You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เทปดักฟังในสถานกงสุลซาอุฯ เผยวินาที จามาล คาชูจกิ นักข่าวซาอุฯ ถูกสังหาร
"คุณได้ยินเสียงพวกเขาหัวเราะ เป็นภารกิจที่เลือดเย็นมาก พวกเขารออยู่ที่นั้น รู้ว่าผู้ชายคนนี้จะเดินทางเข้ามา และเขาจะถูกสังหารและหั่นเป็นชิ้น ๆ"
นี่คือคำบอกเล่าของ บารอนเนส เฮเลนา เคนเนดี้ ทนายความชาวอังกฤษ เธอเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้ฟังเทปดักฟังโดยทางการตุรกีในสถานกงสุล ขณะนายจามาล คาชูจกิ นักข่าวซาอุฯ ผู้วิจารณ์รัฐบาลซาอุดีอาระเบียโดนสังหาร
"ความสะพรึงกลัวของการได้ยินเสียงคน ๆ หนึ่ง ความหวาดกลัวในเสียงคน ๆ นั้น คุณได้ฟังสด ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณสั่นไปทั้งตัว"
เคนเนดี้ ได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าร่วมทีมซึ่งนำโดยนางแอกเนส คาลามาร์ ผู้รายงานพิเศษเรื่องการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมของสหประชาชาติ หลังจากเกลี้ยกล่อมหน่วยข่าวกรองตุรกีอยู่หนึ่งสัปดาห์ พวกเขาทั้งสองก็ได้โอกาสเข้าไปฟังเทปนี้พร้อมกับล่ามภาษาอารบิกอีกหนึ่งคน ได้ฟังเทปยาว 45 นาที ซึ่งคัดมาจากการดักฟังทั้งหมด 2 วัน
"ชัดเจนว่าเจตนาของฝ่ายตุรกีคือต้องการจะช่วยฉันพิสูจน์ว่ามีการวางแผนและไตร่ตรอง [การสังหารนี้] ไว้ก่อน" คาลามาร์ บอกกับรายการพาโนรามาของบีบีซี
หลังจาก คาชูจกิ ไปสถานกงสุลวันแรก เทปดักฟังโดยหน่วยข่าวกรองตุรกีเผยให้ทราบว่า มีการโทรศัพท์ติดต่อกลับไปยังกรุงริยาดทันที
"สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการโทรศัพท์ครั้งนี้คือมีการอ้างถึงนายคาชูจกิในฐานะหนึ่งในกลุ่มบุคคลที่ทางการต้องการตัว" คาลามาร์ เล่า
เชื่อกันว่าการโทรศัพท์ในครั้งแรกนั้นเป็นการส่งสัญญาณไปบอก ซาอุด อัล-คาห์ตานี ผู้ช่วยคนสำคัญของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย
ซาอุด อัล-คาห์ตานี เคยถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องในการกักตัวและทรมานนักเคลื่อนไหวในซาอุดีอาระเบียมาแล้ว และนายคาชูจกิก็เคยเขียนกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการ "บัญชีหมายหัว" ของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน
ในวันที่ 28 ก.ย. มีบันทึกโทรศัพท์อย่างน้อย 4 ครั้งระหว่างสถานกงสุลกับทางการซาอุดีอาระเบีย ในจำนวนนี้มีบทสนทนาระหว่างกงสุลใหญ่ซาอุดีอาระเบียที่ตุรกีกับหัวหน้าหน่วยความมั่นคงของกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย
หัวหน้าหน่วยความมั่นคงผู้นี้ได้บอกกับกงสุลใหญ่ว่า ได้มีการวางแผนภารกิจลับสุดยอด ซึ่งเป็น "ภาระหน้าที่ของชาติ"
"ฉันมั่นใจเลยว่านี่เป็นภารกิจที่วางแผนมาอย่างจริงจังและรัดกุม และมาจากเบื้องบน" เคนเนดี้ กล่าว
บ่ายวันที่ 1 ต.ค. เจ้าหน้าที่หน่วยกรองซาอุดีอาระเบีย 3 คนบินมายังนครอิสตันบูล ทราบกันว่าสองคนในจำนวนนั้นทำงานให้กับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน
คาลามาร์ เชื่อว่าภารกิจนั้นเป็นการสำรวจดูลาดเลา
เมทิน แอร์ซุส อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองตุรกีและผู้เชี่ยวชาญด้านซาอุดีอาระเบีย บอกว่า ปฏิบัติการในลักษณะนี้จะต้องได้รับการอนุมัติไม่จากกษัตริย์หรือไม่ก็มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย
"เป็นเวลานานกว่าที่ คาชูจกิ จะตระหนักถึงอันตรายและหาวิธีป้องกันตัว และราคาที่เขาต้องจ่าย [สำหรับความผิดพลาดนั้น] ก็สูงลิ่ว"
เช้ามืดวันที่ 2 ต.ค. เครื่องบินส่วนตัวลำหนึ่งลงจอดที่สนามบินอิสตันบูล บนเครื่องมีชาวซาอุดีอาระเบีย 9 คน รวมถึงแพทย์นิติเวชชื่อ ซาลาห์ อัล-โตเบกี
คาลามาร์เชื่อว่าพวกเขาเหล่านี้คือทีมสังหารของซาอุดีอาระเบีย
"ภารกิจนี้ทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ… มีสองคนที่ถือหนังสือเดินทางทูต"
จากการฟังเทปดักฟัง เคนเนดี้ เชื่อว่าชายที่ชื่อ มาเฮด มูเตร็บ เป็นหัวหน้าหน่วยสังหารนี้
ที่ผ่านมา บ่อยครั้งที่คนเห็น มูเตร็บ เดินทางไปกับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แต่จะวางตัวเงียบ ๆ อยู่เบื้องหลัง
เคนเนดี้ เล่าว่า บทสนทนาระหว่างกงสุลใหญ่และมูเตร็บ มีการพูดถึงข้อมูลว่า คาชูจกิ จะเดินทางเข้ามาวันอังคาร
เช้าวันที่ 2 ต.ค. ขณะที่ คาชูจกิ และ ฮาทีเจอ เจนกิซ คู่หมั้นของเขา กำลังเดินทางไปสถานกงสุล บทสนทนาที่น่าสะพรึงกลัวระหว่าง มูเตร็บ และ ซาลาห์ อัล-โตเบกี ก็กำลังเกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กัน
เคนเนดี้ เล่าว่า ดร. อัล-โตเบกี เล่าให้ มูเตร็บ ฟังว่า "ผมชอบเปิดเพลงเวลาผ่าศพ บางครั้งผมก็ดื่มกาแฟและก็มีซิการ์วางไว้ใกล้ ๆ ...เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมต้องหั่นชิ้นส่วนบนพื้น แม้กระทั่งถ้าคุณขายเนื้อ คุณก็ต้องจับสัตว์แขวนไว้"
เคนเนดี้ เล่าอีกว่า พวกเขาสองคนพูดกันว่า "สัตว์บูชายัญมาถึงหรือยัง ?"
และแล้วเวลาแห่งการสังหารก็มาถึง
"มันมาถึงจุดหนึ่งที่คุณได้ยินคาชูจกิเปลี่ยนจากผู้ชายที่มีความมั่นใจในตัวเอง กลายเป็นเผชิญหน้ากับความกลัว ความวิตกกังวลและความหวาดกลัวที่เพิ่มระดับขึ้น และก็เริ่มตระหนักว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น" เคนเนดี้ เล่า
เธอได้ยิน คาชูจกิ ถามขึ้นสองครั้งด้วยกันว่าเขากำลังถูกลักพาตัวใช่ไหม และเขาก็พูดว่า "เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในสถานทูตได้ยังไง"
คาลามาร์ เล่าต่อว่า เสียงที่ได้ยินหลังจากจุดนั้นเป็นสัญญาณบอกว่าเขาขาดอากาศหายใจ เขา "อาจจะถูกใช้ถุงพลาสติกคลุมหัว"
จากนั้น เคนเนดี้ เชื่อว่า เป็นหน้าที่ของแพทย์นิติเวชที่มารับช่วงต่อ
"คุณได้ยินเสียงที่พูดว่า "ปล่อยให้เขาหั่นไป" ...และจากนั้นก็มีคนตะโกนขึ้นว่า 'มันจบแล้ว เอามันออก เอามันออก เอานี่ไปสวมหัวเขาไว้'..."
เคนเนดี้ บอกว่าเธอตั้งสมมติฐานได้อย่างเดียวว่าในจุดนั้นพวกเขาได้ตัดหัวนายคาชูจกิออก
ฮาทีเจอ เจนกิซ คู่หมั้นคาชูจกิ บอกกับบีบีซีว่า ขณะที่การสังหารเกิดขึ้น "ฉันกำลังฝันถึงอนาคต เช่นว่างานแต่งงานเราจะเป็นยังไง เราวางแผนจะมีพิธีแต่งงานเล็ก ๆ"
ช่วงสามโมงเย็นของวันเกิดเหตุ กล้องวงจรปิดแสดงภาพรถสถานกงสุลขับออกจากสถานกุงสลไปที่บ้านพักของกงสุลใหญ่ซาอุดีอาระเบียซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 2 ซอย
หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็น คาชูจกิ อีกเลย
ตลอดช่วงเวลานี้ ฮาทีเจอ เจนกิซ ก็ยังรออยู่หน้าสถานกงสุล
"ฉันรอ รอ แล้วก็รอ จนเลยสามโมงครึ่งแล้ว ฉันก็นึกได้ว่าสถานกุงสุลปิดสามโมงครึ่ง ฉันวิ่งเข้าไปถามว่าทำไมเขายังไม่ออกมาอีก ยามหน้าสถานกงสุลบอกว่าเขาไม่รู้เรื่องว่าฉันกำลังพูดเรื่องอะไร"
ขอรับผิดชอบ
เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียทรงปฏิเสธไม่ได้ออกคำสั่งให้สังหารคาชูจกิ แต่ก็ขอรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้นในฐานะผู้นำประเทศ
เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ออกคำสั่งให้สังหารนายคาชูจกิ เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ปีที่แล้วในสถานกงสุลซาอุดิอาระเบียในตุรกี พระองค์ทรงให้สัมภาษณ์กับช่อง CBS News ของสหรัฐฯ ว่า พระองค์ไม่ได้อยู่เบื้องหลัง "อาชญากรรมอันเลวร้าย" นี้ แต่ "ขอรับผิดชอบไว้ทั้งหมดในฐานะผู้นำของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการสังหารนี้ทำโดยบุคคลที่ทำงานให้กับรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย"
พระองค์ทรงปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ออกคำสั่งและก็ไม่รู้เรื่องตอนที่เหตุเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ทางการซาอุฯ ได้ออกมากล่าวโทษว่าการสังหารนี้เป็น "ปฏิบัติการเถื่อน" และมีเจ้าหน้าที่ซาอุฯ 11 คนถูกพิจารณาคดี
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ หรือซีไอเอ ซึ่งได้รับเชิญจากทางการตุรกีให้เข้าฟังเทปที่ดักฟังขณะเกิดเหตุในสถานกงสุล ระบุว่า ข้อสรุปที่ได้คือ "เป็นเรื่องแน่นอนระดับกลางถึงสูง" ว่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงอยู่เบื้องหลังการสังหารนี้
รายงานของคาลามาร์ที่เขียนให้กับคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ข้อสรุปอย่างแน่ชัดว่า "ภายใต้กฎหมายนานาชาติ ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าอาชญากรรมนี้สามารถถูกจัดประเภทให้เป็นอย่างอื่นไปนอกเสียจากการสังหารโดยรัฐ"
ก่อนจะจบการสัมภาษณ์กับ ฮาทีเจอ เจนกิซ เธอบอกว่า การเสียชีวิตของ คาชูจกิ มีนัยสำคัญแค่ไหน
"มันไม่ใช่แค่โศกนาฏกรรมสำหรับฉัน แต่สำหรับทั้งมนุษยชาติ สำหรับทุกคนที่คิดเหมือนจามาล และยืนหยัดแบบเขา"