You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เบนจามิน เนทันยาฮู : เส้นทางชีวิตของนายกฯ อิสราเอลที่ครองตำแหน่งยาวนานที่สุด
ในช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอิสราเอลรวม 15 ปี ของนายเบนจามิน เนทันยาฮู เขาได้สร้างสถิติสำคัญ 2 อย่าง คือ การเป็นผู้นำที่ครองตำแหน่งยาวที่สุด และเป็นผู้นำคนแรกที่เผชิญกับการดำเนินคดีอาญาระหว่างอยู่ในตำแหน่ง
นายเบนยามิน เนทันยาฮู หรือ "ราชาบีบี" ผู้อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอิสราเอลถึง 5 สมัย รวม 15 ปี (สมัยแรก 1996-1999) พ้นจากตำแหน่งแล้ว หลังรัฐสภาลงมติรับรองรัฐบาลผสมชุดใหม่เมื่อ 13 มิ.ย. ด้วยมติ 60 ต่อ 59 เสียง
นายนัฟตาลี เบนเนตต์ ผู้นำฝ่ายขวาชาตินิยมสาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว และจะอยู่ในตำแหน่งไปจนถึง ก.ย. 2023
สำหรับนายเนทันยาฮูแล้ว ผู้สนับสนุนเขายกย่องเขาเป็น "ราชา บีบี" และ "นักมายากล" จากความสามารถในการเอาชนะเลือกตั้งหลายครั้ง หัวหน้าพรรคลิคุดซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวาของอิสราเอลผู้นี้ ได้เผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดที่อาจส่งผลต่อความอยู่รอดทางการเมืองของเขา ขณะที่เขากำลังเผชิญกับการไต่สวนในข้อหาทุจริตหลายข้อหา และในที่สุดพรรคฝ่ายค้านของอิสราเอลก็บรรลุข้อตกลงในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้นายเนทันยาฮู ต้องยุติบทบาทนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมานาน 12 ปี
ความสำเร็จในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เป็นผลมาจากภาพลักษณ์การเป็นคนที่ทำให้อิสราเอลปลอดภัยมากที่สุดจากกองกำลังของศัตรูในตะวันออกกลาง
เขามีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อปาเลสไตน์ และผลักดันให้มีการหารือเรื่องความกังวลด้านความปลอดภัยในการเจรจากันเกี่ยวกับสันติภาพทุกครั้ง นอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่ออกมาเตือนถึงภยันตรายของอิหร่านต่ออิสราเอล
สิ่งที่พี่ชายทิ้งไว้
เบนจามิน เนทันยาฮู เกิดในกรุงเทลอาวีฟ ในปี 1949 ครอบครัวของเขาย้ายไปอยู่สหรัฐฯ ในปี 1963 หลังจากที่เบนไซออน พ่อของเขา ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์คนสำคัญและนักเคลื่อนไหวขององค์กรไซออนนิสต์ ได้รับการเสนอตำแหน่งทางวิชาการ
ขณะอายุ 18 ปี เขาเดินทางกลับอิสราเอล มาใช้ชีวิต 5 ปีในกองทัพในฐานะร้อยเอกในหน่วยคอมมานโดชั้นนำที่ชื่อว่า Sayeret Matkal เขาได้เข้าร่วมการจู่โจมสนามบินในกรุงเบรุตของเลบานอนในปี 1968 และต่อสู้ในสงครามตะวันออกกลางปี 1973 ด้วย
หลังจากรับใช้ชาติในกองทัพ นายเนทันยาฮูเดินทางกลับไปสหรัฐฯ ซึ่งเขาได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตส์ หรือ MIT
ในปี 1976 โจนาธาน พี่ชายของเขาถูกสังหาร ระหว่างที่นำการจู่โจมเพื่อช่วยชีวิตตัวประกันจากเครื่องบินที่ถูกจี้ในเมืองเอ็นเทบเบ ประเทศยูกันดา การเสียชีวิตของเขาส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อครอบครัวเนทันยาฮู และชื่อของเขาก็กลายเป็นตำนานในอิสราเอล
นายเนทันยาฮู ก่อตั้งสถาบันต่อต้านการก่อการร้ายขึ้นเพื่อรำลึกถึงพี่ชายของเขา และในปี 1982 เขาก็ได้เป็น นักการทูตที่มีอาวุโสอันดับ 2 (อัครราชทูต) ของสถานทูตอิสราเอลในกรุงวอชิงตัน ดีซี
เพียงไม่กี่อึดใจ ชีวิตของนายเนทันยาฮูก็เป็นที่รู้จักต่อสาธารณชน เขาพูดภาอังกฤษได้ดีและมีสำเนียงอเมริกันที่ชัดเจน หน้าตาของเขาไปปรากฏอยู่ทางโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ ของสหรัฐฯ และกลายเป็นผู้ปกป้องส่งเสริมประเทศอิสราเอลที่ทรงพลัง
นายเนทันยาฮู ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรอิสราเอลประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ในปี 1984
ก้าวขึ้นสู่อำนาจ
ในปี 1988 ขณะที่เขาเดินทางกลับอิสราเอล เขาก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับการเมืองในประเทศ ด้วยการคว้าที่นั่งในสภาคเนสเซ็ทให้กับพรรคลิคุดได้ 1 ที่นั่ง และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ต่อมาเขาได้เป็นประธานพรรค และในปี 1996 ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงครั้งแรกของอิสราเอล หลังมีการจัดเลือกตั้งเร็วขึ้นกว่าเดิมภายหลังการลอบสังหารนายยิตซัก ราบิน
นายเนทันยาฮู ยังเป็นผู้นำที่อายุน้อยที่สุดของอิสราเอลด้วย และเป็นผู้นำคนแรกที่เกิดหลังการก่อตั้งรัฐในปี 1948
แม้ว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงสันติภาพออสโลระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ในปี 1993 อย่างดุเดือด แต่นายเนทันยาฮู ก็ลงนามในข้อตกลงนี้ และส่งมอบอำนาจในการควบคุมเมืองเฮบรอน 80% ให้แก่ทางการปาเลสไตน์และยอมถอนตัวออกมาจากเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง ซึ่งเป็นความน่าอับอายของฝ่ายขวา
เขาสูญเสียตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 1999 หลังให้มีการจัดเลือกตั้งเร็วขึ้นกว่ากำหนด 17 เดือน โดยพ่ายให้แก่นายเอฮุด บารัก ผู้นำพรรคเลเบอร์ อดีตผู้บังคับบัญชาของนายเนทันยาฮู
การฟื้นตัวทางการเมือง
นายเนทันยาฮู ก้าวลงจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคลิคุด และนายอาเรียล ชารอน ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน
หลังจากนายชารอนได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2001 นายเนทันยาฮูได้กลับมาร่วมรัฐบาลอีกครั้ง โดยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก่อน จากนั้นก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในปี 2005 เขาลาออกเพื่อประท้วงต่อการที่อิสราเอลถอนตัวออกจากฉนวนกาซาที่ถูกยึดครองอยู่
เขามีโอกาสอีกครั้งในปี 2005 เมื่อนายชารอน ได้แยกตัวออกจากพรรคลิคุดไปตั้งพรรคคาดิมา พรรคการเมืองสายกลางพรรคใหม่ ในช่วงก่อนที่นายชารอนจะมีอาการเส้นเลือดในสมองจนตกอยู่ในอาการโคม่า
ช่วงเวลาในชีวิต
- 1949 - เกิดในกรุงเทลอาวีฟ
- 1967-73 - รับตำแหน่งร้อยเอกหน่วยคอมมานโดของกองทัพ
- 1984 - เป็นเอกอัครราชทูตประจำสหประชาชาติ
- 1988 - เข้าสภาคเนสเซ็ทและร่วมรัฐบาล
- 1996 - ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
- 1999 - แพ้การเลือกตั้ง
- 2002-03 - รับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ
- 2003-05 - รับตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง ลาออกเพื่อประท้วงการถอนตัวออกจากกาซา
- ธ.ค. 2005 - ได้กลับมาเป็นผู้นำพรรคลิคุด
- 2009 - กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี
- 2013 - ชนะเลือกตั้งได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ
- 2015 - ได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 4
- 2019 - ถูกตั้งข้อหาติดสินบน ทุจริต และละเมิดความไว้วางใจ
- 2020 - เริ่มดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 5 เผชิญการไต่สวน
นายเนทันยาฮู ได้กลับมาเป็นผู้นำพรรคลิคุดอีกครั้ง และได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2 ในเดือน มี.ค. 2009
เขาเห็นชอบให้มีการยุติการก่อสร้างการตั้งถิ่นฐานใหม่ในเขตเวสต์แบงก์นาน 10 เดือน อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เกิดการเจรจาสันติภาพกับปาเลสไตน์ขึ้น แต่การเจรจาก็ล้มเหลวในปลายปี 2010
แม้ว่าในปี 2009 เขาได้ประกาศต่อสาธารณชนว่า เขายอมรับให้มีรัฐปาเลสไตน์พร้อมกับอิสราเอลอย่างมีเงื่อนไข แต่ต่อมาเขาได้มีจุดยืนที่แข็งกร้าวมากขึ้น "รัฐปาเลสไตน์จะไม่ถูกสร้างขึ้น ไม่ใช่รัฐที่คนกำลังพูดถึงกัน มันจะไม่เกิดขึ้น" เขากล่าวกับสถานีวิทยุอิสราเอลในปี 2019
ความขัดแย้งในกาซา
การโจมตีของปาเลสไตน์และการดำเนินการทางทหารของอิสราเอลที่เกิดขึ้นหลายครั้งทำให้อิสราเอลเกิดการปะทะกันบริเวณโดยรอบและในเขตฉนวนกาซา ก่อนและหลังที่นายเนทันยาฮูกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2009
ความขัดแย้งลักษณะนั้นเกิดขึ้นอีกครั้งในเดือน พ.ค. 2021 ถือเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 12 ปี ทำให้ความพยายามของพรรคการเมืองหลายพรรคที่ต่อต้านนายเนทันยาฮูและต้องการจะขับเขาออกจากตำแหน่งต้องหยุดลงชั่วคราว โดยความพยายามนี้เกิดขึ้นหลังมีการเลือกตั้งที่ไม่ได้ผลสรุปหลายครั้ง
แม้ว่าในช่วงที่เกิดความขัดแย้ง อิสราเอลได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ พันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างนายเนทันยาฮูและประธานาธิบดีบารัก โอบามา ก็เริ่มมีปัญหา
ความสัมพันธ์ของทั้งสองผู้นำไปถึงจุดตกต่ำเมื่อนายเนทันยาฮูได้กล่าวต่อสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ในเดือน มี.ค. 2015 โดยได้แสดงการต่อต้าน "ข้อตกลงที่เลวร้าย" ที่เกิดขึ้นจากการเจรจาของสหรัฐฯ กับอิหร่าน เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน รัฐบาลโอบามาได้ประณามการเยือนครั้งนั้นว่าเป็นการแทรกแซงและสร้างความเสียหาย
ความสัมพันธ์กับทรัมป์
การได้เป็นประธานาธิบดีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ในปี 2017 นำไปสู่การดำเนินนโยบายของรัฐบาลอิสราเอลและสหรัฐฯ ที่เป็นไปในแนวทางเดียวกันมากขึ้น และภายในเวลาเพียง 1 ปี นายทรัมป์ก็ได้ประกาศยอมรับนครเยรูซาเลมให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล
ท่าทีดังกล่าว ทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นทั่วโลกอาหรับ ซึ่งสนับสนุนการอ้างกรรมสิทธิ์ของปาเลสไตน์ในพื้นที่ครึ่งหนึ่งทางตะวันออกของนครเยรูซาเลมที่ถูกอิสราเอลยึดครองตั้งแต่สงครามตะวันออกกลางปี 1973 การกระทำดังกล่าวของสหรัฐฯ เป็นการหยิบยื่นการทำรัฐประหารทางการทูตและทางการเมืองครั้งใหญ่ให้กับนายเนทันยาฮู
เพียงกว่าหนึ่งปีต่อมา นายทรัมป์ก็ได้ยอมรับอธิปไตยของอิสราเอลเหนือที่ราบสูงโกลันของซีเรียที่ถูกยึดครองอยู่ เป็นการทำตรงข้ามกับนโยบายที่สหรัฐฯ ดำเนินมานานหลายสิบปี และได้รับคำชมเชยจากนายเนทันยาฮู
และในเดือน ม.ค. 2020 นายเนทันยาฮู ก็ได้ยกย่องพิมพ์เขียวของนายทรัมป์เกี่ยวกับสันติภาพระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ว่าเป็น "โอกาสแห่งศตวรรษ" แม้ว่าปาเลสไตน์จะปฏิเสธและระบุว่า พิมพ์เขียวดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการเจรจาและมาจากฝ่ายเดียว
นายเนทันยาฮู ยังได้เห็นนายทรัมป์มีท่าทีแข็งกร้าวต่ออิหร่าน และยินดีกับการถอนตัวในปี 2018 ของสหรัฐฯ ออกมาจากข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน และกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอีกครั้ง
การไต่สวนที่น่าตื่นเต้น
หลังจากปี 2016 นายเนทันยาฮู ถูกสอบสวนเรื่องการทุจริต ซึ่งส่งผลให้เขาถูกตั้งข้อหาติดสินบน ทุจริต และละเมิดความไว้วางใจ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับ 3 คดีแยกกันในเดือน พ.ย. 2019
นายเนทันยาฮู ถูกกล่าวหาว่า รับของขวัญจากนักธุรกิจร่ำรวยหลายคนและตอบแทนด้วยการพยายามทำให้พวกเขามีรายงานข่าวในด้านดีมากขึ้น
เขาปฏิเสธการกระทำผิดและระบุว่า เขาคือเหยื่อของ "การล่าแม่มด" ที่ศัตรูของเขาทำขึ้นโดยมีแรงจูงใจทางการเมือง เขาเข้ารับการไต่สวนในเดือน พ.ค. 2020 กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่อยู่ในตำแหน่งที่ถูกไต่สวน และปฏิเสธข้อเรียกร้องของฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการให้เขาก้าวลงจากตำแหน่ง
แม้ว่าจะเผชิญข้อกล่าวหาอาญาหลายข้อ แต่นายเนทันยาฮูก็เอาตัวรอดได้จากการเลือกตั้งทั่วไปที่เผชิญทางตัน 3 ครั้งในรอบไม่ถึง 1 ปี และชนะการเลือกตั้งได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 5 โดยการยอมแบ่งอำนาจให้กับนายเบนนี แกนต์ซ คู่แข่งทางการเมืองในรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาเพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉินไวรัสโคโรนา
รัฐบาลนี้ล่มลงหลังเวลาผ่านไปเพียง 8 เดือนเท่านั้น ทำให้เกิดการเลือกตั้งครั้งที่ 4 ขึ้นในรอบ 2 ปี แม้ว่าพรรคลิคุดได้ที่นั่งส่วนใหญ่ แต่มีการต่อต้านในบรรดาพรรคฝ่ายขวาอื่น ๆ ซึ่งไม่ต้องการให้นายเนทันยาฮูดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ ทำให้เขาไม่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลได้