ตึกทางทิศเหนือเท่านั้น ตึกทางทิศใต้ก็ด้วย

ระบบสื่อสารภายในตึกบอกให้คนอย่าอพยพออกจากตึก แต่ รอน ฟาซิโอ หัวหน้าของลาเบตติ ที่บริษัทเอออน บอกให้ทุกคนออกจากตึกทันทีซึ่งสามารถช่วยให้คนหลายสิบรอดชีวิตไปได้

08:47 น.

ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช กำลังจะเดินเข้าห้องเรียนชั้นประถมของโรงเรียนเอมมา อี. บุคเกอร์ ในฟลอริดา เขาได้รับแจ้งว่ามีเครื่องบินพุ่งชนตึกหนึ่งของตึกแฝด

ปธน.บุช ได้รับแจ้งว่ายังไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติม เขาตัดสินใจอ่านหนังสือให้เด็กฟังตามกำหนดการเดิม

แม้ว่าองค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ ทราบเรื่องการจี้เครื่องบินลำแรกมาแล้ว 20 นาที ไม่มีหลักฐานว่าพวกเขาได้แจ้งหน่วยงานอื่น ๆ ในวอชิงตันเรื่องนี้ และทำเนียบประธานาธิบดีเองก็ยังไม่รู้เรื่อง

รองประธานาธิบดีดิก เชนีย์ เพิ่งได้ข่าวเรื่องนี้จากทีวี และปฏิกิริยาเขาก็เหมือนกับคนอีกหลายล้านคนทั่วโลก "เครื่องบินไปจนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ได้ยังไงกัน"

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ผู้ก่อเหตุก็เข้าควบคุมเครื่องบินเป็นลำที่ 3 นั่นคือเที่ยวบิน AA77

08:56 น.

10 นาทีหลังเครื่องบินพุ่งชนตึกแรก มีที่บนชั้นบนของตึกทางทิศเหนือที่จะหลบจากความร้อน ควันไฟ และเพลิงไหม้ น้อยลง นำไปสู่ภาพสยดสยองที่คนหลายคนที่ตกหรือกระโดดจากความสูง 300 เมตร ลงมาเสียชีวิต

09:01 น.

เกิดความโกลาหลวุ่นวายที่ศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศขององค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ ที่นิวยอร์ก เที่ยวบิน UA175 สามารถบินเข้าไปยังน่านฟ้านครนิวยอร์กได้อย่างราบรื่นแม้ว่าจะไม่เคยปิดเครื่องส่งสัญญาณบอกตำแหน่ง และก็ไม่ได้บินตามเส้นทาง

กว่าองค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ จะทราบว่าอาจมีการจี้เครื่องบินบนเครื่องอีกลำ ก็สายไปแล้ว

09:03 น.

เครื่องบินเที่ยวบิน UA175 พุ่งชนตึกทางทิศใต้ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ บริเวณชั้น 77 ถึงชั้น 85 ซึ่งห่างจากการพุ่งชนอีกตึกแค่ 17 นาทีเท่านั้น

ขณะเดียวกันปฏิบัติการกู้ภัยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์นิวยอร์กก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว

คอนสเตนซ์ ลาเบตติ กำลังลงบันไดขณะที่เครื่องบินอีกลำพุ่งชนตึกฝั่งทิศใต้ที่เธออยู่

"ฉันคิดว่าลงไปถึงชั้น 72 หรือไม่ก็ชั้น 75 ตอนที่เราได้ยินเสียง ทั้งได้ยินและรู้สึก ถึงเสียงดัง และคนก็เริ่มล้มลงบันไดมา" ลาเบตติ เล่าในเทปบันทึกผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่จัดแสดงอยู่ที่อนุสรณ์และพิพิธภัณฑ์ 9/11

"มันรู้สึกเหมือนกับใครบางคนยกตึกไปแล้วก็เขย่า ก็จะเอามันมาวางกลับไว้ที่เดิม ฉันจับราวบันไดไว้แน่นมากเลยไม่ได้ล้มลงมา แต่คนหลายคนล้มตกบันไดกันลงมา"

ตอนนั้นลาเบ็ตติเชื่อว่ามันเป็นแรงกระแทกจากอีกตึกที่ถล่มมาใส่ตึกที่เธออยู่ แต่คนหลายล้านคนทั่วโลกรู้แล้วตอนนั้นว่าจริง ๆ แล้ว ตึกที่เธออยู่ถูกเครื่องบินอีกลำพุ่งชนใส่

ถึงจุดนี้ ข้อสงสัยที่ว่าการที่เครื่องบินพุ่งชนตึกอาจจะเป็นอุบัติเหตุได้เลือนหายไปแล้ว

แต่ต่างจากเครื่องบินลำแรก เครื่องบินเที่ยวบิน UA175 ดิ่งหัวลงก่อนจะพุ่งเข้าชน ทำให้พื้นที่บางส่วนของชั้นที่เครื่องพุ่งชนไม่ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ มีบันไดชุดหนึ่งที่ยังใช้การได้ด้วย อย่างน้อยก็จากชั้น 91 ลงมา แต่การจะฝ่าเพลิงไหม้ ควัน ความมืด และกลิ่นน้ำมัน ลงไปก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

อีกปัญหาหนึ่งคือเบอร์ฉุกเฉิน 911 ต้องรับมือกับคนที่โทรมาเป็นจำนวนมหาศาล ผู้คนได้รับคำแนะนำให้อยู่กับที่จนกว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยจะไปถึง ไม่ว่าจะอยู่เหนือหรือใต้บริเวณที่เครื่องบินพุ่งชนก็ตาม

คาดว่ามีคนบนตึก 20 กว่าคน ที่อยู่บริเวณที่เครื่องบินพุ่งชน หรือเหนือบริเวณนั้นบนตึกฝั่งทิศใต้ที่สามารถหนีรอดชีวิตลงมาได้

09:05 น.

ปธน.บุช ยังนั่งอยู่กับเหล่าเด็กนักเรียน 7 ขวบ ขณะที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบขาว แอนดรูว์ คาร์ด กระซิบข่าวเรื่องเครื่องบินที่พุ่งชนเป็นลำที่ 2

ประธานาธิบดีนั่งนิ่ง แค่พยักหัวเบาๆ และเม้มปาก

"ระหว่างวิกฤต เป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องมีท่าทีที่เหมาะสม ไม่ตื่นตระหนก ผมเลยรอจังหวะที่เหมาะสมแล้วค่อยออกจากห้องเรียนไป" บุช บอกกับบีบีซีในสารคดีชื่อ "9/11: Inside the President's War Room"

"ผมไม่อยากจะทำอะไรทำให้คนตกอกตกใจ ไม่อยากจะวิ่งออกไปและทำให้เด็กทั้งห้องกลัว ผมก็เลยรอ"

09:24 น.

หลังจากเครื่องบินลำที่ 2 พุ่งชนตึก สายการบินอเมริกันแอร์ไลน์และยูไนเต็ดแอร์ไลน์ตัดสินใจไม่อนุญาตให้เครื่องบินลำไหนออกเดินทางอีก

เอ็ด บอลลินเจอร์ เจ้าหน้าที่จราจรทางอากาศของยูไนเต็ดแอร์ไลน์ซึ่งทำงานมากว่า 40 ปี ตัดสินใจทำมากกว่านั้นโดยการเตือนไปยังเครื่องบินทุกลำที่ปรากฏบนเรดาร์ของเขา

หนึ่งในนั้นคือเที่ยวบิน UA93 และอีกไม่กี่นาทีหลังจากนั้นก็กลายเป็นเครื่องบินลำที่ 4 ที่ถูกจี้

"ระวังการบุกเข้าห้องนักบิน เครื่องบินสองลำพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์" คือข้อความเตือนของบอลลินเจอร์

นักบินชื่อ เจสัน ดาห์ล ที่ดูยังสับสนกับข้อความของบอลลินเจอร์ ตอบกลับไปถามว่า "เอ็ด ได้โปรดช่วยยืนยันข้อความล่าสุดของคุณหน่อย จากเจสัน"

แต่คำตอบจากบอลลินเจอร์ไปไม่ทัน

อีกหลายปีต่อมา บอลลินเจอร์ก็ยังย้อนคิดเสียใจที่บางทีข้อความของเขาไม่ชัดเจนพอ

09:28 น.

เที่ยวบิน UA93 โทรมาขอความช่วยเหลือขณะมีเสียงนักบินหรือผู้ช่วยนักบินกำลังตะโกนท่ามกลางเสียงการต่อสู้ เจ้าหน้าที่จราจรทางอากาศในเมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ เป็นผู้รับสายแต่ไม่มีอะไรที่พวกเขาสามารถช่วยได้ เพราะผู้ก่อเหตุได้ควบคุมเครื่องบินไว้ได้แล้ว

การก่อเหตุเริ่มขึ้นหลังจากเครื่องบินเที่ยวบิน UA93 ขึ้นไปได้ 46 นาที ไม่ใช่ครึ่งชั่วโมงเหมือนกับเครื่องบินลำอื่น ๆ โดยความล่าช้าก่อนเครื่องบินขึ้นเป็นตัวแปรสำคัญ

เซียด จาร์ราห์ เป็นชาวเลบานอนและผู้นำการก่อเหตุบนเครื่องลำนี้ พวกเขาใช้เทคนิคเดียวกันคือขู่ให้ผู้โดยสารไปอยู่ท้ายลำโดยหลอกว่ามีระเบิด และอ้างว่าจะขับเครื่องบินกลับไปยังสนามบิน

ที่ท้ายลำเครื่องบิน ผู้โดยสารเริ่มโทรศัพท์หาคนรักจากมือถือหรือจากโทรศัพท์บนเครื่องบิน หลายคนบอกว่าผู้ก่อเหตุไม่ได้ว่าอะไรที่พวกเขาคุยโทรศัพท์

โดยสรุปแล้ว มีการโทรศัพท์ไป 37 สายด้วยกัน

ด้วยเหตุนี้เองพวกเขาถึงได้รู้ข่าวเครื่องบินชนตึกแฝดในนิวยอร์ก และชะตากรรมที่รอคอยพวกเขาอยู่หากไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง

09:34 น.

ตอนนี้เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมที่วอชิงตันทราบแล้วว่ามีการจี้เครื่องบินลำที่ 3

ธีโอดอร์ โอลสัน ทนายความทั่วไปของสหรัฐฯ (US Solicitor-General) ได้ยินข่าวจากบาร์บารา ภรรยาของเขาซึ่งอยู่บนเที่ยวบิน AA77

โอลสันเล่าว่า เธอบอกเขาว่า "ฉันจะบอกนักบินว่าอะไรดี ฉันบอกนักบินให้ทำอะไรได้" ก่อนที่สายจะถูกตัดไป

องค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ พยายามจะหาตำแหน่งของเครื่องบินลำนี้มาครึ่งชั่วโมง แต่เครื่องส่งสัญญาณบอกตำแหน่งในเครื่องบินถูกปิดไป

"เราสูญเสีย [เครื่อง] อเมริกัน [แอร์ไลน์สเที่ยวบิน] 77 ไปเช่นกัน" ศูนย์องค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ ตัดสินใจแจ้งไปยังศูนย์บัญชาการป้องกันอวกาศแห่งทวีปอเมริกาเหนือ (North American Aerospace Defense Command - NORAD)

ถึงตอนนี้ หน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ ได้รับแจ้งว่ามีเครื่องบินที่ไม่สามารถระบุได้ว่าคือเที่ยวบินอะไรกำลังมุ่งหน้าไปยังทำเนียบขาว รองประธานาธิบดีถูกนำตัวลงไปในหลุมหลบภัย

แต่แล้วเครื่องบินก็หมุนเปลี่ยนทิศ 330 องศา ไม่ได้มุ่งหน้าไปทำเนียบขาวหรืออาคารรัฐสภาแล้ว แต่ก็ลังมุ่งหน้าไปอาคารเพนตากอนซึ่งอยู่ห่างไปเพียง 8 กม. ด้วยความเร็วเต็มที่ 1,900 กม. ต่อชั่วโมง

09:37 น.

เครื่องบินเที่ยวบิน AA47 พุ่งชนกำแพงฝั่งตะวันตกของอาคารเพนตากอน เกิดเป็นเพลิงลุกไหม้สูงจากหลังคาถึง 60 เมตร ผู้โดยสารบินเครื่องทั้ง 64 คนเสียชีวิต รวมถึงคนอีก 125 รายที่สำนักงานใหญ่ของกระทรวงกลาโหม

การรายงานข่าวที่ตึกแฝดทำให้เหตุที่เกิดที่อาคารเพนตากอนถูกบดบังไป

แต่ไม่ใช่เช่นนั้นสำหรับ ปธน.บุช

เขากล่าวในสารคดีของบีบีซีว่า "เครื่องบินลำแรกอาจจะเป็นอุบัติเหตุ ลำที่ 2 เท่ากับการโจมตีแน่ ๆ แล้ว และเครื่องลำที่ 3 ถือเป็นการประกาศสงคราม"

09:42 น.

หลังการโจมตีที่อาคารเพนตากอน องค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ ออกคำสั่งแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือสั่งให้เครื่องบินพาณิชย์ทุกลำลงจอดที่สนามบินที่ใกล้เคียงที่สุด

มีคนราว 4,500 คนที่ติดอยู่ตามสนามบินต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ยังมีความกังวลเรื่องเครื่องบินอีกลำ เที่ยวบิน UA93 ที่ถูกจี้ และเครื่องส่งสัญญาณบอกตำแหน่งถูกปิดไป

09:57 น.

ถึงตอนนี้ ผู้โดยสารบนเที่ยวบิน UA93 รู้แล้วว่าจะลงเอยอย่างไรถ้าไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง

อลิซ โฮกแลนด์ อดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องส่งข้อความเสียงไปบอกลูกชายเธอ มาร์ค บิงแฮม ซึ่งอยู่บนเครื่องบินลำนี้

"มาร์ค นี่แม่เอง ข่าวที่ออกมาคือเครื่องบินถูกจี้ พวกเขาน่าจะวางแผนใช้เครื่องบินไปพุ่งชนที่ไหนสักแห่ง แม่อยากจะบอกว่าให้ทำทุกอย่างที่จะทำได้เพื่อเอาชนะพวกนั้น เพราะว่าคนพวกนั้นจะไม่มีทางจะลดละ"

ในข้อความเสียงที่ 2 เธอบอกกับลูกชายอย่างเดิมพร้อมกับพูดเสริมว่า

"มีเที่ยวบินหนึ่งซึ่งพวกเขาบอกว่ากำลังมุ่งหน้าไปซานฟรานซิสโก นั่นอาจจะเป็นเที่ยวบินของลูก ดังนั้นถ้าลูกทำได้ ไปรวบรวมคนและพยายามไปควบคุมเครื่องให้ได้ แม่รักลูกนะ โชคดี บ๊ายบาย"

จากข้อมูลที่ส่งต่อมาถึงภาคพื้นดิน ทุกคนบนเครื่องลำนี้ลงความเห็นว่ายุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดคือการสู้กับผู้ก่อเหตุ

09:58 น.

เหตุสะเทือนขวัญยังดำเนินต่อไป ตึกทิศใต้ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่มลงมา โดยใช้เวลาแค่ 11 วินาทีเท่านั้น ทุกคนในตึกเสียชีวิต พร้อมกับอีกหลายคนบนท้องถนนและในโรงแรมแมริออทซึ่งตั้งอยู่บริเวณนั้นด้วย

คอนสเตนซ์ ลาเบตติ เป็นหนึ่งในผู้ที่หนีออกมาได้ และเธอเพิ่งมารู้ในวันรุ่งขึ้นว่าหัวหน้าของเธอ ฟาบิโอ ซึ่งคอยบอกให้ทุกคนรีบหนีออกจากตึก ไม่สามารถหนีออกมาได้

10:03 น.

ผู้โดยสารของเที่ยวบน UA93 พยายามอยู่ 6 นาทีด้วยกันในการพยายามจะเข้าไปในห้องนักบิน เทปบันทึกเสียงเผยให้เรารู้ว่ามีเสียงทุบ กระแทก ตะโกน และเสียงแก้วและจานแตก

ถึงจุดหนึ่ง เซียด จาร์ราห์ พยายามโยกเครื่องบินไปซ้ายขวาเพื่อพยายามทำให้ผู้โดยสารเสียการทรงตัวขณะผู้ก่อเหตุอีกคนพยายามขวางประตูอยู่

จาร์ราห์พูดว่า "แค่นี้เหรอ เราจัดการเลยไหม" แต่ผู้ก่อเหตุอีกคนบอกว่า "ยัง เดี๋ยวก่อน พอพวกเขามาทั้งหมด เราค่อยจัดการ"

ตอนนั้น พวกเขายังอยู่ห่างจากกรุงวอชิงตันดีซีเป้าหมายไป 20 นาที

จาร์ราห์ ถามเพื่อนอีกครั้งว่าเขาควรจะเอาเครื่องบินพุ่งชนเลยไหม คราวนี้เพื่อนเขาบอกว่า "เอาเลย"

ขณะที่เที่ยวบิน UA93 ดิ่งลงสู่พื้น ผู้ก่อเหตุคนหนึ่งตะโกนว่า "อัลเลาะห์ทรงยิ่งใหญ่ อัลเลาะห์ทรงยิ่งใหญ่"

ขณะที่ผู้โดยสารสู้กับผู้ก่อเหตุต่อ เครื่องบินพุ่งชนในทุ่งอันว่างเปล่าใกล้เมืองแชงค์สวิลล์ รัฐเพนซิลเวเนีย ด้วยความเร็ว 930 กม. ต่อชั่วโมง

ไม่มีใครบนเครื่องรอดชีวิต

ทำเนียบขาวจะใช้เวลาอีกหลายนาทีกว่าจะได้คำตอบว่าเครื่องบินตกเพราะโดนกองทัพสหรัฐฯ จัดการหรือเปล่า

ก่อนหน้านั้น กองทัพสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งให้จัดการเครื่องบินลำนี้ก่อนจะคนร้ายจะบังคับไปพุ่งเป้าหมายอื่นอีก ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นอาคารรัฐสภาหรือไม่ก็ทำเนียบขาว

10:28 น.

กว่า 100 นาทีผ่านไปหลังเครื่องบินเที่ยวบิน AA11 พุ่งชนตึกฝั่งทิศเหนือ ตึกนี้ทนอยู่ได้นานกว่าอีกตึกถึง 2 เท่าแต่ในที่สุดก็ถล่มลงทั้งหมดภายใน 9 วินาที

บิล สเปด จากสำนักงานดับเพลิงนครนิวยอร์ก อยู่ห่างจากตึกฝั่งทิศเหนือไม่กี่เมตร แต่แรงถล่มทำให้เขากระเด็นไปไกลถึง 12 เมตร ไปอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

เขาใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วโมงกว่าจะออกมาได้ และมารู้ทีหลังว่าตัวเองเป็นผู้รอดชีวิตคนเดียวในทีม 12 คน

ลุงของเขาซึ่งอยู่บนเที่ยวบน UA93 ก็เสียชีวิตเหมือนกัน

ด้วยจำนวนผู้เสียชีวิต 2,977 ราย - ไม่รวมผู้ก่อเหตุอีก 19 ราย - เหตุการณ์ 9/11 เป็นเหตุโจมตีที่รุนแรงที่สุดที่สหรัฐฯ เคยเจอ

นี่ยังเป็นปฏิบัติการกู้ภัยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศด้วย ในนิวยอร์กอย่างเดียว นักดับเพลิงเสียชีวิตไปถึง 343 คน

นอกจากนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคระบาด (CDC) ของสหรัฐฯ ระบุว่า คนอีกราว 4 แสนคนยังได้รับผลกระทบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโดนสารพิษ ได้รับบาดเจ็บทั้งทางกายและจิตใจ ซึ่งนำไปสู่อาการป่วยเรื้อรังและการเสียชีวิตในช่วงหลายเดือนต่อจากนั้น

และเหตุการณ์นี้ก็ยังส่งผลกระทบมาถึงทุกวันนี้

การตามล่า โอซามา บิน ลาเดน นำไปสู่การบุกเข้าอัฟกานิสถาน ซึ่งให้ที่พักพิงกลุ่มอัลไคดาอยู่ ในปี 2001

แนวคิดเรื่อง "สงครามต่อต้านการก่อการร้าย" ทำให้ต่อมา ปธน.บุช สั่งบุกอิรักในปี 2003

2 ทศวรรษผ่านไปหลังจากเหตุการณ์วันนั้น การถอนทัพของกองทัพสหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนวันครบรอบโศกนาฏกรรมในครั้งนี้นำไปสู่ความรุนแรงและความวุ่นวายอีกครั้ง

กลุ่มตาลีบันขึ้นครองอำนาจอีกครั้งหนึ่ง

ภารกิจของสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานสิ้นสุดลงแล้ว แต่ความรุนแรงและการนองเลือดอาจจะยังดำเนินต่อไป