โควิด-19 : พิษโควิดทำแรงงานเด็กเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 20 ปี

ที่มาของภาพ, UNICEF
- Author, อีวา ออนติเวรอส
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
"ตอนที่เริ่มมีการล็อกดาวน์ ผมก็เริ่มกลับไปทำงานอีกครั้งเพื่อช่วยจุนเจือพ่อแม่และพี่น้องของผม" อิมราน เด็กชายจากบังกลาเทศเล่า
แม้เขาอายุเพียง 11 ปี แต่อิมรานต้องทำงานพับถุงเต็มเวลาอยู่ที่ร้านรีไซเคิลกระดาษในกรุงธากา
อีกฟากของโลก ในประเทศโบลิเวีย สถานการณ์ก็ไม่แตกต่างกันนัก
"หนูตื่นตี 4 และก่อนตี 5 หนูต้องออกไปทำงานข้างถนนกับแม่จนถึงเที่ยง" เด็กหญิงวาเลนไทน์ วัย 9 ขวบ เล่า
"หนูขายกระดาษทิชชู เพราะช่วงเช้าตรู่ในเมืองลาปาซอากาศเย็น และทุกคนต่างต้องการมัน"
แม้ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศมีความก้าวหน้าในการลดปัญหาการใช้แรงงานเด็กลงได้ แต่วิกฤตโควิด-19 ก็ทำให้เราต้องถอยหลังเข้าคลองครั้งใหญ่
เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองต้องตกงาน และโรงเรียนปิด เด็ก ๆ จึงต้องออกไปหารายได้เข้าบ้าน
แรงงานเด็กเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 20 ปี

ที่มาของภาพ, UNICEF
วาเลนไทน์ หยุดเรียนตั้งแต่ มี.ค. 2020 ตอนที่โรงเรียนปิดเนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์
ทุกวันนี้เธอออกไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่พร้อมกับแม่วัย 23 ปีที่ทำงานเป็นคนขัดรองเท้า
"แม่พาหนูไปสมัครเรียน แต่หนูไม่เคยได้ไปโรงเรียนเลยแม้แต่ครั้งเดียว หนูไม่ได้ซื้ออุปกรณ์การเรียน สมุดที่มีอยู่ก็เป็นของปีที่แล้ว ซึ่งแทบไม่ค่อยได้ใช้งาน แต่สิ่งที่หนูคิดถึงมากที่สุดคือเพื่อน ๆ และการได้เล่น"
ข้อมูลจากรายงานที่ทำร่วมกันระหว่างองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ระบุว่า จำนวนเด็กที่ต้องทำงานทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ทศวรรษ คืออยู่ที่ประมาณ 160 ล้านคน
หากไม่มีการดำเนินมาตรการใด ๆ เพื่อแก้ปัญหานี้ ก็คาดว่า ภายในปี 2022 จะมีเด็กอีกเกือบ 50 ล้านคนที่ต้องมาทำงาน
ยูนิเซฟ และไอแอลโอ ระบุว่า ในช่วง 4 ปีหลัง มีเด็กที่ต้องออกจากโรงเรียนมาทำงานเพิ่มขึ้นถึง 8.4 ล้านคน ในขณะที่อีกหลายล้านคนเสี่ยงเผชิญสถานการณ์เดียวกันจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19
รายงานฉบับนี้ยังระบุว่า มีแรงงานเด็กอายุระหว่าง 5 - 11 ปีเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเด็กกลุ่มนี้มีสัดส่วนกว่าครึ่งของจำนวนแรงงานเด็กทั่วโลก
นอกจากนี้ จำนวนเด็กอายุ 5 - 17 ปี ที่ต้องทำงานอันตราย (หมายถึงการทำงานที่อาจส่งผลเสียต่อร่างกาย หรือสุขภาพ และความปลอดภัย) ได้เพิ่มขึ้นถึง 6.5 ล้านคน มาอยู่ที่ 79 ล้านคน นับแต่ปี 2016
จาค็อบ ที่อาศัยอยู่ในประเทศกานา คือหนึ่งในนั้น

"ผมเศร้าใจเวลาเห็นเพื่อนร่วมชั้นไปโรงเรียนตอนเช้า แต่ผมต้องไปทำงาน"

ที่มาของภาพ, UNICEF
"ผมชื่อจาค็อบ อายุ 13 ปี อาศัยอยู่ในชอร์คอร์ ชุมชนชาวประมงในกรุงอักกรา เมืองหลวงของกานา"
"ผมตื่นนอนตี 4 ทุกวัน เพื่อช่วยป้าทำปลารมควันไปขาย ผมมีหน้าที่ขนฟืน ล้างปลา และจัดเรียงปลาลงตะแกรง ก่อนที่จะเอาไปใส่ในที่รมควันขนาดใหญ่"
"ผมต้องทำแบบนี้อีกครั้งในตอนค่ำ ที่ป้ากลับมาพร้อมกับปลาชุดใหม่ และผมจะเข้านอนหลัง 4 ทุ่ม"
"ตอนที่โรงเรียนกลับมาเปิดอีกครั้งหลังการล็อกดาวน์ ผมไม่ได้ไปโรงเรียน เพราะป้าสัญญาว่าจะซื้อเครื่องแบบนักเรียนชุดใหม่ให้ผม แต่ก็ไม่ได้ซื้อเสียที ผมไม่สามารถใส่ชุดเดิมได้เพราะแขนเสื้อถูกหนูแทะ นี่ก็ปีกว่าแล้ว และผมยังคงอยู่ที่บ้าน"
"ผมมีพี่น้องอีก 5 คน พวกเราเสียแม่ไปตอนที่ผมอายุ 8 ขวบ หลังจากนั้นยายก็เป็นคนเลี้ยงดูพวกเรา แต่ท่านก็เสียไปเมื่อ 2 ปีก่อน นับตั้งแต่นั้น พวกเราก็อาศัยและทำงานให้ป้า"
"เมื่อผมทำงานหลักในช่วงเช้าเสร็จ ป้าจะให้เงินผม [ไม่ถึง 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 31 บาท] เพื่อไปซื้ออาหาร ผมมักซื้อ "บันกู" (อาหารพื้นบ้านที่ทำจากแป้งข้าวโพดและมันสำปะหลัง และปลาทอดเล็กน้อย)"
"ถ้าผมไม่ต้องทำงานผมก็คงจะได้ไปเรียนหนังสือ และเป็นทหาร ผมอยากเรียนหนังสือเพื่อจะได้ช่วยคนไม่รู้หนังสือให้ป้อนข้อมูลของพวกเขาทางโทรศัพท์มือถือได้"

ปัญหาแรงงานเด็กที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากหลายปัจจัยผสมกัน เช่น การเพิ่มของประชากร วิกฤตที่เกิดขึ้นซ้ำ ความยากจนรุนแรง และมาตรการคุ้มครองทางสังคมที่ไม่ดีพอ
สถานการณ์ในทวีปเอเชียและลาตินอเมริกา มีแนวโน้มดีขึ้นนับแต่ปี 2016 แต่มีความเสี่ยงที่จะเลวร้ายลงเนื่องจากวิกฤตโควิด-19
ภูมิภาคตอนใต้ทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกา มีแรงงานเด็กเพิ่มขึ้น 16.6 ล้านคนในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา อันที่จริง ภูมิภาคนี้แห่งเดียวมีแรงงานเด็กมากกว่าภูมิภาคอื่นทั้งหมดรวมกัน

ที่มาของภาพ, UNICEF
น.ส.คอลเดีย คัปปา ที่ปรึกษาอาวุโสของยูนิเซฟ และเป็นผู้ร่วมทำรายงานฉบับนี้บอกกับบีบีซีว่า "การใช้แรงงานเด็กส่งผลกระทบต่อชีวิตของเด็กเอง และยังส่งผลกระทบต่อคนรุ่นอื่น ๆ ด้วย เพราะแม้เด็กอาจได้ไปโรงเรียน แต่เวลาที่พวกเขาไม่สามารถเรียนรู้หรือพัฒนาตัวเองได้ มันก็จะจำกัดโอกาสในอนาคตของพวกเขา และทำให้เกิดวงจรความยากจนอย่างถาวร"
แม้ปัญหาแรงงานเด็กจะเกิดขึ้นในหมู่เด็กชายมากกว่าเด็กหญิง แต่การทำงานบ้าน (ทำสัปดาห์ละ 21 ชั่วโมงขึ้นไป) ก็ถือเป็นการทำงานด้วย จึงทำให้สัดส่วนระหว่างแรงงานเด็กทั้งสองเพศไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก
ยกตัวอย่างวาเลนไทน์ที่ช่วยแม่เลี้ยงน้อง "หลังจากทานมื้อเที่ยง แม่จะกลับไปทำงาน ส่วนหนูจะอยู่บ้านกับน้องชาย หนูอยากพาน้องไปสนามเด็กเล่นแต่ทำไม่ได้เพราะโควิด วันที่หนูมีความสุขที่สุดคือตอนที่เราไปสระว่ายน้ำสาธารณะ หนูอยากกลับไปอีกครั้งและเรียนว่ายน้ำ"

ที่มาของภาพ, Mawa/Unicef
น.ส.คัปปา กล่าวว่า "การใช้แรงงานเด็กยังส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางอารมณ์และความสุข อีกทั้งยังอาจส่งผลเสียต่อร่างกายและสุขภาพจิตของเด็กด้วย"
ในบังกลาเทศ อิมรานเลิกไปโรงเรียนอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าช่วงก่อนล็อกดาวน์เขาจะได้เข้าเรียนบ้างวันละ 2 - 3 ชั่วโมง
ช่วงที่โควิด-19 ระบาดรุนแรง ครอบครัวอิมรานย้ายกลับภูมิลำเนานอกกรุงธากาชั่วคราว แต่อิมรานยังปักหลักทำงานอยู่ที่ร้านกระดาษรีไซเคิล และอาศัยอยู่กับเจ้าของร้าน
แต่เมื่อร้านต้องปิดช่วงล็อกดาวน์ เขาก็เริ่มไปที่ศูนย์คุ้มครองเด็กฉุกเฉินขององค์การยูนิเซฟ
"พวกเขาให้อาหารผมกิน 3 มื้อ บางทีผมก็นอนที่นั่นด้วย" อิมราน เล่า

ที่มาของภาพ, Unicef
นอกจากนี้ ทางศูนย์ยังให้ความช่วยเหลืออื่น ๆ แก่เขาด้วย เช่น บริการสุขภาพ ให้อุปกรณ์ดูแลสุขอนามัย ให้คำปรึกษา และสอนทักษะชีวิตต่าง ๆ
ปัจจุบัน อิมรานอยู่กับครอบครัวที่เดินทางกลับมายังกรุงธากาอีกครั้ง แต่เขาก็ยังคงทำงานเต็มเวลาเหมือนเดิม
"ตอนนี้ผมตื่นประมาณ 7 โมงเช้า อาบน้ำแปรงฟัน แล้วไปทำงานที่ร้าน ผมเริ่มงานตอน 9 โมงและทำไปถึง 4 ทุ่ม ผมไม่ชอบทำงาน แม้ทุกคนจะปฏิบัติต่อผมเป็นอย่างดีก็ตาม แต่ที่ร้านไม่มีเด็กวัยเดียวกับผมเลย" หนุ่มน้อยวับ 11 ปีเล่า

"หนูอยากมีเวลาเล่นบ้าง"

ที่มาของภาพ, UNICEF
ดานา วัย 13 ปี จากปาเลสไตน์แต่อาศัยอยู่ในจอร์แดน เล่าว่า "หนูเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ตอนที่พ่อของหนูถูกจับเข้าคุก"
"หนูอาศัยอยู่กับน้องสาว น้องชาย และแม่ ซึ่งต้องดูแลยายที่แก่มากและกำลังป่วย"
"ลูกพี่ลูกน้องของหนูหาเงินด้วยการขายของริมถนน วันหนึ่งหนูได้ไปช่วยเขา แล้วหลังจากนั้นหนูก็เริ่มทำงานเอง"
"หนูทำงานทุกวัน ขายกิ๊บและที่คาดผมตามแยกไฟแดง หนูเอาเงินทั้งหมดที่หาได้ให้แม่ซื้ออาหารและข้าวของสำหรับใช้ในครอบครัว"
"ตอนที่โรงเรียนปิดช่วงล็อกดาวน์ หนูมักนอนตื่นสาย ดูการ์ตูน หาอะไรกิน แล้วออกไปขายของจนถึงดึก"
แต่ดานาเลิกทำงานเมื่อ 3 เดือนก่อน หลังจากได้ไปที่หน่วยงานการกุศลที่ได้รับการสนับสนุนจากยูนิเซฟ ซึ่งอยู่ในละแวกบ้านของเธอ
"ตอนนี้หนูชอบอยู่บ้านกับครอบครัวและมาที่นี่เพื่อเรียนหนังสือ หนูชอบเรียนวิชาเลขและภาษาอาหรับ และชอบเล่นกับเด็กคนอื่น ๆ"
"หนูอยากเรียกหนังสือ และหวังว่าโตขึ้นจะได้เป็นช่างทำผม"










