โควิด-19 : เป็นแล้วหาย เรื่องเล่าของ 3 ผู้รอดตายจากไวรัสโคโรนา

แม้ว่าในสหราชอาณาจักรจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 กว่า 3,600 รายแล้ว แต่คนจำนวนมากที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาก็สามารถกลับมาหายดีได้
บางคนมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่หลายคนก็ต้องถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลอย่างเช่น 3 คนนี้ที่บีบีซีมีโอกาสได้ไปคุยด้วย
"ฉันสู้เพื่อชีวิตตัวเองและของลูกฉัน"
แคเรน แมนเนอริง จากมณฑลเคนต์ในอังกฤษ กำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ 4 ได้ราว 6 เดือน สัปดาห์ที่ 2 ของเดือน มี.ค. เธอเริ่มไอต่อเนื่องและมีไข้ แต่โรงพยาบาลยังมีทีท่าไม่อยากรับเธอเข้ารักษา
แต่เมื่อถึงวันที่ 11 หลังจากเริ่มมีอาการ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

"ฉันโทรไป 999 (เบอร์ฉุกเฉินของสหราชอาณาจักร) เสียงหายใจฉันแย่มากจนรถพยาบาลมาถึงในอีกไม่กี่นาที แล้วพวกเขาก็ใส่หน้ากากให้ออกซิเจนฉันทันที"
แพทย์ตรวจพบว่าเธอติดเชื้อไวรัสโคโรนา มีอาการปอดบวมทั้งสองข้าง และเธอต้องกักตัวอยู่ในห้องพักคนเดียวหนึ่งสัปดาห์ ระหว่างนี้ ไม่สามารถมีใครมาเยี่ยมเธอได้ เธอบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่เหงาและเปล่าเปลี่ยว ต้องอยู่บนเตียงเฉย ๆ 2-3 วัน ไปเข้าห้องน้ำไม่ได้ ใช้วิธีขยับตัวเวลาคนเปลี่ยนผ้าปูที่นอน
"ตอนฉันหายใจไม่ออกและกดกริ่งขอความช่วยเหลือ พยาบาลต้องใส่ชุดป้องกันตัวก่อนจะเข้ามาช่วยฉันได้ ฉันต้องโทรหาครอบครัวตลอดเพื่อช่วยให้ใจเย็นขึ้น ฉันกลัวตายมากและครอบครัวก็บอกว่าถึงขั้นทำใจไว้แล้ว"
"ฉันต้องต่อสู้เพื่อลมหายใจแต่ละครั้ง สู้เพื่อชีวิตตัวเองและของลูกฉัน"
แคเรนบอกว่าจะไม่มีวันลืมสายลมเย็นสดชื่นในวันที่สามีขับรถพาเธอกลับบ้าน
"สายลมทำให้ฉันรู้สึกเยี่ยมยอดไปเลย จู่ ๆ ฉันก็เห็นคุณค่าของสิ่งที่เล็กน้อยที่สุด"
ตอนนี้ แคเรนยังกักตัวอยู่ในห้องแยกกับครอบครัวอยู่ เธอดีขึ้นแล้วแต่ก็ยังไอแห้ง ๆ ซึ่งอาจจะเป็นไปอีกหลายเดือน
เธอเชื่อว่าไปติดไวรัสโคโรนามาจากร้านทำผม แต่ก็ไม่มีทางแน่ใจได้ และก็ไม่รู้ว่าครอบครัวเธอไม่ติดไวรัสจากเธอได้อย่างไร
"ฉันแค่อยากให้ใครก็ได้มาช่วยฉันที"
หลังจากผ่าตัดเอาไตออกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว และก็มีปัญหาเรื้อรังเรื่อยมา เจสซี คลาร์ก จากเมืองเชฟฟิลด์ในอังกฤษ รู้ว่าเธอต้องแย่แน่หากติดไวรัสโคโรนาขึ้นมา และเมื่อหญิงอังกฤษวัย 26 ปี ผู้นี้เริ่มไอและหายใจไม่ทัน ไม่กี่วันเธอก็แทบเดินไม่ไหว

สองวันหลังจากนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ประกาศให้ประชาชนกักตัวอยู่ในบ้าน ทอม คู่หมั้นของเธอก็ขับรถพาเธอไปโรงพยาบาล
"ฉันกลัวที่ต้องอยู่คนเดียว รู้สึกแย่มาก ฉันแค่อยากให้ใครก็ได้มาช่วยฉันที"
แม้ว่ายังไม่ได้รับการตรวจโควิด-19 เพราะไม่สามารถให้การตรวจกับทุกคนได้ แต่หมอก็บอกว่าเจสซีเป็นแน่ ๆ เมื่อดูจากอาการ
"เขาบอกว่าอาการเจ็บที่ฉันรู้สึกมาจากปอดอักเสบ และฉันต้องกักตัวเองและกินยาแก้ปวดต่อไป ...ฉันไม่เคยมีปัญหาเรื่องการหายใจมาก่อน มันน่ากลัวมากที่คุณไม่รู้เลยว่าจะหยุดหายใจ หรือว่าสิ่งที่คุณกำลังรู้สึกอยู่เป็นเรื่องปกติสำหรับไวรัส"

เธออยู่ในโรงพยาบาลอยู่ 6 ชั่วโมง ขณะที่คู่หมั้นเธอรออยู่ที่ที่จอดรถโดยไม่รู้อะไรเลย อาชีพเขาเป็นหนึ่งในสายงานสำคัญที่ต้องไปทำงานแม้จะมีมาตรการปิดเมือง เขาจึงไม่แน่ใจว่าเป็นคนเอาเชื้อมาให้แฟนหรือเปล่า
5 วันให้หลัง เจสซียังแทบจะเดินไม่ได้ และนอนวันละ 18 ชั่วโมง แม้ว่าจะยังไออยู่แต่ก็หายใจได้ดีขึ้น
"คนหนุ่มสาวบางคนคิดว่าไม่มีอะไรมาทำพวกเขาได้ แต่ส่วนใหญ่ก็เริ่มระมัดระวังจริงจังขึ้นแล้ว มีข้อมูลเยอะแยะที่บอกว่าไวรัสไม่มีผลต่อคนวัยฉัน แต่เห็นเลยว่ามันมีผลแน่ ๆ"
"ผมคิดว่าเวลาหมดแล้ว แต่ก็ยังอยากมีชีวิตต่อ"

สจ๊วต บอยล์ ค่อนข้างแน่ใจว่าเขาติดไวรัสโคโรนาจากการพบปะกับกลุ่มนักร้องประสานเสียงเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน
แม้ว่าพวกเขาจะเว้นระยะห่างกันแต่อีกไม่กี่วันหลายคนก็เริ่มมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัด
ในช่วง 10 วันถัดมา สจ๊วต อาการแย่ลงเรื่อย ๆ เขาเริ่มขึ้นบันไดไม่ไหว และจากนั้นก็เคลื่อนตัวไม่ได้เลย
"ไวรัสมันถล่มปอดผม และผมก็โต้กลับไม่ไหว"
จากนั้นครอบครัวเขาก็โทรหาสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) และเขาก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล
"เหมือนอยู่ในหนังเลย เขาพาผมไปในหน่วยฉุกเฉินซึ่งมีการตรวจหาเชื้อคนมากมาย เขาเพิ่มออกซิเจนให้ผมเพราะคิดว่าผมติดเชื้อไวรัสโคโรนา มีช่วงสองสามชั่วโมงที่ผมรู้สึกว่าใกล้ตายมาก ๆ แล้ว ผมคิดว่าเวลาหมดแล้ว แต่ก็ยังอยากมีชีวิตต่อ"
สจ๊วต บอกว่าเขารู้สึกได้ว่าปอดกำลังต่อสู้ ใช้กำลังทั้งหมดที่เขามี และออกซิเจนที่ได้มาเพิ่มก็ช่วยให้เขามีกำลังผลักโรคออกไปจนได้
"เจ้าหน้าที่ที่สำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติยอดเยี่ยมไปเลย แต่พวกเขาช่วยคุณได้แค่สู้กับไวรัส ไม่มีวัคซีนหรือยาวิเศษจะสามารถมาช่วยคุณได้ คุณต้องสู้ด้วย"
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เขาออกจากโรงพยาบาลแล้วและกำลังกักตัวอยู่บ้าน เขาพยายามดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อช่วยให้ปอดและคอกลับมาหายดีอีกครั้ง
นอกจากนี้ เพื่อนนักร้องประสานเสียงก็ให้กำลังใจด้วยการร้องเพลงพิเศษผ่านแอปพลิเคชันซูม (Zoom) มาด้วย
"เพลงนี้เกี่ยวกับการดูแลและกอดผมไว้ มันน่าทึ่งมาก ยังอีกนานกว่าผมจะกลับมาร้องเพลงได้ ตอนนี้ทำได้แค่ร้องเสียงแหบ ๆ ไปก่อน"











