เลือกตั้งเมียนมา 2020 : กับข้อครหาไม่เป็นประชาธิปไตย

วันนี้ (8 พ.ย.) ชาวเมียนมาที่มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 37 ล้านคน จะออกไปใช้สิทธิท่ามกลางการระบาดของโรคโควิด-19 และข้อครหาจากหลายฝ่ายว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควร ผลการเลือกตั้งจะยังเป็นบททดสอบความนิยมในตัวนางออง ซาน ซู จี มุขมนตรีแห่งรัฐ ว่าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี ของนางจะชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายอีกครั้งหรือไม่

ในการเลือกตั้งทั่วไปคราวที่แล้ว เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2015 พรรคเอ็นแอลดี คว้าชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ โดยได้ที่นั่งในสภาประชาชน หรือ สภาล่าง 196 ที่นั่ง ที่นั่งในสภาชนชาติหรือสภาสูง 95 ที่นั่ง รวมสองสภาได้ 291 ที่นั่ง ขณะที่พรรคสหภาพเพื่อความสามัคคีและการพัฒนา หรือยูเอสดีพี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเดิม ได้ที่นั่ง ส.ส. 23 ที่นั่ง และที่นั่งในสภาสูง 10 ที่นั่ง รวมสองสภาได้ 33 ที่นั่ง

ในขณะนั้นโลกรวมทั้งไทยซึ่งเพิ่งเผชิญกับการรัฐประหารมาใหม่ ๆ จับตามองเมียนมาด้วยความสนใจ และมีความหวังว่าจะมีพัฒนาการก้าวหน้าจนเป็นผลให้ประชาชนโดยรวมมีความกินดีอยู่ดีขึ้น หลังจากตกอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพมาเป็นเวลายาวนาน และความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ซึ่งมีกว่าร้อยกลุ่มจะบรรเทาเบาบางลง

ผ่านไป 5 ปี ความหวังเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นจริง

ในการเสวนาหัวข้อ "การเลือกตั้งที่คลุมเครือของเมียนมาและนัยต่อภูมิภาค" (Myanmar's uncertain election and its regional implication) ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้ เดวิด แมเทียสัน นักวิจัยอาวุโสแผนกเอเชีย ของฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวว่า การทำงานตลอด 5 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเอ็นแอลดีถือได้ว่าน่าผิดหวังทั้งในสายตาคนในและนอกประเทศ และนางซู จี เองไม่ได้ทำให้เกิดการปรองของคนในชาติ

"นางซู จี มองเพียงการสมานฉันท์ระหว่างตัวเองกับทหารและชนชั้นนำในเมียนมา ไม่ใช่กับกลุ่มชาติพันธุ์" นายแมเทียสัน เห็นว่าความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ในเมียนมายังไม่ดีขึ้นมากนัก คนยังยากจน ต้องเผชิญกับการถูกยึดที่ดินทำกิน ปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ ไม่นับรวมความเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญานับล้านคน

แก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ

กลุ่มสิทธิมนุษยชนอย่างฮิวแมนไรท์วอทช์เป็นห่วงเรื่องที่กองทัพยังคงสามารถส่งคนของตัวเองเข้าไปนั่งในสภาได้อยู่ต่อไป เพราะตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้กันที่นั่ง 110 จาก 440 ที่นั่ง ในสภาผู้แทนราษฎร ไว้ให้เป็นโควตาของกองทัพ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกวิจารณ์มาตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2015 และนางออง ซาน ซูจี เองเคยรับปากว่าจะผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ไม่สำเร็จ

โซ วิน ตัน บรรณาธิการแผนกภาษาพม่าของบีบีซี บอกว่าในสายตาของคนเมียนมามองว่านางซู จี ไม่ได้ใช้ความพยายามมากพอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแสดงท่าทีว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียง 1 หรือ 2 ครั้ง แต่เมื่อถูกสกัดในสภานางซู จี ก็ไม่ได้เคลื่อนไหวในเรื่องนี้ต่อ

ชาวโรฮิงญาถูกตัดสิทธิเลือกตั้ง

บรรณาธิการแผนกภาษาพม่าบอกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเสรีและบริสุทธิ์ยุติธรรมแค่ไหนนั้นมองได้สองมุม มุมแรกคือจากในประเทศ สำหรับคนเมียนมาแล้ว (ไม่รวมชาวโรฮิงญา ) อาจมองว่ามีเสรีพอควรเพราะสามารถออกไปเลือกคนที่ตัวเองพอใจได้ แต่การเลือกตั้งจะไม่มีความเป็นธรรมเลย เพราะทางการใช้มาตรการล็อกดาวน์เข้มงวดในหลายพื้นที่เพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 มีการห้ามการออกนอกเคหสถาน ทำให้พรรคการเมืองอื่น ๆ ออกหาเสียงเลือกตั้งไม่ได้ แต่พรรครัฐบาลยังคงทำได้ จุดนี้ทำให้รัฐบาลถูกมองได้ว่าใช้นโยบายในเรื่องนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

สำหรับมุมมองจากนอกประเทศโดยเฉพาะจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนนั่นคือ เรื่องของชาวโรฮิงญาที่ถูกตัดสิทธิไม่ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลเมียนมาไม่ถือว่าคนเหล่านี้เป็นพลเมือง นอกจากนี้ยังเพิกถอนสิทธิผู้สมัครบางส่วนที่เป็นชาวโรฮิงญาด้วย โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าพ่อแม่ของพวกเขาเป็นพลเมืองเมียนมาจริงในขณะเกิด

คณะกรรมการการเลือกตั้งยังประกาศยกเลิกการจัดเลือกตั้งในพื้นที่ของกลุ่มชนเผ่าต่าง ๆ โดยเฉพาะในรัฐยะไข่ ทำให้คนนับแสน ๆ คนถูกตัดสิทธิไปโดยปริยาย

เศรษฐกิจพัฒนาแต่ไม่สมดุล

ดร.นฤมล ทับจุมพล แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานเสวนาที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศฯ ว่า นับตั้งแต่ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พรรคเอ็นแอลดีได้ใช้ระบบการปกครองแบบอำนาจนิยมเสรี แต่เป็นการมีเสรีในเชิงเศรษฐกิจ และยังคงรูปแบบอำนาจนิยมในทางการเมือง ซึ่งนำไปสู่คำถามที่ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมีความสมดุลในหมู่ประชาชนหรือไม่

"พรรคเอ็นแอลดีอาจอ้างว่าทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็ได้เห็นการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาล กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่จากต่างประเทศ และชนชั้นนำในรัฐชาติพันธุ์ ส่วนผู้ที่คัดค้านโครงการก็จะถูกปราบปราม"

ดร.นฤมล ชี้ว่าสิงคโปร์และจีนเป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนสูงสุดสองอันดับแรกในเมียนมา รองลงมาเป็นฮ่องกง และไทย แต่หากพิจารณาโครงการที่เมียนมาเปิดรับการลงทุน ล้วนก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมและเกิดปัญหาในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการท่อขนส่งก๊าซและน้ำมันซึ่งเป็นความร่วมมือกับจีน วางแนวท่อก๊าซจากรัฐยะไข่ไปยังมณฑลยูนนานของจีน การก่อสร้างคาสิโนในรัฐกะเหรี่ยง และโครงการลงทุนตามแนวพรมแดนจีนอีกหลายโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่ ขณะที่รายได้และผลกำไรถูกนำส่งรัฐบาลกลาง จุดนี้จึงเป็นประเด็นที่ส่งผลต่อการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มชาติพันธุ์

คนเมียนมาจะยังหนุนนางซู จี

ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2015 ประเด็นที่ผู้สนใจการเมืองคำนึงก็คือเรื่องความเป็นประชาธิปไตย และคนเหล่านี้ไปออกเสียงเลือกพรรคเอ็นแอลดีของนางซู จี อย่างถล่มถลายเพราะไม่ต้องการให้ทหารกลับมามีอำนาจอีก

โซ วิน ตัน บอกว่าครั้งนี้ก็เช่นกัน "มีความพยายามรณรงค์ให้เลือกพรรคเอ็นแอลดีและพรรคที่สนับสนุนประชาธิปไตย เพราะไม่ต้องการให้ประเทศกลับไปอยู่ใต้ระบอบทหารอีก" นอกจากนี้นางซู จี จะยังคงได้รับเสียงสนับสนุนจากชาวบะหม่า ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เขาไม่แน่ใจว่าจะถึงขั้นท่วมท้นหรือไม่

เพราะนับจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วความนิยมในตัวนางซู จี ลดน้อยถอยลงในหมู่ชนกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งฉาน คะฉิ่น ยะไข่ มอญ และอื่น ๆ ที่เริ่มตีตัวออกห่าง และหันไปสนับสนุนกลุ่มชาติพันธุ์กันเอง เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลของนางซูจีไม่ได้พยายามเข้าหากลุ่มชาติพันธุ์มากพอ ดังนั้น กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้จึงจับมือกันเองเพื่อแย่งเก้าอี้ที่พรรคเอ็นแอลดีเคยได้ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วมาเป็นของตน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ นางซู จี อาจจะไม่ชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเหมือนครั้งที่แล้ว