ปริศนา “แฮกเกอร์โรบินฮูด” บริจาคเงินที่รีดไถมาให้การกุศล

robin hood hacker imagery

ที่มาของภาพ, EDUARD MUZHEVSKYI / SCIENCE PHOTO LIBRARY

    • Author, โจ ไทดี
    • Role, ผู้สื่อข่าวไซเบอร์

แฮกเกอร์กลุ่มหนึ่งบริจาคเงินที่ได้จากการรีดไถบริษัทต่าง ๆ แล้วนำไปบริจาคให้แก่องค์กรการกุศล นับเป็นปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่กำลังสร้างความฉงนให้แก่บรรดาผู้เชี่ยวชาญ

กลุ่มแฮกเกอร์ที่ใช้ชื่อว่า Darkside ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเว็บมืด หรือ Dark Web เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยระบุว่าพวกเขาได้เจาะเข้าระบบไอทีของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายรายเพื่อเรียกค่าไถ่ และได้เงินมาหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ตอนนี้พวกเขาอยาก "ทำให้โลกดีขึ้น"

เกิดอะไรขึ้น

ในโพสต์ดังกล่าว แฮกเกอร์กลุ่มนี้ได้แสดงใบเสร็จการบริจาคเงินในรูปของบิตคอยน์ มูลค่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 310,000 บาท) ให้องค์กรการกุศล 2 องค์กร

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในนั้นคือ Children International ซึ่งให้ความช่วยเหลือเด็ก ครอบครัว และชุมชมผู้ด้อยโอกาสในหลายประเทศ อาทิ อินเดีย ฟิลิปปินส์ แซมเบีย กัวเตมาลา และสหรัฐฯ ระบุว่าจะไม่รับเงินบริจาคนี้ โดยโฆษกขององค์กร ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า "หากการบริจาคนี้เกี่ยวข้องกับแฮกเกอร์ พวกเราก็ไม่ประสงค์จะรับเงินนี้"

hackers tax receipt for one donation
คำบรรยายภาพ, ใบเสร็จการบริจาคเงินในรูปของบิตคอยน์ มูลค่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ในขณะที่ The Water Project องค์กรที่ช่วยให้คนในภูมิภาคตอนใต้ทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกาได้เข้าถึงน้ำสะอาด ซึ่งได้รับเงินบริจาคในครั้งนี้ด้วย ไม่แสดงความเห็นใด ๆ ต่อเรื่องนี้ หลังจากบีบีซีพยายามติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์

วีรบุรุษหรือวายร้าย?

บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์มองว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องประหลาดและน่ากังวลใจทั้งในแง่ของศีลธรรมและกฎหมาย

เบรต คัลโลว์ นักวิเคราะห์ภัยคุกคามจากบริษัทด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ Emsisoft กล่าวว่า "ไม่ชัดเจนว่าเป้าประสงค์ในการบริจาคเงินของอาชญากรกลุ่มนี้คืออะไรกันแน่ บางทีมันอาจช่วยบรรเทาความรู้สึกผิดของพวกเขา หรืออาจเป็นความต้องการอวดดีที่พวกเขาอยากถูกมองว่าเป็นเหมือนตัวละครอย่าง โรบิน ฮูด มากกว่าพวกโจรรีดไถที่ไร้คุณธรรม"

"ไม่ว่าแรงจูงใจของพวกเขาจะเป็นอะไรก็ตาม แต่นี่เป็นการกระทำที่ไม่ปกติ เท่าที่ผมรู้ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่กลุ่มเรียกค่าไถ่บริจาคเงินที่ได้มาส่วนหนึ่งให้แก่การกุศล"

another tax receipt for a donation
คำบรรยายภาพ, ใบเสร็จการบริจาคเงินในรูปของบิตคอยน์ มูลค่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

แฮกเกอร์กลุ่ม Darkside ถือเป็นขบวนการค่อนข้างใหม่ในแวดวงนี้ แต่เหล่านักวิเคราะห์ตลาดสกุลเงินดิจิทัลต่างยืนยันว่าแฮกเกอร์กลุ่มนี้กำลังเคลื่อนไหวก่อเหตุรีดไถเงินจากเหยื่ออย่างต่อเนื่อง

มีหลักฐานว่าพวกเขาอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชญากรไซเบอร์อื่น ๆ ที่เคยก่อเหตุโจมตีครั้งใหญ่บริษัทหลายแห่ง เช่น Travelex ซึ่งประกอบธุรกิจด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของอังกฤษที่ตกเป็นเหยื่อของมัลแวร์เรียกค่าไถ่เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ การที่กลุ่มแฮกเกอร์บริจาคเงินให้องค์กรการกุศลได้สร้างความวิตกกังวลให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

แฮกเกอร์กลุ่มนี้บริจาคเงินผ่าน The Giving Block ซึ่งองค์กรการกุศลราว 67 แห่งใช้เป็นช่องทางรับบริจาคในสกุลเงินดิจิทัล

เว็บไซต์นี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2018 เพื่อช่วยให้มหาเศรษฐีเงินดิจิทัลได้ใช้ประโยชน์ทางภาษีในการบริจาคเงินให้องค์กรการกุศลที่ไม่แสวงหาผลกำไร

The Bitcoin payment widget on a charity website
คำบรรยายภาพ, องค์กรการกุศลราว 67 แห่งใช้ The Giving Block เป็นช่องทางรับบริจาคในสกุลเงินดิจิทัล

The Giving Block ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่าไม่ทราบเรื่องการบริจาคของกลุ่มแฮกเกอร์ โดยระบุว่า "เรากำลังตรวจสอบว่าเงินก้อนนี้เป็นเงินที่ถูกปล้นมาหรือไม่"

"หากปรากฏว่าการบริจาคเหล่านี้ทำโดยใช้เงินที่ถูกปล้นมา เราก็จะเริ่มดำเนินการส่งคืนเงินให้แก่เจ้าของที่ชอบธรรม"

อย่างไรก็ตาม The Giving Block ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าหมายถึงการคืนเงินให้กลุ่มแฮกเกอร์ หรือการตรวจสอบเพื่อคืนเงินให้แก่เหยื่อของแก๊งอาชญากรไซเบอร์กลุ่มนี้

นอกจากนี้ The Giving Block ก็ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเรื่องข้อมูลของผู้บริจาคเงิน ทั้งที่ตามปกติ บริการซื้อขายเงินดิจิทัลส่วนใหญ่ เช่น บิตคอยน์ มักให้ผู้ใช้งานระบุตัวตน

จากการตรวจสอบของบีบีซีพบว่าเว็บไซต์รับบริจาคเงินดิจิทัลแห่งนี้ไม่มีการสอบถามข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนของผู้บริจาค ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและอันตรายของการบริจาคแบบนิรนาม

นายฟิลิป แกรดเวลล์ นักสืบด้านเงินดิจิทัลจากบริษัท Chainanalysis ระบุว่า "การยอมให้มีการบริจาคแบบนิรนามจากแหล่งเงินที่อาจผิดกฎหมาย เป็นการเปิดรับอันตรายจากการฟอกเงิน"

เขาชี้ว่า ธุรกิจเงินดิจิทัลทั้งหลายจำเป็นต้องใช้มาตรการป้องกันการฟอกเงินอย่างเต็มรูปแบบ เช่น Know Your Customer (KYC) ซึ่งเป็นโปรแกรมตรวจสอบข้อมูลปูมหลังขั้นพื้นฐานที่ช่วยให้ทราบว่าใครเป็นผู้จ่ายเงินให้แก่องค์กรหรือธุรกิจของพวกเขา