โควิด-19 : การสื่อสารของผู้นำศาสนาสำคัญอย่างไรต่อโครงการให้วัคซีนทั่วโลก

คำบรรยายวิดีโอ, เรื่องเท็จจากผู้นำศาสนาบางคนกำลังคุกคามการให้วัคซีนโควิดทั่วโลก

ในขณะที่หลายประเทศในโลกกำลังเร่งให้วัคซีนต้านโควิด-19 แก่ประชาชาชนเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค แต่การที่ผู้นำศาสนาบางคนเผยแพร่ข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวัคซีน ก็อาจทำให้ความพยายามเหล่านี้ไม่สัมฤทธิผล

สเตฟานี เฮการ์ที ผู้สื่อข่าวด้านประชากรของบีบีซี ได้ตรวจสอบเรื่องนี้และพบว่ามีผู้นำในหลายศาสนาได้เผยแพร่ข้อมูลเท็จ หรือข้อความที่อาจทำให้ผู้คนตีความแบบผิด ๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดของประชาชนและทำให้พวกเขาเกิดความลังเลใจในการรับวัคซีนต้านโควิด-19

ข้อมูลเท็จที่ผู้นำศาสนาบางคนเผยแพร่ต่อประชาชนมีมากมาย เช่น "คุณจะโดนฝังชิปตอนที่ถูกฉีดวัคซีน" "พวกเขาต้องการทำหมันเรา" "มันอาจทำให้กลายเป็นคนรักเพศเดียวกัน" และ "มันจะควบคุมความนึกคิดของเรา" เป็นต้น

โคลินา โคลไท นักวิจัยด้านข่าวปลอมเรื่องวัคซีนจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน บอกว่า "ผู้นำเหล่านี้มีช่องทางสื่อสาร เส้นสาย และได้รับความเคารพอย่างมาก พวกเขายังมีทักษะเชิงวัฒนธรรมในการเข้าใจว่าอะไรสำคัญ อะไรมีคุณค่า อะไรคือสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ข้อมูลที่สื่อสารออกไปทรงพลังและฟังดูมีเหตุผล"

เธอชี้ว่า แม้ผู้นำศาสนาส่วนใหญ่จะให้ข้อมูลที่เป็นจริงและสนับสนุนให้ผู้คนรับการฉีดวัคซีน แต่การที่ผู้นำศาสนากลุ่มเล็ก ๆ เผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับวัคซีนโดยใช้ภาษาที่กระตุ้นอารมณ์ก็อาจสร้างความเข้าใจผิดได้เป็นอย่างมาก

ยกตัวอย่างในอินเดีย ที่นักบวชฮินดูคนหนึ่งบอกว่าวัคซีนเป็น "การสมคบคิด" เพื่อฉีดเลือดวัวเข้าสู่ร่างกายชาวฮินดู ทั้งที่ความจริงในวัคซีนต้านโควิด-19 ไม่มีเลือดวัวผสมอยู่

ส่วนในอิสราเอล นักบวชคนหนึ่งอ้างว่าวัคซีนจะทำให้คุณเป็นเกย์ ซึ่งไม่จริงเลย ขณะที่ในสหรัฐฯ ชาวคริสต์นิกายอีแวนเจลิคัลบางคนถกเถียงกันว่าวัคซีนโควิดเป็นสัญญาณของปีศาจและวันสิ้นโลกหรือไม่

วัคซีนทำจากเนื้อเยื่อตัวอ่อนมนุษย์จริงหรือ

บิชอปนิกายกรีกออร์ธอดอกซ์คนหนึ่งบอกว่ามีการเอาตัวอ่อนทารกที่ถูกฆ่ามาใช้ในการผลิตวัคซีน ซึ่งไม่เป็นความจริงเช่นกัน

โคลินา โคลไท อธิบายกรณีนี้ว่า "ช่วงทศวรรษ 1960 มีการนำตัวอ่อนทารกที่แม่แท้งบุตร 2 คนมาใช้ในการผลิตเซลล์สายพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันยังมีการใช้ในกระบวนการทำไวรัสที่เสื่อมฤทธิ์ที่ถูกนำไปใช้ทำวัคซีน แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเอาทารกที่ถูกทำแท้ง ไปใส่ไว้ในวัคซีนของคุณ"

ดร.ไมเคิล เฮด จากมหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน บอกว่า "ไม่มีเซลล์ของทารกในครรภ์ในกระบวนการผลิตวัคซีนใด ๆ"

ก่อนหน้านี้มีคลิปวิดีโอชิ้นหนึ่งที่ถูกโพสต์ลงในเพจเฟซบุ๊กที่ต่อต้านวัคซีนที่ใหญ่ที่สุดเพจหนึ่ง ได้อ้างถึงการศึกษาชิ้นหนึ่งซึ่งตามการบรรยายระบุว่า เป็นหลักฐานว่ามีอะไรในวัคซีนที่ผลิตโดยบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าและมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด แต่การตีความของผู้บรรยายไม่ถูกต้อง การศึกษาที่กำลังพูดถึงนั้นสำรวจปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อวัคซีนถูกนำเข้าสู่เซลล์มนุษย์ในห้องปฏิบัติการ

เรื่องที่สร้างความสับสนเพิ่มขึ้นอาจจะเป็นเพราะว่ามีขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการพัฒนาวัคซีนที่ใช้เซลล์ที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ ซึ่งมาจากเซลล์ตัวอ่อนที่หากไม่นำมาใช้ก็จะถูกทำลายทิ้ง เทคนิคนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1960 และไม่มีการทำแท้งทารกในครรภ์เพื่อวัตถุประสงค์ในการวิจัยนี้

ดร.เดวิด แมตธิวส์ จากมหาวิทยาลัยบริสตอล อธิบายว่า วัคซีนหลายชนิดถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีการนี้ โดยร่องรอยใด ๆ ของเซลล์จะถูกกำจัดออกจากวัคซีนทั้งหมดตาม "มาตรฐานระดับสูงเป็นพิเศษ"

ผู้พัฒนาวัคซีนที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ระบุว่า พวกเขาใช้เซลล์ที่ถูกโคลนขึ้นมา แต่เซลล์เหล่านี้ "ไม่ใช่เซลล์ที่มาจากทารกในครรภ์ที่แท้ง"

การสื่อสารอย่างถูกต้อง

โคลินา โคลไท ชี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้นำศาสนาต้องสื่อสารเรื่องวัคซีนอย่างถูกต้อง เพราะข้อความที่สับสนอาจส่งผลเสียต่อความพยายามให้วัคซีนแก่ประชาชนในประเทศ

ยกตัวอย่างในปี 2018 ที่สภาอิสลามแห่งชาติอินโดนีเซียระบุว่าวัคซีนโรคหัดและโรคหัดเยอรมันไม่ถูกหลักอิสลาม แต่ก็ยังสามารถใช้ได้ ส่งผลให้พ่อแม่หลายคนไม่พาลูกไปรับวัคซีน

แต่ในวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ พวกเขาไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์แบบเดิม สภาอิสลามแห่งชาติจึงออก "ฟัตวา" หรือคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าวัคซีนโควิด-19 จากบริษัทซิโนแวคของจีนถูกหลักศาสนา ตั้งแต่ก่อนที่อินโดนีเซียจะเริ่มโครงการให้วัคซีนแก่ประชาชน

นักวิจัยด้านข่าวปลอมเรื่องวัคซีนจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ชี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่ผู้นำศาสนาต้องเผยแพร่ข้อมูลเรื่องวัคซีนที่ถูกต้องและเป็นข้อมูลปัจจุบัน และให้แน่ใจว่าข้อมูลที่พวกเขาเผยแพร่มีความสำคัญต่อศาสนิกชนของพวกเขา เพราะความล่าช้าในการให้วัคซีนหมายถึงการสูญเสียชีวิต