รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กระชับสัมพันธ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังถอนทหารจากอัฟกานิสถาน

กมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ อยู่ระหว่างเดินทางเยือนสิงคโปร์และเวียดนาม
    • Author, โจนาธาน เฮด
    • Role, ผู้สื่อข่าวภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บีบีซี

กมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มต้นภารกิจผูกสัมพันธ์กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วเมื่อวานนี้ (22 ส.ค. ) โดยมีกำหนดการเยือนสิงคโปร์เป็นแห่งแรกและเวียดนามเป็นประเทศถัดไป

ในภาวะที่สหรัฐฯ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงการถอนทัพออกจากอัฟกานิสถาน การมาเยือนภูมิภาคที่สหรัฐฯ เคยประสบความล้มเหลวในสงครามเวียดนาม ทำให้ภาพเก่า ๆ ที่ทหารอเมริกันต้องรีบอพยพผู้คนหนีเวียดกงอย่างอลหม่านเมื่อคราวที่ไซ่ง่อนแตก หวนกลับคืนสู่ความทรงจำของสาธารณชนอีกครั้ง

นับว่าโชคดีที่คราวนี้รองประธานาธิบดีแฮร์ริสจะเดินทางเข้าเวียดนามทางกรุงฮานอย โดยไม่ต้องไปเยือนไซ่ง่อนซึ่งถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ว่านครโฮจิมินห์ตั้งแต่ปี 1975 ซึ่งอาจยิ่งตอกย้ำความไม่น่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรเก่าแก่ของภูมิภาคเข้าไปอีก

สหรัฐฯ ลองเสี่ยงโชคอีกครั้ง

การมาเยือนของแฮร์ริสเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ซึ่งต้องการรุกหว่านเสน่ห์ทางการทูตกับอุษาคเนย์อีกครั้ง โดยเขามองว่าดินแดนแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่งคั่งและมั่นคงของสหรัฐในอนาคต

การทูตวัคซีน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สหรัฐฯกำลังเดินหน้านโยบายการทูตวัคซีนอย่างเต็มที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศฟื้นฟูความสัมพันธ์กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากนโยบาย "ปักหมุด" ของอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่เปลี่ยนทิศทางยุทธศาสตร์การทูตจากตะวันออกกลางมาสู่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเป็นหลัก รวมทั้งนโยบาย "อินโด-แปซิฟิก ที่เสรีและเปิดกว้าง" ของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มุ่งท้าทายการขยายอิทธิพลของจีน

อย่างไรก็ตาม แผนการทั้งหมดนี้ไม่เคยคืบหน้าไปไกลเกินกว่าการเป็นเพียงแนวคิดหลวม ๆ ทั้งไม่สามารถเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนที่มองว่า อิทธิพลของสหรัฐฯ กำลังลดน้อยถอยลงในภูมิภาคแห่งนี้ได้ น่าสงสัยว่ารองประธานาธิบดีแฮร์ริสจะใช้วิธีใด เพื่อโน้มน้าวใจให้ผู้นำของสิงคโปร์และเวียดนามเชื่อว่า ประธานาธิบดี ไบเดนสามารถจะทำได้ดีกว่าผู้นำสหรัฐฯ คนก่อนหน้านี้

ในช่วงหกเดือนแรกของการเข้ารับตำแหน่ง มีกระแสความกังวลว่านายไบเดนไม่สู้จะให้ความสนใจกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากนัก แต่มุ่งฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศในยุโรปมากกว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมามีการเยือนของเวนดี้ เชอร์แมน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ และลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯเริ่มให้ความสนใจอย่างจริงจังกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว

ศ.ดร. ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS) แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบอกกับบีบีซีว่า "วิธีที่สหรัฐฯดำเนินการถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถานนั้น สร้างความเสียหายแก่ความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯอย่างมาก"

นายวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ต้อนรับนางกมลา แฮร์ริส

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, นายวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ต้อนรับนางกมลา แฮร์ริส

"แต่ในระยะยาว มันขึ้นอยู่กับว่าสหรัฐฯ จะทำอย่างไรต่อไป ถ้าหากพวกเขาสนใจติดตามผลหลังการมาเยือนของออสตินและแฮร์ริส โดยยกระดับนโยบายการทูตวัคซีนในภูมิภาคนี้ รวมทั้งทุ่มเททรัพยากรให้กับยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกอย่างเต็มกำลัง ก็อาจทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นแนวนโยบายต่างประเทศที่ชัดเจนของรัฐบาลนายไบเดน ซึ่งจะถอยห่างจากตะวันออกกลางและสงครามที่ไม่มีวันได้ชัยชนะ"

การบริจาควัคซีนป้องกันโควิด 23 ล้านโดสก่อนหน้านี้ ทำให้ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดีขึ้นอย่างไม่คาดฝัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณภาพของวัคซีน mRNA จากสหรัฐฯ ถูกนำไปเปรียบเทียบกับวัคซีนจีนที่ประสิทธิภาพต่ำ แต่กลับถูกนำมาใช้ในภูมิภาคคิดเป็นปริมาณมหาศาล

รองประธานาธิบดีแฮร์ริสมีแผนจะเน้นย้ำถึงข้อได้เปรียบดังกล่าว โดยจะเสนอความร่วมมือทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และจะเปิดสำนักงานสาขาของศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐฯ (CDC) ที่กรุงฮานอย โดยนับเป็นสำนักงานสาขาแห่งแรกในภูมิภาคนี้

ส่วนที่สิงคโปร์ แฮร์ริสมีแผนจะผลักดันสนธิสัญญาการค้าดิจิทัลกับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งข้อตกลงนี้ครอบคลุมถึงความมั่นคงแบบดิจิทัลและมาตรฐานทางเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และบล็อกเชน ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะนำประเทศในอาเซียนกลับเข้าสู่เครือข่ายการค้าของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอีกครั้ง หลังอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) เมื่อห้าปีก่อน

กมลา แฮร์ริส

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, นางกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เดินทางถึงสิงคโปร์เมื่อวันที่ 22 ส.ค.

มุ่งท้าทายจีน

การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในภาคการค้าที่สหรัฐฯ ทำได้ดีดังข้างต้น ยังมุ่งต้านทานการขยายตัวอย่างรวดเร็วของธุรกิจโทรคมนาคมและสินค้าไฮเทคของจีนในอุษาคเนย์ตามนโยบาย "เส้นทางสายไหมดิจิทัล" นอกจากนี้ รัฐบาลของนายไบเดนยังต้องการผลักดันให้ผู้ประกอบการของสหรัฐฯ ลดการพึ่งพาสินค้าสำหรับการผลิตเฉพาะทางที่มาจากจีนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นโยบายต่างประเทศในแนวทางดังกล่าวของสหรัฐฯ จะเป็นที่ถูกใจและยอมรับโดยชาติต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น หากไม่มุ่งเน้นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารในทะเลจีนใต้ หรือมุ่งยกระดับความขัดแย้งทางการค้ากับจีนโดยตรง เหมือนที่รัฐบาลของนายทรัมป์เคยทำมาแล้ว เพราะไม่มีประเทศใดในแถบนี้ต้องการจะเลือกยืนอยู่ข้างสหรัฐฯหรือจีนเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น

ความกระตือรือร้นที่จะกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ รอบใหม่ อาจลดเหลือเพียงน้อยนิด หากมีการมองว่าสหรัฐฯเข้ามาในครั้งนี้เพื่อต่อต้านจีนเป็นหลัก สหรัฐฯ จำต้องยอมรับความจริงว่า ชาติต่าง ๆ ในภูมิภาคแถบนี้หวังจะผูกสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนให้แน่นแฟ้นขึ้น ผ่านความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุมระดับภูมิภาค (RECEP) ที่ได้ลงนามกันไปเมื่อปลายปีที่แล้ว

กดดันเรื่องวิกฤตการเมืองในเมียนมา

ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนจะเป็นประเด็นหนึ่งที่มีการหารือกัน ระหว่างที่รองประธานาธิบดีแฮร์ริสเยือนสิงคโปร์และเวียดนาม แต่อาจไม่โดดเด่นเท่ากับตอนที่อดีตประธานาธิบดีโอบามาเยือนอุษาคเนย์เมื่อห้าปีก่อน

The fall of Saigon

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้คนที่ต้องการอพยพออกจากไซ่ง่อนเมื่อปี 1975 ต่อแถวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่ดาดฟ้าสถานีของหน่วยซีไอเอแห่งหนึ่ง

แม้สุนทรพจน์ของโอบามาที่บอกว่า "แนวโน้มทางประวัติศาสตร์กำลังมุ่งไปสู่เสรีภาพ" ได้สร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชนคนหนุ่มสาวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมาก แต่ไม่ใช่กับรัฐบาลชาติต่าง ๆ ของอาเซียนที่กลายเป็นเผด็จการกันมากขึ้นและอดทนต่อบรรดาผู้เห็นต่างน้อยลง

แน่นอนว่าแฮร์ริสจะต้องรบเร้าให้ชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลงมือทำอะไรสักอย่างให้เด็ดขาด เพื่อนำระบอบประชาธิปไตยกลับคืนสู่เมียนมา แต่ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯก็เน้นย้ำด้วยว่ายอมรับให้อาเซียนเป็นผู้นำแก้วิกฤตการเมืองของเมียนมา แม้ความพยายามทางการทูตของอาเซียนในเรื่องนี้ดูจะไม่คืบหน้าและตอบสนองอย่างเชื่องช้าก็ตาม

ศ.ดร. ฐิตินันท์มองว่า บทบาทนำของอาเซียนในกรณีของเมียนมา มีความสำคัญอย่างยิ่งกับชาติสมาชิกอาเซียน ซึ่งต่างก็กังวลและขาดความเชื่อมั่นเมื่อได้เห็นสหรัฐฯและจีนเป็นปฏิปักษ์ต่อกันมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการจับกลุ่มแนวร่วมทางยุทธศาสตร์ต่อต้านจีน 4 ชาติ ระหว่างสหรัฐฯ กับออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น

"ฝันร้ายของอาเซียนก็คือการหมดความสำคัญ สูญเสียบทบาทนำและความเป็นศูนย์กลางในการดำเนินภารกิจเพื่อสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค นั่นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สหรัฐฯและพันธมิตร 4 ชาติ จะไม่รุกคืบเข้ามาบดบังความสำคัญของอาเซียนในเรื่องนี้" ศ.ดร. ฐิตินันท์กล่าว