กองทัพอังกฤษ รักษากำลังพลไว้ได้ไม่นาน เหตุ “งานน่าเบื่อ เงินเดือนแย่”

เดินทางรอบโลก ผูกมิตรใหม่ เสริมสร้างความมั่นใจ คือ แรงจูงใจที่เหล่าทัพของสหราชอาณา จักรใช้การโฆษณาชักชวนเยาวชนมารับราชการทหาร แต่หลายคนที่สมัครมา ผ่านการอบรมทำงานไปไม่กี่ปี แล้วก็ลาออกไปด้วยความผิดหวัง

"เมื่อไม่มีสงคราม มันก็แค่งานน่าเบื่องานหนึ่ง" ไรอัน เจนกินส์ หนุ่มวัย 28 ตัดพ้อ หลังเขาลาออกจากกองทัพเมื่อปี 2018 และเสริมว่า "สิ่งที่ต้องทำ ก็แค่ตื่นนอนตอนเช้า กับ เดินเก็บขยะรอบค่าย"

ในปัจจุบัน สามเหล่าทัพของสหราชอาณาจักรกำลังประสบปัญหาขาดแคลนกำลังพล หลายปีที่ผ่านมา กองทัพได้เปิดตัว โฆษณาทุกเดือนมกราคม กระตุ้นให้พลเมืองสมัครเข้าเป็นทหาร ซึ่งกองทัพบอกว่าประสบผลสำเร็จ

ในปี 2019 มีผู้สมัครราว 90,000 คน อย่างไรก็ตาม กองทัพก็ยังคงขาดแคลนทหารกว่า 8,000 นาย และมีผู้สมัครเพียง 10% เท่านั้น ที่ผ่านการอบรมพื้นฐาน

โจนาธาน บีล ผู้สื่อข่าวกลาโหมของบีบีซี ชี้ว่า ปัญหาของกองทัพในปัจจุบัน คือ การรักษาทหารใหม่ให้อยู่กับกองทัพได้นาน กระทรวงกลาโหมแถลงเมื่อ ส.ค. ปีที่แล้วว่า จำนวนกำลังพลของกองทัพบก กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ-นาวิกโยธิน ลดลงมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 9

"ผมตัดสินใจลาออก เพราะเงินเดือนแย่มาก" ไรอัน บอกกับรายการวิทยุ นิวส์บีท ทางช่อง เรดิโอ วัน ของบีบีซี

"ในปีสุดท้าย ผมต้องใช้ชีวิตกว่า 11 เดือน ห่างจากครอบครัวของผม ห้องพักก็แย่มาก โดยเฉพาะอาหาร มันคืออาหารที่แย่ที่สุดในชีวิตที่ผมเคยกินมา"

ไรอัน ตัดสินใจเข้ารับราชการทหารเมื่อเขาอายุ 19 แต่เมื่อเวลาผ่านไป 7 ปี เขาก็ตัดสินใจลาออก

"ผมไม่คิดว่ากองทัพจะได้รับความสนใจจากเด็กรุ่นใหม่อีกแล้ว เพราะไม่มีใครอยากถูกตะคอกใส่ระหว่างฝึก 6 เดือน เพื่อรายได้ต่อปี 13,000 ปอนด์" ในขณะที่ค่าจ้างขั้นต่ำต่อปีอยู่ที่ 17,000 ปอนด์

นี่คือปัญหาร่วมของทุกเหล่าทัพในสหราชอาณาจักร สถิติของปี 2018 พบว่า มีกำลังพลรวมลาออก 14,880 นาย เทียบกับ 13,520 นายที่เข้าใหม่ ผลสำรวจของกระทรวงกลาโหมพบว่า กำลังพลไม่ถึงครึ่ง (เพียง 46%) รู้สึกพึงพอใจกับชีวิตในกองทัพ

เรื่องราวทำนอนเดียวกันนี้ เกิดขึ้นกับกองทัพอากาศเช่นกัน ริชาร์ด สมิธ เคยตั้งใจไว้ว่า เขาจะรับราชการเป็นเวลา 12 ปีเต็ม แต่เขาก็ตัดสินใจลาออก หลังจากผ่านไปเพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น

"ลองนึกถึงว่า คุณนั่งเรื่อยเปื่อยอยู่โรงอาหาร ดูรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับปัญหาครอบครัว และดื่มชาไปกว่า 30 แก้ว คุณเบื่อหน่ายกับชีวิตมาก" เขาเล่า

"เมื่อมันน่าเบื่อ หลายคนจึงเริ่มคิดว่า การลาออกไปทำอาชีพอื่นอาจจะเป็นคำตอบที่ดีกว่า"

เมื่อกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว กรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยผลการศึกษาที่ระบุว่ากระทรวงกลาโหมขาดเงินอย่างน้อย 7 พันล้านปอนด์ในแผนจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ 10 ปีให้สามเหล่าทัพ

ริชาร์ด ชี้ว่า ปัญหากองทัพขาดแคลนงบประมาณเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจลาออก

"เมื่อคุณแจ้งปัญหาห้องน้ำรั่ว เครื่องซักผ้าพัง พวกเขาก็แค่รับรู้และจดมันลงไป บางครั้งเราก็ได้แต่รอหลายสัปดาห์ จนกว่าพวกเขาจะมาแก้ปัญหาให้คุณ"

อย่างไรก็ตาม ริชาร์ด ระบุว่า การรับราชการทหารก็มอบ "ประสบการณ์ที่ดี" ในการท่องเที่ยวและกีฬา ระหว่างที่เขาปฏิบัติหน้าที่ ในกองทัพอากาศอยู่นั้น เขาได้โอกาสเดินทางไปแคนาดาเพื่อปั่นจักรยานเสือภูเขา และโต้คลื่นที่คอร์นวอลล์ (พื้นที่ชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของสหราชอาณาจักร)

เขาเล่าว่า ในบางครั้ง สิ่งที่ได้รับจากการทำงานหนักให้สำเร็จ มีเพียงแค่คำว่า "ขอบคุณ นายเก่งมาก"

"ผมรู้ว่า สิ่งที่ผมพูดมันอาจจะดูเหมือนไม่สำคัญ แต่สำหรับคนที่ผ่านการทำงานหนักมา คำชมเชยที่จริงใจมากกว่านี้ มันมีค่ามหาศาล"

ตอนนี้ ริชาร์ด กลายเป็นเกษตรกรแล้ว และเชื่อว่า หากกองทัพรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ กองทัพอาจจะสามารถรั้งทหารให้อยู่กับเหล่าทัพได้นานขึ้น

เช่นเดียวกับ ไรอัน ซึ่งหันมาใช้ชีวิตพลเรือน และประกอบอาชีพวิศวกรโทรคมนาคมแทน เขาคิดเห็นว่า กองทัพสามารถลงมือเปลี่ยนแปลงในเรื่องเล็กน้อยได้ เพื่อดึงดูดให้คนเข้ารับสมัครกองทัพต่อไป

"คุณต้องสร้างแรงจูงใจให้พวกเขา อย่างน้อยก็การเลื่อนขั้นหรือการเพิ่มเงินเดือน นอกจากนี้ ปัญหาเหล่านี้ อาจจะยิ่งสร้างบรรยากาศที่ก่อให้เกิดทัศนคติที่ย่ำแย่ในกองทัพ และเมื่อคุณเริ่มรู้สึกไม่เหมือนกับคนอื่น ชีวิตคุณก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น"

โฆษกของกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า การรับราชการทหารนั้น "เต็มไปด้วยงานน่าที่ตื่นเต้นและหลากหลาย พร้อมโอกาสที่หาไม่ได้จากที่ไหนอีก ในการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เช่น ความเป็นผู้นำ และ การทำงานเป็นทีม"

"พวกเราทำงานอย่างหนัก เพื่อทำให้กองทัพเป็นสถานที่ที่ทุกคนอยากทำงานด้วย ด้วยการริเริ่มระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น ปรับปรุงที่พักอาศัยให้ทันสมัย และรับประกันเงินเดือนสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007"