You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ตำรากายวิภาคศาสตร์นาซี คู่มือช่วยชีวิตที่ได้จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
นับเป็นเวลากว่าแปดสิบปีมาแล้วที่หนังสือชุด "แผนที่กายวิภาคศาสตร์มนุษย์ของเพิร์นคอปฟ์" (Perncopf Atlas of Human Anatomy) ซึ่งเขียนโดยเอดูอาร์ด เพิร์นคอปฟ์ นายแพทย์นาซีคนสำคัญ ได้ตีพิมพ์ออกเผยแพร่เป็นครั้งแรก
หนังสือชุดนี้ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่าบันทึกความรู้เรื่องอวัยวะต่าง ๆ ได้ละเอียดลออยิ่งกว่าตำราเล่มใด โดยมีการจัดทำเป็นภาพประกอบที่มีรายละเอียดชัดเจนอย่างเหลือเชื่อ ตั้งแต่ชั้นผิวหนังไปจนถึงกล้ามเนื้อแต่ละมัด เส้นเอ็นและเส้นประสาทแต่ละเส้น รวมทั้งกระดูกและอวัยวะทุกชิ้น
แต่อย่างไรก็ตาม แพทย์ยุคใหม่จำนวนไม่น้อยรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่จะใช้งานตำราเล่มนี้อย่างเปิดเผย เพราะที่มาของความรู้ทางการแพทย์ขั้นสูงดังกล่าว ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของผู้คนจำนวนมหาศาลที่ล้มตายจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอดีต
ตำราที่แปดเปื้อนมลทิน
ปัจจุบันหนังสือชุดดังกล่าวซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 4 เล่ม ไม่มีการตีพิมพ์ซ้ำอีกต่อไปแล้ว ส่วนหนังสือเก่ามือสองบางส่วนที่ถูกนำออกขายทางออนไลน์นั้น อาจมีราคาสูงถึงหลายพันดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่าแสนบาท ห้องสมุดหลายแห่งในยุโรปเก็บหนังสือชุดนี้ไว้เพื่อการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้ใช้ในการเรียนการสอนหลักสูตรแพทยศาสตร์โดยทั่วไป
สาเหตุที่ตำรากายวิภาคศาสตร์ของ นพ.เพิร์นคอปฟ์มีสถานะคล้ายหนังสือต้องห้ามเช่นนี้ ก็เพราะมีความเกี่ยวข้องกับอดีตอันโหดร้ายในยุคที่นาซีเรืองอำนาจ ตัวของ นพ.เพิร์นคอปฟ์เองเป็นผู้สนับสนุนฮิตเลอร์ตัวยง และเพื่อนร่วมงานของเขายังบอกว่าเขายึดมั่นศรัทธาในแนวคิดแบบชาติสังคมนิยม (national socialism) ของนาซี และสวมเครื่องแบบนาซีไปทำงานทุกวันตั้งแต่ปี 1938 เป็นต้นมา
นพ.เพิร์นคอปฟ์ได้รับการสนับสนุนจากนาซีในหลายด้าน เช่นเลื่อนขั้นให้ขึ้นดำรงตำแหน่งคณบดีคณะแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเวียนนาของออสเตรีย โดยหลังจากที่ได้เข้ารับตำแหน่งแล้ว เขาสั่งปลดอาจารย์เชื้อสายยิวภายในคณะออกทันที ซึ่งรวมถึงเจ้าของรางวัลโนเบลเชื้อสายยิว 3 รายด้วย
การจัดทำตำรากายวิภาคศาสตร์มนุษย์ที่มีความละเอียดสูงสุด ถือเป็นโครงการระยะยาวของ นพ.เพิร์นคอปฟ์ที่กินเวลานานถึง 20 ปี โดยในปี 1939 เขาได้รับความช่วยเหลือจากนาซีอีกครั้ง หลังจากที่รัฐบาลของ "อาณาจักรที่สาม" (Drittes Reich) ได้ออกกฎหมายใหม่ให้ส่งร่างนักโทษที่ถูกประหารทั้งหมดไปยังสถาบันกายวิภาคศาสตร์ที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อใช้ประโยชน์ในงานวิจัยและการสอนนักศึกษาแพทย์
ในช่วงเวลาดังกล่าว นพ.เพิร์นคอปฟ์และทีมงานต้องเร่งมือผ่าตัดและศึกษาอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของมนุษย์กันอย่างหนักถึงวันละ 18 ชั่วโมง โดยมีศิลปินผู้ทำหน้าที่วาดภาพประกอบจำนวนหนึ่งคอยสนับสนุนด้วย บางครั้งพวกเขามีงานล้นมือจนผ่าตัดศพนักโทษที่ส่งเข้ามาไม่ทัน ทำให้เรือนจำและค่ายกักกันของนาซีต้องชะลอการประหารนักโทษออกไปก่อน
แต่ว่านักโทษที่ถูกฆ่าและใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษากายวิภาคมนุษย์นี้คือใคร ? ดร. ซาบีเน ฮิลเดอบรันด์ท จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดของสหรัฐฯ บอกว่า ภาพประกอบอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของทั้งหมด 800 ภาพในหนังสือชุดนี้ มาจากการศึกษาร่างของ "นักโทษการเมือง" ซึ่งได้แก่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดแบบนาซี รวมทั้ง "เผ่าพันธุ์ที่ต้องถูกกำจัด" เช่นชาวยิว ชาวยิปซี ไปจนถึงกลุ่มเกย์และเลสเบียน
ตำรากายวิภาคศาสตร์ของ นพ.เพิร์นคอปฟ์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1937 โดยศิลปินที่วาดภาพประกอบบางคนลงลายเซ็นในภาพโดยมีเครื่องหมายสวัสดิกะแทรกอยู่ในชื่อ บางคนเขียนเครื่องหมายรูปสายฟ้าฟาดคู่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนอักษร SS หรือชื่อกองกำลังจัดตั้งของนาซีเอาไว้ด้วย
ความโหดร้ายที่ช่วยชีวิตมนุษย์
ตำรานี้ขายได้ถึงหลายพันชุดทั่วโลกและมีการแปลเป็นภาษาต่างประเทศอีก 5 ภาษา แต่ในหน้าคำนำของหนังสือไม่มีการกล่าวถึงที่มาอันโหดร้ายนองเลือดเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งวงการแพทย์เริ่มตั้งคำถามถึงเรื่องนี้กันในช่วงทศวรรษ 1990 ส่งผลให้ตำราถูกระงับการพิมพ์ซ้ำไปในปี 1994
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีผู้อ่านและใช้ตำรานี้อยู่อย่างลับ ๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มแพทย์จำนวนหนึ่งซึ่งต้องการช่วยชีวิตคนไข้ แต่ติดขัดในเรื่องความรู้กายวิภาคศาสตร์ที่หาอ่านและดูภาพตัวอย่างจากตำราเล่มอื่นไม่ได้
ผลการสำรวจกลุ่มประสาทศัลยแพทย์ในสหราชอาณาจักรพบว่า 59% รู้จักตำรากายวิภาคศาสตร์ของนพ.เพิร์นคอปฟ์ และมีผู้ใช้งานอยู่จริงราว 13% ในปัจจุบัน ส่วนประสาทศัลยแพทย์ในจำนวนนี้ 69% ไม่ต่อต้านการใช้ตำราดังกล่าวช่วยชีวิตคนไข้ หากได้รับทราบถึงที่มาทางประวัติศาสตร์ของมันเสียก่อน แต่อีก 15% รู้สึกตะขิดตะขวงใจที่จะต้องใช้ตำราซึ่งมีมลทินทางจริยธรรม ส่วนอีก 17% ยังไม่แน่ใจในเรื่องนี้
แพทย์หญิงซูซาน แม็กคินนอน ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทศัลยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตันของสหรัฐฯ เผยว่าเธอเป็นผู้หนึ่งที่ใช้ตำรากายวิภาคศาสตร์ของนพ.เพิร์นคอปฟ์ เพราะไม่มีตำราเล่มใดจะมีคุณภาพเทียบเทียมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่เธอต้องค้นหาเส้นประสาทย่อย ๆ ที่น่าจะเป็นสาเหตุของอาการเจ็บปวดเรื้อรังที่ยังรักษาไม่ได้
"ดิฉันทราบดีถึงที่มาอันชั่วร้ายของตำราเล่มนี้ จึงเก็บมันเอาไว้ที่ตู้ล็อกเกอร์ในห้องผ่าตัด เพื่อนำออกมาใช้ในเวลาที่จำเป็นเท่านั้น" พญ.ซูซานกล่าว "ถึงมันจะแปดเปื้อนมลทินในอดีต แต่ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ดิฉันเป็นศัลยแพทย์ที่มีศีลธรรมได้"
เมื่อปีที่แล้วแรบไบ โจเซฟ โพลัก นักบวชยิวและศาสตราจารย์ด้านกฎหมายสุขภาพ ได้เตรียมการเสวนาเพื่อออก "เรสปอนซัม" (Responsum) หรือคำตอบมาตรฐานสำหรับคำถามทางจริยธรรมโดยใช้หลักศาสนายูดาย และได้นำเอาประสบการณ์ของ พญ.แม็กคินนอน มาร่วมในการพิจารณานี้ด้วย
คำตอบที่ได้เบื้องต้นนั้นอนุญาตให้ใช้ตำรานาซีช่วยชีวิตคนได้ แต่ต้องให้ผู้ใช้งานได้รับทราบและตระหนักถึงประวัติที่มาอันดำมืดของมันด้วย เพื่อเป็นการรักษาศักดิ์ศรีให้แก่เหยื่อผู้ถูกกระทำได้บ้าง "หากคนไข้จะต้องถูกตัดขา เพราะ พญ.แม็กคินนอนซึ่งเป็นประสาทศัลยแพทย์ชั้นนำของโลกหาเส้นประสาทที่เป็นปัญหาไม่เจอ การเอาตำราเล่มนี้มาใช้เพื่อคืนชีวิตให้กับคนไข้ย่อมทำได้อย่างแน่นอน" แรบไบโพลักกล่าว
ปัจฉิมบทของตำรานาซี
หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง นพ.เพิร์นคอปฟ์ถูกจับกุมและถูกปลดออกจากตำแหน่งในมหาวิทยาลัย เขาถูกควบคุมตัวไว้ที่ค่ายกักกันเชลยศึกของฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นเวลาสามปี ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ถูกตั้งข้อหาอาชญากรสงคราม
หลังจากนั้นนพ.เพิร์นคอปฟ์กลับมาเขียนตำรากายวิภาคศาสตร์อีกครั้ง โดยออกเล่มที่สามในชุดเดียวกันเมื่อปี 1952 แต่ก็มาเสียชีวิตลงในปี 1955 ก่อนตำราเล่มที่สี่จะได้รับการตีพิมพ์ไม่นาน
กว่า 60 ปีหลังจากนั้น ตำราของเขายังคงเป็นแหล่งรวมความรู้ทางการแพทย์ที่ละเอียดและแม่นยำมากที่สุดเล่มหนึ่งของโลก
ดร. โจนาธาน ไอฟ์ นักชีวเคมีจากมหาวิทยาลัยบริสตอลของสหราชอาณาจักรแสดงความเห็นว่า "ถ้าเราใช้งานและหาประโยชน์จากตำราเล่มนี้ ก็ไม่ต่างจากเราร่วมมือกับนาซี แต่หากทิ้งมันไปเฉย ๆ ก็เท่ากับปล่อยให้ความรู้อันมีค่าสูญหายไปโดยเปล่าประโยชน์ อย่างน้อยการใช้ตำรากายวิภาคศาสตร์ของเพิร์นคอปฟ์ก็อาจช่วยย้ำเตือนให้เรารำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตได้"