สหรัฐฯ-อิหร่าน ในวิกฤตอ่าวโอมานที่กำลังปะทุ

ที่มาของภาพ, ISNA via Reuters
โลกกำลังจับตามองความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น ด้วยความเป็นห่วง สองชาติขัดแย้งกันในเรื่องการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันสองลำในอ่าวโอมาน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยแพร่ภาพชุดใหม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอ้างว่าสิ่งนี้เป็นหลักฐานชัดเจนที่จะพิสูจน์ให้ฝ่ายที่ยังกังขาเรื่องที่ว่าอิหร่านเป็นผู้อยู่เบื้องหรือไม่ ได้หายสงสัยเสียที ทว่าอิหร่านออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างแข็งขัน
ในจังหวะที่คู่ขัดแย้งเก่ากำลังกลับมามีข้อพิพาทกันอีกครั้ง ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่าได้จัดส่งกองกำลังเสริมไปยังตะวันออกกลางอีก คำประกาศนี้เรียกเสียงเตือนจากหลายชาติให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจ
นี่คือปฏิกิริยาของรัฐบาลชาติต่าง ๆ ต่อวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น

ที่มาของภาพ, US Department of Defense
คำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พูดในเชิงเหน็บแนมว่าเรือพาณิชย์บรรทุกน้ำมันสองลำที่ถูกโจมตีนั้นมี "ชื่ออิหร่านปรากฏอยู่หราทั้งลำเรือ"
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยแพร่ภาพสีชุดใหม่โดยตั้งใจจะชี้ให้เห็นรูที่ปรากฏอยู่ เหนือเส้นรอยน้ำข้างลำเรือ Kokuka Courageous ของญี่ปุ่น ใกล้ ๆ กับร่องรอยการถูกโจมตีด้วย ระเบิดที่ยังไม่ได้ระเบิดขึ้น
ส่วนอีกภาพหนึ่งอ้างว่าเป็นภาพกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านกำลังพยายามรื้อถอนระเบิดที่นำมาติดไว้กับตัวเรือออกไปหลังการโจมตี
นายแพทริก แชนาแฮน อดีตรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่เพิ่งลาออกจากตำแหน่ง กล่าวหลังเผยแพร่ภาพดังกล่าวว่า สหรัฐฯ ได้ส่งกองกำลัง 1,000 นาย ไปยังตะวันออกกลาง เสริมจากที่ส่งไปเมื่อเดือนที่แล้ว 1,500 นาย เพื่อ "วัตถุประสงค์ในการป้องกัน"
"การโจมตีของอิหร่านเมื่อเร็ว ๆ นี้ ย้ำความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวกรองของสหรัฐฯ เกี่ยวกับพฤติกรรมเลวร้ายของกองกำลังอิหร่าน และกลุ่มที่กระทำการแทนอิหร่านซึ่งเป็นภัยต่อเจ้าหน้าที่และผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ตลอดทั้งภูมิภาค" แถลงการณ์ของนายแชนาแฮน ระบุ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ฟังความฝ่ายอิหร่าน
อิหร่านยังไม่ตอบโต้ใด ๆ ต่อข้อกล่าวหาล่าสุดของสหรัฐฯ เพียงแต่ปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และชี้ว่าข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ "ปราศจากมูลความจริง"
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ออกมากล่าวว่าสหรัฐฯ พยายามจะโดดเดี่ยวอิหร่านในเวทีโลกแต่ทำไม่สำเร็จ
"อเมริกาต้องการตัดขาดสัมพันธ์ของเรากับโลก" นายรูฮานีกล่าวในการแถลงทางโทรทัศน์
ที่ผ่านมานายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านที่อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ลงนามกับอิหร่านไว้เมื่อปี 2015 ซึ่งยุติสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นมาตรการคว่ำบาตร "ที่รุนแรงที่สุด" ต่ออิหร่าน
และเพื่อตอบโต้ในเรื่องนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อิหร่านออกมาประกาศว่าจะเริ่มไม่ทำตามคำสัญญาของข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ว่าแล้ว
หากจะพูดให้ชัดก็คือว่า อิหร่านบอกว่า
1) ในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ ปริมาณยูเรเนียมในคลังของอิหร่านจะมีจำนวนมากกว่า 300 กิโลกรัม เกินกว่าที่กำหนดไว้ในข้อตกลง
2) อิหร่านจะหันไปพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อารัค ซึ่งสามารถซึ่งสามารถใช้ผลิตพลูโตเนียมสำหรับทำระเบิดได้อีกครั้ง
3) อิหร่านจะเริ่มเสริมสมรรถนะยูเรเนียมมากถึง 20 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าการผลิตอาวุธนิวเคลียร์จะต้องอาศัยการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม

ที่มาของภาพ, EPA
สหภาพยุโรป
อังกฤษเป็นประเทศที่ออกมาสนับสนุนข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ที่ว่าอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน แต่นายเจเรมี ฮันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหราชอาณาจักร เอง ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอย่าขยายความขัดแย้ง
นายฮันต์ บอกกับรายการแอนดรูว์ มาร์ โชว์ ของบีบีซีว่า "เราประเมินข้อมูลข่าวกรองของเราเอง เรามีวิดีโอแสดงให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น เราได้เห็นหลักฐาน เราไม่เชื่อว่าจะมีใครอื่นที่ก่อการเรื่องนี้ได้"
"คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายต่างคิดว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการทำสงคราม เราขอร้องทุกฝ่ายว่าอย่าทำให้ความขัดแย้งขยายวงออกไป" นายฮันต์ กล่าว
อีกด้านหนึ่ง เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรป หรืออียู หลายคน ออกมาเรียกร้องให้เลขาธิการสหประชาชาติตั้งคณะกรรมการสอบสวนอิสระขึ้นมาสอบเรื่องนี้
นายไฮโค มาส รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี บอกว่า "เรารู้ในเรื่องที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ และอังกฤษค้นพบ ซึ่งสันนิษฐานว่าคุณเกือบจะแน่ใจ (ว่าอิหร่านมีส่วนเกี่ยวข้อง)"
"เราได้เอามาเปรียบเทียบกับข้อมูลของเรา ผมคิดว่าจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้อย่างระมัดระวังอย่างยิ่ง"
เตือนให้นึกถึงหลักฐานกรณีอิรัก
ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศฟินแลนด์ ออกมาเตือนในทำนองเดียวกันว่าอย่าด่วนสรุปก่อนจะได้รับ "หลักฐานชัดแจ้ง" ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศลักเซมเบิร์ก ยกกรณีหลักฐานที่นำไปสู่การทำสงครามอิรักเมื่อปี 2003 ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง
"ผมเชื่ออย่างที่ผมเคยเชื่อเมื่อ 16 ปีที่แล้วว่า คุณไม่ควรจะทำอะไรที่ผิดพลาดเพียงเพราะเชื่อว่า คุณจะแก้ปัญหาในตะวันออกกลางได้ด้วยการใช้อาวุธ" นายฌอน อัสเซลบอน กล่าว

ที่มาของภาพ, AFP
รัสเซียว่าอย่ายั่วยุ
ด้านรัสเซียได้ออกมาเรียกร้องสหรัฐฯ ให้หยุดยั้งสิ่งที่รัสเซียเรียกว่าเป็นแผนการ "ยั่วยุ" ด้วยการส่งกองกำลังเสริมไปในภูมิภาค เพราะสุ่มเสี่ยงจะนำไปสู่การทำสงครามกับอิหร่าน
ส่วนจีนขอให้ทั้งสองฝ่ายอดทนอดกลั้นโดยเตือนถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาค ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาตของอิหร่านขอให้ประชาคมระหว่างประเทศแสดงจุดยืนอย่างเด็ดเดี่ยวในเรื่องนี้ แต่ยืนยันว่าซาอุฯ ก็ไม่ต้องการเห็นสงครามเกิดขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ดี เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ตรัสกับ นสพ.อัสฮาร์ค อัล อาวซัต ว่า "เราจะไม่ลังเลที่จะจัดการกับภัยคุกคามใด ๆ ที่เกิดกับประชาชนของเรา อธิปไตยของเรา บูรณภาพแห่งดินแดน และผลประโยชน์ ที่สำคัญของเรา"










