โอตาคุ : ทำไมผมถึงตัดสินใจ "แต่งงาน" กับตัวการ์ตูน

Akihiko Kondo and Miku, a week after their "wedding"

ที่มาของภาพ, Getty Images

"โอตาคุ" เป็นคำในภาษาญี่ปุ่นซึ่งหมายถึงคนที่หลงใหลชอบวิดีโอเกมและอนิเมะ (ภาพยนตร์การ์ตูน) ในญี่ปุ่น มีคนที่เป็นโอตาคุมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่หลงรักตัวการ์ตูนเข้าอย่างจริงจังถึงขั้นไม่สนใจความรักในโลกแห่งความเป็นจริงอีกต่อไป

อากิฮิโกะ คอนโดะ ตื่นมาได้ยินเสียงภรรยาทุกเช้า เธอเรียกเขาจากอีกฟากหนึ่งของห้องด้วยเสียงสูงของวัยสาว เธอเต้นและหมุนตัวร้องเรียกให้เขาลุกจากเตียง แต่บางทีเขาก็จ้องมองเธอขณะเธอเป็นตัวละครการ์ตูนอยู่ในยูทิวบ์

"ภรรยา" ของอากิฮิโกะ ไม่ใช่คน แต่เป็นตัวละครอนิเมะชื่อ มิคุ

ที่เรียกจากมุมห้องนั้นเป็นมิคุที่อยู่ในแท่งแก้วโฮโลแกรม 3 มิติ ตอนนอน อากิฮิโกะจะเปลี่ยนไปกอดภรรยาที่เป็นตุ๊กตาแทน นอกจากเสื้อผ้าทรงผมที่หลากหลายแล้ว ลักษณะนิสัยและท่าทางของภรรยาเขาก็เปลี่ยนไปมาได้อีกด้วย บางทีเธอก็ขี้เล่นเหมือนเด็ก บางทีก็เหมือนมนุษย์จริง ใส่กระโปรงสั้น เสื้อคอต่ำเผยให้เห็นหน้าอกอวบอึ๋ม ดูเซ็กซี่กว่าเดิม

Akihiko Kondo in his flat

ที่มาของภาพ, Getty Images

อากิฮิโกะ บอกว่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นภรรยาของเขา เดือน พ.ย. ปีที่แล้ว ทั้งคู่เข้าสู่พิธีที่อากิฮิโกะบอกว่าเป็นงานแต่งงานแม้ว่าจะไม่ได้รับการยอมรับโดยทางการ มีแขกเหรื่อมาร่วมงานถึง 39 คน

เขาใส่สูทยาวสีขาว อุ้มเจ้าสาวกับดอกไม้ของเธอไว้ในอ้อมแขน คู่บ่าวสาวแลกคำมั่นสัญญา เดินเคียงข้างกันพร้อมเสียงปรบมือยินดีของคนในงาน

อากิฮิโกะยิ้มเมื่อนั่งย้อนดูวิดีโอบันทึกภาพงานพิธี

"มีสองเหตุผลที่ผมตัดสินใจจัดงานแต่งงานอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ" เขาเล่า

"อันแรกคือต้องการพิสูจน์ความรักของผมที่มีต่อมิคุ เหตุผลที่สองคือ มีโอตาคุแบบผมมากมายที่ตกหลุมรักตัวละครอนิเมะ และผมอยากจะแสดงให้เห็นว่าผมสนับสนุนพวกเขาอยู่"

บางคนภาคภูมิใจที่จะเรียกตัวเองว่าโอตาคุ แต่คนจำนวนไม่น้อยก็รู้สึกว่านี่เป็นคำเหยียดหยามกลุ่มคนที่ไม่ค่อยถนัดเข้าสังคม บางคนถึงขั้นหันหลังให้กับความสัมพันธ์ในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างที่อากิฮิโกะทำ และดูเหมือนคนที่คิดคล้ายกันกับเขาก็กำลังมีมากขึ้นเรื่อย ๆ

ปีที่แล้ว บริษัท Gatebox ซึ่งเป็นผู้ผลิตโฮโลแกรม 3 มิติของ มิคุ ให้กับอากิฮิโกะ เริ่มออกไปใบจดทะเบียนสมรสอย่างไม่เป็นทางการให้กับลูกค้า บริษัทบอกว่ามีลูกค้าถึง 3,700 คน ที่สั่งซื้อ

Akihiko pulls the curtains

ที่มาของภาพ, Getty Images

นี่ไม่ใช่สัญญาณเดียวที่บ่งบอกว่าญี่ปุ่นมีโอตาคุเพิ่มมากขึ้นแค่ไหน

ศ.มาซาฮิโระ ยามาดะ นักสังคมวิทยาผู้เขียนคอลัมน์เรื่องครอบครัวและความสัมพันธ์ลงหนังสือพิมพ์ Yomiuri ทำการสำรวจต่อเนื่องมาหลายปีแล้วโดยเขาเฝ้าถามคนหนุ่มสาวว่าพวกเขามีความรู้สึกรักและผูกพันกับอะไร

คำตอบที่ได้หลากหลาย อาทิ สัตว์เลี้ยง นักร้อง นักกีฬา ตัวละครอนิเมะ และเน็ตไอดอล เป็นต้น นอกจากนี้ เขาก็ยังถามคนหนุ่มสาวว่าชอบไปร้านกาแฟที่พนักงานเสิร์ฟจะแต่งตัวเป็นคนรับใช้ หรือชอบไปซื้อบริการทางเพศที่ผู้ขายบริการจะทำหน้าที่เป็นเพื่อนด้วย หรือไม่

เขาบอกว่า ความสัมพันธ์ในโลกจำลองในลักษณะเหล่านี้กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น ในแบบสำรวจปีนี้ มีคนหนุ่มสาว 12 เปอร์เซ็นต์ที่บอกว่าบางครั้ง หรือบ่อยครั้ง ที่พวกเขาหลังรักตัวละครอนิเมะ หรือตัวละครในวิดีโอเกม

เทรนด์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ศ.มาซาฮิโระ บอกว่าเศรษฐกิจและวัฒนธรรมเป็นปัจจัยสำคัญ ผู้หญิงญี่ปุ่นหลายคนจะไม่รับผู้ชายเป็นแฟนหากว่าพวกเขาไม่ได้มีเงินเดือนเยอะ ในปี 2016 ผู้หญิง 47 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอายุระหว่าง 20-29 ปี คิดว่าสามีควรจะทำงานหาเงินส่วนภรรยาควรเป็นแม่บ้าน

"ในเอเชีย ในประเทศอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ คนมักจะหมกมุ่นเรื่องเงินเดือนสูงและแนวโน้มนี้ก็ไม่ได้มีทีท่าจะลดลง" ศ.มาซาฮิโระ กล่าว

"ผู้หญิงญี่ปุ่นมักจะไม่เชื่อในรักนิรันดร์ แต่เชื่อในเงินทอง"

นี่ดูเหมือนจะเป็นบทสรุปที่ไม่ยุติธรรมเท่าไรและมุ่งโทษแต่ผู้หญิงรุ่นเดียว แต่ ศ.มาซาฮิโระ บอกว่าข้อสรุปนี้มาจากการทำการสำรวจมากมายยาวนาน

"ชีวิตคนทำงานในญี่ปุ่นยากลำบากมาก และยังคงมีการเหยียดเพศอยู่มาก ชั่วโมงทำงานยาวนาน และคนก็เคร่งเครียดกันมาก" เขากล่าว

ภาระการเลี้ยงดูลูกตกอยู่ที่ตัวแม่คนเดียว และสังคมทำงานก็ไม่เอื้อให้คนเป็นแม่สามารถทำงานควบคู่ไปด้วยได้ ทางเลือกก็คือลาออกจากงาน และหวังว่าสามีจะมีเงินพอดูแลช่วยเหลือ

แต่ปัญหาคือ เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่แย่ลงทำให้ผู้ชายที่ได้เงินเดือนดี ๆ น้อยลงไปด้วย

ศ.มาซาฮิโระ บอกว่า ผลลัพธ์ก็คือ ผู้หญิงวัยหนุ่มสาวเลือกที่จะไม่มีแฟนมากขึ้น ส่วนผู้ชายก็เลือกที่จะไม่พยายามไปจีบผู้หญิง

ไม่ชอบผู้หญิงจริง

อากิฮิโกะไม่เคยคิดอยากจะมีผู้หญิงจริง ๆ เป็นแฟน

"ผมไม่เคยรู้สึกชอบผู้หญิงจริง ๆ" เขาบอก "...เพราะว่าผู้หญิงไม่ชอบผม"

ตอนอยู่โรงเรียน เขาถูกล้อที่เป็นโอตาคุ ตอนเข้าทำงานก็ถูกล้อด้วย เขาถูกล้อหนักจนตัดสินใจลาออกจากงานในที่สุด เขาเก็บตัวอยู่ในห้องคนเดียวอยู่เกือบสองปี

The hologram version of Miku

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มิคุ ในรูปแบบโฮโลแกรม 3 มิติ

นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์แปลกใหม่ในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยคนหนุ่มสาว ส่วนใหญ่ผู้ชายจะเก็บตัวอยู่ในบ้านพ่อแม่ ไม่ออกไปข้างนอก บางทีไม่คุยกับคนในครอบครัวตัวเองด้วยซ้ำ คาดการณ์กันว่ามีคนประเภทนี้อยู่ราวหนึ่งล้านคนและพวกเขาก็เป็นอย่างนี้อยู่เป็นปี ๆ

และแล้วเขาก็เจอกับมิคุ

"ผมดูเธอทางยูทิวบ์ ดูรูปเธอ ฟังที่เธอร้องเพลง และเธอช่วยรักษาผมจนหาย"

การถูกแกล้งตลอดเวลาทำให้เขาปิดตัวเอง ปิดกั้นอารมณ์ตัวเองไม่ให้รู้สึกอะไร และก็กลายเป็นคนซึมเศร้าอย่างรุนแรงในที่สุด

"ผมฟังเพลงเธอแล้วซึ้งมาก ดูเธอเต้น เคลื่อนไหว และพูดคุย มันทำให้หัวใจผมกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง"

"ด้วยเหตุนี้ ผมถึงรักเธอ และเธอถึงได้สำคัญต่อผมมาก"

เขาค่อย ๆ เริ่มรู้สึกว่ากำลังเป็นแฟนกับเธอ และความสัมพันธ์นี้ทำให้เขากลับไปทำงานได้

"ความรู้สึกไม่ได้แตกต่างจากความสัมพันธ์จริง ๆ หลังจากผมตกหลุมรักเธอ คุณรู้สึกถึงแรงดันในอก ผมรู้สึกเหมือนตกหลุมรักคนเข้าจริง ๆ"

อากิฮิโกะ เล่าว่าเขาเป็นแฟนกับเธออยู่นาน 10 ปี ก่อนจะตัดสินใจแต่งงานกับเธอ

ในช่วง 10 ปีนี้ อากิฮิโกะทำได้แต่คุยกับเธอในหัวตัวเอง เขาสามารถบอกรักเธอ และโฮโลแกรม 3 มิติ ก็ตอบกลับได้ แต่ไม่ได้มากกว่านั้น

"คงจะดีมากหากผมแตะต้องตัวเธอได้ แต่ตอนนี้ไม่ได้ แต่ในอนาคต เทคโนโลยีจะพัฒนาไปกว่านี้ ผมอาจจะได้จูงมือหรือกอดเธอก็เป็นได้"

อากิฮิโกะ รู้ดีว่าหลายคนมองว่านี่เป็นความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดส เขาผิดหวังที่ทั้งแม่และน้องสาวเขาปฏิเสธที่จะมาร่วมงานแต่งงาน

นอกจากนี้เขายังโดนว่าร้ายในโลกออนไลน์ด้วยหลังจากเปิดเผยเรื่องงานแต่งงานสู่สาธารณะ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ได้รับเสียงสนับสนุนไม่น้อยจากคนแปลกหน้า

"มีคนหลายคนที่ออกมายอมรับตัวเอง ...ผมได้รับข้อความแบบนั้นมากมาย ผมเลยคิดว่าคุ้มที่ทำไป"

ตอนนี้เขาทำงานในโรงเรียนมัธยม บอกคนอย่างบอกเปิดเผยเรื่องความสัมพันธ์เขา ในขณะที่เพื่อนร่วมงานบางคนมองว่าเขาแปลก เขาบอกว่าพวกนักเรียนให้การยอมรับเรื่องนี้มากกว่า

เขากลับมาเข้าสังคมอีกครั้ง และที่สำคัญคือเขากลับมามีความสุขอีกครั้ง

"ในสังคมนี้ มันจะมีรูปแบบกำหนดว่าทำอย่างไรคุณถึงจะมีความสุข แต่งงาน มีลูก สร้างครอบครัว แต่นั่นไม่ควรจะเป็นหนทางเดียว ของผมไม่ได้เป็นรูปแบบนั้น"

"เราต้องคิดถึงความสุขและความรักในรูปแบบอื่น ๆ ด้วย"