โตเกียว 2020 : นักคายัคโอลิมปิกหญิงออสเตรเลียผู้ฝึกในแม่น้ำที่มีฉลาม และเป็นพนักงานรถกู้ชีพ

Jo paddling on a river

ที่มาของภาพ, Getty Images

"เป็นที่รู้กันว่าพวกมันชอบมาดุนเรือของผู้คน" โจ บริกเดน-โจนส์ นักกีฬาพายเรือคายัคโอลิมปิกเล่า "ปลาฉลามหัวบาตรน่ะ"

"ถ้าเห็นบริเวณไหนมีน้ำกระเซ็น คุณจะรู้ได้ว่ามีฉลามอยู่ข้างใต้"

แม้ว่าคนส่วนใหญ่รู้สึกกังวลที่ต้องอยู่ในบริเวณเดียวกันกับที่มีสัตว์กินเนื้อยาว 2.4 เมตร และหนัก 130 กก. น่าแปลกใจว่านักกีฬาชาวออสเตรเลียผู้นี้ดูสบาย ๆ กับสถานที่ฝึกซ้อมแข่งกีฬาโอลิมปิกของเธอ

แต่การหลบหลีกฉลามไม่ใช่เรื่องน่าทึ่งอย่างเดียวเกี่ยวกับชีวิตของโจ

คำบรรยายวิดีโอ, โตเกียว 2020 : “พวกเขาไม่อยากให้คนเห็นเรา”

กลางวันซ้อมคายัค กลางคืนช่วยชีวิตคน

นักกีฬาโอลิมปิกส่วนใหญ่ต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการฝึกซ้อม แต่โจมีงานประจำด้วยคือ ​​พนักงานหน่วยกู้ชีพฉุกเฉิน

จากที่ยุ่งยากอยู่แล้วในการแบ่งเวลาระหว่างการฝึกพายเรือคายัคในแม่น้ำ ฝึกร่างกายในโรงยิม รวมถึงรอโทรศัพท์เรียกให้ไปช่วยงานฉุกเฉิน ซึ่งบางครั้งต้องทำกะดึกและล่วงเวลา โควิด-19 ยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนเข้าไปใหญ่

"ชุดป้องกัน PPE สำคัญมากเพราะกำลังจะมีการแข่งขันคัดตัวไปโอลิมปิกเกิดขึ้น คุณเอาชีวิตไปเสี่ยงอันตรายกับสิ่งที่ไม่มีใครอาจรู้ได้เลย"

โจผ่านการคัดเลือกได้เป็นทีมชาติสำเร็จไม่กี่สัปดาห์ก่อนจะมีการประกาศเลื่อนโตเกียวโอลิมปิกเมื่อปีที่แล้ว

"หัวใจฉันแตกสลาย รู้สึกพังไปเลย แต่ก็เข้าใจดีว่าทำไมต้องเป็นเช่นนี้"

"แต่การเลือกและทิ้งบางอย่างไปเพื่อทุ่มเททุกวันของชีวิตเพื่อเป้าหมายนี้ และการที่มันถูกเลื่อนไปอีก 12 เดือน เป็นเรื่องใหญ่สำหรับฉันมาก"

เมื่อปีที่แล้ว โจอายุ 33 ปี และวางแผนจะเลิกแข่งกีฬานี้หลังจากนั้น สำหรับเธอ โตเกียว 2020 ควรจะเป็นรางวัลให้กับการทุ่มเทให้กีฬานี้มายาวนาน โจพลาดตอนคัดตัวไปโอลิมปิกปี 2008 และ 2016 ไปแค่ที่เดียว และก็ไปผ่าตัดรักษาไหล่

"การเป็นนักกีฬาที่อายุเยอะกว่าคนอื่น ๆ และรู้ว่าร่างกายฉันกำลังพังและเหมือนต้องเอาเทปรัดไว้ แล้วร่างกายฉันจะทนการฝึกฝนไปอีก 12 เดือนไหวไหม มันยากมาก"

Jo sat in her ambulance

ที่มาของภาพ, Jo Brigden-Jones

ตอนอายุ 13 ปี โจได้รับคัดเลือกเข้าโครงการที่จะช่วยหาดูว่าเธอมีแววในกีฬาประเภทไหน เธอได้รับการพิจารณาว่าอาจทำได้ดีในการเล่นกีฬาพายเรือด้วยพละกำลัง ความฟิต และเพราะเอื้อมแขนได้ยาว

"ตอนฉันไปร่วมโครงการนั้นฉันยังไม่รู้เลยว่าคายัคคืออะไร" โจเล่า แต่ก็เสริมว่าเธอตกหลุมรักกีฬานี้ทันที

แต่เธอก็รักงานประจำในฐานะเจ้าหน้าที่กู้ชีพฉุกเฉินด้วย โจบอกว่าเธอสนใจเรื่องการแพทย์มาตลอด และก็ชอบที่สามารถช่วยเหลือชุมชนได้

"ฉันคิดว่าการเป็นเจ้าหน้าที่กู้ชีพฉุกเฉินจะเป็นงานที่สนุก ตื่นเต้น และก็ทำให้รู้สึกคุ้มค่า"

แม้ว่าจะต้องใช้ทั้งพลังงานและเวลา โจบอกว่าการทำงานไปด้วยช่วยในการฝึกซ้อมกีฬา

"ฉันว่ามีบางช่วงในอาชีพการเป็นนักกีฬาที่ฉันอาจจะทำงานหนักไป หรือไม่ได้พักเท่าที่ควรเพราะว่าต้องออกไปทำงาน หรือเพิ่งกลับมาจากงานกะดึก"

"แต่ฉันไม่รู้สึกกดดันอีกต่อไปเพราะรู้ว่าหากไม่ประสบความสำเร็จเรื่องกีฬา ก็จะยังมีชีวิตในมุมอื่นอยู่ นั่นคือเหตุผลที่ฉันยังพายเรืออยู่ทุกวันนี้"

Jo lifting weights in a makeshfit gym in a garage

ที่มาของภาพ, Getty Images

งานเสริม

การเตรียมพร้อมไปแข่งโอลิมปิกขณะที่ออสเตรเลียต้องใช้มาตรการควบคุมเรื่องโควิดอย่างเข้มงวดก็เป็นอีกอุปสรรคหนึ่ง

เธอจำเป็นต้องไปฝึกที่รัฐอื่นพร้อมกับกลุ่มนักกีฬา และก็ต้องรอกว่ากระบวนการย้ายไปอยู่กับหน่วยกู้ชีพในที่ใหม่จะเสร็จสมบูรณ์

ระหว่างนี้เองที่เธอเริ่มอีกอาชีพหนึ่งในฐานะคนทำคัพเค้กขาย

"ฉันชื่นชอบการทำขนมมานานแล้ว แล้วก็ชอบกินของหวานด้วย เป็นการเปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นอาชีพเสริมด้วย"

อย่างไรก็ดี คัพเค้กเธอไม่เหมาะกับนักกีฬาที่พยายามจะควบคุมน้ำหนัก

"ฉันเชื่อว่าถ้าคุณจะกินเค้ก คุณต้องมุ่งมั่นนะ ไม่มีทางลัด ลดน้ำตาลไม่ได้ ถ้าจะกินก็ต้องซัดเลย"

A view from above of six carefully decorated cupcakes

ที่มาของภาพ, Jo Brigden-Jones

จระเข้

ขณะย้ายไปกักตัวและฝึกซ้อมอีกรัฐหนึ่ง มีคนพูดกันว่าก็เห็นจระเข้ในแม่น้ำที่เธอไปฝึกซ้อมด้วย

"เรายังไม่เห็นจระเข้ขณะฝึกซ้อมพายคายัคนะ ซึ่งถือเป็นเรื่องดี แต่เราก็ได้ไปเยี่ยมชมฟาร์มจระเข้"

ที่ฟาร์มแห่งนั้น เจ้าหน้าที่เล่าว่าจระเข้ตัวใหญ่ที่เราเห็นถูกจับมาจากแม่น้ำที่ทีมโอลิมปิกของเราฝึกซ้อมกัน

"ไม่จำเป็นเลยที่พวกเราต้องรู้เรื่องนี้"