“เราจะไม่กลัวได้อย่างไรกัน” พนักงานนวดในสหรัฐฯ กับความหวาดกลัวหลังเกิดเหตุรุนแรงต่อคนเอเชีย
กระแสเกลียดชังและเหตุรุนแรงที่มุ่งเป้าต่อคนเอเชียในสหรัฐฯ ได้สร้างความวิตกกังวลและหวาดกลัวให้คนเชื้อสายเอเชียที่นั่นเป็นอย่างมาก โดยหนึ่งในนั้นรวมถึงผู้หญิงที่ทำงานเป็นพนักงานนวด ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วได้เกิดเหตุคนร้ายกราดยิงร้านสปา 3 แห่งในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ส่งผลให้มีหญิงเอเชียเสียชีวิต 6 คน
เจา หยิน ผู้สื่อข่าวบีบีซี ได้พูดคุยกับหญิงเอเชีย 2 คนที่ทำงานในธุรกิจนวดและสปา ซึ่งพวกเธอต้องเผชิญกับทัศนคติเหมารวมที่ว่าร้านสปาที่มีเจ้าของเป็นคนเอเชียมักเป็นแหล่งที่ให้บริการทางเพศด้วย
มีอา ลิน เป็นพนักงานนวด ที่ร้านสปาเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในย่านฟลัชชิง ซึ่งเป็นชุมชนชาวเอเชียอพยพในนครนิวยอร์ก เธอบอกว่า การถูกคุกคามทางเพศเป็นปัญหาที่เธอต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
"ในธุรกิจของพวกเรา การเจอเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้"
"เวลาลูกค้าอยากแตะต้องตัวเรา เราจะบอกพวกเขาว่า 'อย่าค่ะ รับนวดอย่างเดียว' บางครั้งพวกเขาจะส่งสัญญาณ แต่เราจะบอกพวกเขาไปว่าเราไม่ให้บริการแบบนั้น"
ด้านเมลานี หว่อง นักนวดบำบัดก็เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างมากจากเหตุกราดยิงร้านสปาในเมืองแอตแลนตา
"ฉันเสียใจและโกรธมาก ๆ มันไม่ยุติธรรมสำหรับผู้เสียชีวิตเลย"
เธอมองว่าปัจจุบันเหตุรุนแรงในลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นกับธุรกิจคนเอเชียรายไหนก็ได้ และคนที่เดือดร้อนที่สุดก็หนีไม่พ้นผู้หญิงเอเชียที่ต้องการทำมาหากินอย่างสุจริต
"ผู้หญิงเอเชียจำเป็นต้องทำมาหากินเมื่อย้ายมาอยู่ในอเมริกา แต่หลายคนพูดภาษาอังกฤษไม่เก่งนัก ทำให้ทางเลือกแรกของพวกเธอคือการทำงานเป็นพนักงานนวด การเป็นพนักงานนวดเป็นงานที่ต้องใช้ความพยายามและอดทนมาก ผู้หญิงทุกคนที่ทำอาชีพนี้ควรได้รับความเคารพ" เธอกล่าว
ในวันที่ทีมข่าวบีบีซีไปถ่ายทำชีวิตการทำงานของมีอา เธอเพิ่งจะทำงานไปได้ครึ่งหนึ่งของกะทำงาน 15 ชั่วโมงของเธอ โดยในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงนั้น มีลูกค้าบางคนเจาะจงขอใช้บริการพนักงานนวดหญิงเท่านั้น ขณะที่บางคนอยากได้บริการ "นวดเพื่อความสุขสม" มีอาปฏิเสธคำขอเหล่านี้ แต่ความกลัวของเธอยังคงอยู่ เมื่อนึกถึงเหตุกราดยิงที่แอตแลนตา และเหตุมุ่งเป้าทำร้ายคนเอเชียที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วสหรัฐฯ
"เราจะไม่กลัวได้อย่างไรกัน...เหยื่อกราดยิงที่น่าสงสารเหล่านั้นต้องมาตายเพียงเพราะพวกเธอต้องการหาเงิน" มีอากล่าว


