โควิด-19: สถานการณ์ที่อินโดนีเซียเลวร้ายลง หลังยอดผู้ป่วยถูกทิ้งให้ตายอย่างโดดเดี่ยวเพิ่มสูงขึ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, วัลดยา บุราปุตรี
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีนิวส์ประจำอินโดนีเซีย
อินโดนีเซียได้กลายเป็นศูนย์กลางการระบาดใหญ่แห่งใหม่ของโรคโควิด-19 ในภูมิภาคเอเชียไปเสียแล้ว โดยมียอดผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 2.6 ล้านราย และในสัปดาห์นี้มียอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวันพุ่งสูง ทำลายสถิติเกิน 40,000 คนต่อวันไปแล้วเรียบร้อย เนื่องจากการแพร่กระจายตัวอย่างรวดเร็วไม่หยุดยั้งของไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตา
นักดับเพลิงต้องเผชิญกับโควิดในแนวหน้า
ตามปกติแล้ว "วิราวัน" ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงในกรุงจาการ์ตา แต่ในขณะนี้เขาต้องละทิ้งหน้าที่ประจำไปก่อนชั่วคราว เพื่อจัดการกับศพของผู้คนที่ถูกทิ้งไว้ตามบ้านเรือน หลังเสียชีวิตลงด้วยโรคโควิด-19
ตลอดเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา วิราวันกับเพื่อนร่วมทีมผจญเพลิงอีก 17 คน สวมชุดพีพีอี (PPE) ป้องกันการติดเชื้ออย่างเต็มอัตรา ก่อนจะออกตระเวนไปจัดการกับศพผู้ป่วยตามบ้านเรือนของประชาชน โดยพวกเขาจะเตรียมศพให้พร้อมสำหรับการขนย้ายไปฝังที่สุสานต่อไป
วิราวันบอกว่าผู้เสียชีวิตจำนวนมากต้องตายลงอย่างโดดเดี่ยว เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หรือถูกปฏิเสธจากโรงพยาบาลไม่ให้เข้ารับการรักษาเพราะเตียงผู้ป่วยเต็มหมดแล้ว
- ผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องฉีดซิโนแวคโดสที่ 3 หลังหมอ-พยาบาลอินโดฯ เสียชีวิตแม้ได้รับวัคซีนแล้ว
- อินโดนีเซียเริ่มฉีดโมเดอร์นาเป็นเข็ม 3 ขณะยอดผู้ติดเชื้อใหม่พุ่งในเอเชีย ออสเตรเลีย ยุโรป
- สายพันธุ์เดลตารุกอินโดนีเซีย บุคลากรการแพทย์นับร้อยติดเชื้อหลังฉีดซิโนแวค ห่วงไทยเดินตาม
- โมโตจีพี บน “บาหลีแห่งใหม่” กับแผนพัฒนาลอมบอกที่ยูเอ็นบอกว่า "ย่ำยีสิทธิมนุษยชน"
"หลายครั้งเพื่อนบ้านของคนเหล่านี้โทรหาเรา บอกว่าไม่เห็นหน้าคนบ้านใกล้เรือนเคียงที่กำลังกักตัวอยู่มาหลายวัน พอพวกเราไปถึงจึงได้พบว่ากลายเป็นศพไปเสียแล้ว กรณีแบบนี้พบได้บ่อยทุกวัน" วิราวันเล่า
ก่อนการระบาดหนักระลอกล่าสุด วิราวันเก็บศพและจัดการฝังศพผู้เสียชีวิตจากโควิด 2-3 รายต่อวัน แต่ในขณะนี้เขาได้รับโทรศัพท์เรียกให้ไปจัดการศพผู้ป่วยโควิดสูงสุดถึง 24 รายต่อวัน ซึ่งมันมากเกินกว่าที่เขาและเพื่อนร่วมทีมจะรับมือได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
เหตุวิกฤตทางสาธารณสุขรอบล่าสุดของอินโดนีเซียเกิดขึ้น หลังผู้คนอย่างน้อย 1.5 ล้านคน พากันฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเดินทางในช่วงวันหยุดเทศกาลอีดิลฟิตริ เมื่อปลายเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้อินโดนีเซียยังละเลยไม่ดำเนินมาตรการกักตัวผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ แต่ในตอนนี้มีข้อกำหนดให้คนเหล่านั้นกักตัวดูอาการเป็นเวลา 8 วันแล้ว บรรดาผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่อินโดนีเซียจะจำกัดการระบาดของโควิดได้ หากยังเปิดแนวพรมแดนอย่างไร้การควบคุมเช่นนี้
แม้เจ้าหน้าที่รัฐจะโต้แย้งว่า มีการคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศอย่างดีแล้ว แต่ตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตยังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการเฉียด 70,000 รายแล้ว และตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากโควิดถึงวันละ 1,000 คน
ข้อมูลจากองค์กรอิสระ Lapor Covid-19 ระบุว่า นับแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา มีผู้ป่วยที่เสียชีวิตลงที่บ้านอย่างน้อย 450 ราย เนื่องจากไม่อาจเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้ พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกักตัวอยู่ตามลำพัง หลายคนต้องเสียชีวิตไปอย่างโดดเดี่ยวไร้ญาติมิตรคอยดูใจ
ขาดแคลนออกซิเจน
เกาะชวาซึ่งมีประชากรหนาแน่นที่สุดของประเทศ นับเป็นศูนย์กลางการระบาดของโควิด-19 ระลอกล่าสุด โดยในช่วงสุดสัปดาห์แรกของเดือนนี้ ผู้ป่วย 63 รายที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองยอกยาการ์ตาของเกาะชวาต้องเสียชีวิตไปทั้งหมด เพียงเพราะออกซิเจนที่ทางโรงพยาบาลมีอยู่หมดลงและไม่อาจหามาเพิ่มได้
นับแต่นั้นมา โรงพยาบาลหลายแห่งในเมืองอื่น ๆ ต่างปฏิเสธรับผู้ป่วยรายใหม่ เนื่องจากปริมาณออกซิเจนในคลังมีไม่เพียงพอ "ตามปกติแล้วโรงพยาบาลแห่งหนึ่งจะใช้ออกซิเจนราว 3 ตัน ซึ่งจะหมดลงภายในเวลา 3 วันถึงหนึ่งสัปดาห์ แต่ขณะนี้ปริมาณดังกล่าวใช้แค่วันเดียวก็หมดแล้ว" ลีอา การ์ดีเนีย ปารตากุสุมา เลขาธิการใหญ่ของสมาคมโรงพยาบาลอินโดนีเซียกล่าว

ที่มาของภาพ, Djoky Haryadi
สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขของอินโดนีเซียกล่าวโทษว่า สภาพการณ์ที่โรงพยาบาลต่าง ๆ ขาดแคลนออกซิเจนอย่างหนักนี้ เป็นเพราะรัฐบาลละเลยที่จะคาดการณ์และเตรียมการล่วงหน้า เพื่อรองรับผู้ป่วยที่จะมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอนหลังเทศกาลวันหยุดยาว
ผู้คนต่างร้องขอความช่วยเหลือเรื่องถังออกซิเจนและเตียงว่างในโรงพยาบาล ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์หลายช่องทาง ส่วนที่หน้าร้านรับเติมออกซิเจน ผู้คนต่างเข้าแถวรอคิวยาวเหยียดเพื่อให้ได้ออกซิเจนไปให้ผู้ป่วยที่บ้าน แต่หลายร้านต้องปิดให้บริการเพราะสินค้าหมดอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ตามปกติไม่เคยขายออกซิเจนที่มีอยู่ทั้งหมดได้ภายในวันเดียวดังเช่นขณะนี้
เนื่องจากความต้องการออกซิเจนของผู้คนมีอยู่สูงมาก จึงเกิดกรณีที่มิจฉาชีพหลอกโอนเงินค่าออกซิเจนล่วงหน้า แต่กลับไม่ส่งสินค้ามาให้ โดยผู้เสียหายรายหนึ่งคือนายชานี บูดิ บอกกับแหล่งข่าวภายนอกของบีบีซีว่า เขาสูญเงินไป 2.5 ล้านรูเปียห์หรือราว 5,600 บาท เพื่อหาซื้อออกซิเจน 5 ถังมาให้แม่ยายของเขา แต่โชคดีที่แม่ยายหายป่วยและกำลังฟื้นตัวแล้ว
ชาวชุมชนท้องถิ่นช่วยเหลือกันเอง
ในขณะที่รัฐบาลอินโดนีเซียถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าไม่สามารถควบคุมและแก้ไขสถานการณ์ได้ มีหลายกรณีที่พลเมืองต่างลุกขึ้นมาจัดการช่วยเหลือกันเอง เช่นนายแพทย์ริโย ปังกี อิราวัน หมอหนุ่มวัย 24 ปีในเมืองยอกยาการ์ตา ได้ริเริ่มให้บริการรักษาผู้ป่วยทางโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลในแอปพลิเคชันวอตส์แอปป์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งเขาให้บริการผู้ขอความช่วยเหลือไปแล้ว 800 ราย นับแต่เริ่มเปิดทำการเมื่อวันที่ 7 ก.ค. เป็นต้นมา
ส่วนที่จังหวัดชวาตะวันตก นายดโจกี ฮาร์ยาดิ เกษตรกรผู้หนึ่ง ได้ตระเวนนำรถบรรทุกของเขาออกไปแจกจ่ายข้าวสารแก่ผู้ที่อยู่ระหว่างกักตัวในละแวกใกล้เคียง รวมทั้งช่วยประสานงานหาออกซิเจนและวิตามินให้แก่ผู้ป่วยที่อยู่กับบ้านอีกด้วย
"เพื่อนบ้านไม่ใส่ใจดูแลคนเหล่านี้ เพราะกลัวจะติดเชื้อโควิดไปด้วย แต่ผมว่าเราไม่ควรจะต้องกลัว ตราบใดที่เรามีวินัย สวมหน้ากาก และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอื่น ๆ ด้วย" นายฮาร์ยาดิกล่าว











