เมื่อโลกมีผู้สูงวัยมากกว่าเด็ก ชีวิตเราเปลี่ยนไปอย่างไร

ที่มาของภาพ, Getty Images
ข้อมูลของสหประชาชาติ ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่โลกของเรามีผู้สูงวัยมากกว่าคนในวัยเด็ก
ปลายปี 2018 ตัวเลขผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปี (ราว 705 ล้านคน) พุ่งสูงมากกว่าเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ (ราว 680 ล้านคน) เป็นครั้งแรก
คาดกันว่า ภายในปี 2050 สัดส่วนคนอายุมากกว่า 65 ปี ต่อ คนอายุ 0-4 ขวบ จะอยู่ที่ ถึง 2 : 1 นี่เป็นแนวโน้มที่ผู้ศึกษาด้านประชากรศาสตร์สังเกตการณ์มาหลายทศวรรษแล้ว และในประเทศส่วนใหญ่ คนมีอายุยืนขึ้น และก็มีลูกกันน้อยเกินไป

ที่มาของภาพ, Getty Images
แนวโน้มนี้จะส่งผลกระทบต่อเราอย่างไร
คริสโตเฟอร์ เมอร์เรย์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการวัดและการประเมินผลสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน บอกกับบีบีซีว่า การมีเด็กน้อยลง และคนชราอายุมากกว่า 65 ปี มากขึ้น จะทำให้การคงไว้ซึ่งสังคมโลกเป็นไปได้ยาก
"ลองคิดถึงผลกระทบในเชิงสังคมและเศรษฐกิจสำหรับสังคมที่มีปู่ย่าตายายน้อยกว่าหลานดู" เมอร์เรย์ กล่าว
ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า ในปี 1960 สัดส่วนการมีบุตรอยู่ที่ ผู้หญิง 1 คน มีลูก 5 คน แต่เกือบ 60 ปี ให้หลัง ตัวเลขลดลงเหลือเพียง เด็ก 2.4 ต่อแม่ 1 คน
ในขณะเดียวกัน ความได้เปรียบทางสังคมและเศรษฐกิจเป็นประโยชน์ต่อคนในยุคสมัยใหม่ ในปี 1960 คนมีอายุคาดเฉลี่ย 52 ปีกว่า ๆ แต่อายุคาดเฉลี่ยของประชากรในปี 2017 อยู่ที่ 72 ปี
นั่นหมายความว่าเรามีชีวิตที่ยาวนานมากขึ้น และต้องการใช้ทรัพยากรมากขึ้น สร้างแรงกดดันด้านเงินบำนาญและระบบสาธารณสุข
คนสูงอายุ
ประเทศที่พัฒนาแล้วมีปัญหาเรื่องประชากรสูงอายุมากกว่า ประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มที่มีอัตราการเกิดต่ำ เนื่องจาก มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมากกว่า มีอัตราการเสียชีวิตของเด็กต่ำกว่า เข้าถึงการคุมกำเนิดง่ายกว่า และต้องใช้เงินในการเลี้ยงลูกมาก
ในประเทศเหล่านี้ ผู้หญิงมักจะมีลูกตอนอายุมากแล้ว และก็มีแนวโน้มที่จะมีลูกน้อยกว่าด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ญี่ปุ่นคือตัวอย่างที่ดีประเทศหนึ่ง อายุคาดเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่เกือบ 84 ปี และในปี 2018 มีคนอายุมากกว่า 65 ปี คิดเป็นสัดส่วนถึง 27 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเยอะที่สุดในโลก
ส่วนอัตราส่วนของเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี อยู่ที่ 3.85 เปอร์เซ็นต์

ที่มาของภาพ, Getty Images
จำนวนลูก หรือ สุขภาพเด็ก
ประเทศในแอฟริกาเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของปัญหาเรื่องจำนวนและสุขภาพของเด็กแรกเกิด ยกตัวอย่างเช่น สาธารณรัฐไนเจอร์ เป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดสูงที่สุดในโลก คิดเป็นเด็ก 7.2 คน ต่อ ผู้หญิง 1 คน
อย่างไรก็ตาม ไนเจอร์ก็มีอัตราการเสียชีวิตของเด็กสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง มีเด็กเสียชีวิตคิดเป็น 85 คน ต่อการเกิด 1,000 คน

ที่มาของภาพ, Getty Images
การทดแทน
2.1 คืออัตราการเกิดที่นักประชากรศาสตร์บอกว่าจำเป็นสำหรับการทดแทนกันเองของประชากรเด็กและประชากรผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลโดยสหประชาชาติระบุว่า มีจำนวนประเทศในโลกมากกว่าครึ่งเพียงนิดเดียวเท่านั้นที่มีอัตราการเกิดตามนั้น คือ 113 ประเทศ
แม้ว่าคาดกันว่าภายในปี 2024 เราจะมีประชากรโลกถึง 8 พันล้านคน แต่อัตราการเกิดที่ต่ำลง ทำให้จำนวนประชากรในหลาย ๆ ประเทศลดน้อยลงมาก
ตัวอย่างที่ชัดคือรัสเซีย ซึ่งผู้หญิงมีอัตราการมีลูก 1.75 ต่อคน และตัวเลขจากสหประชาชาติชี้ว่า ประชากรชาวรัสเซียจะลดจาก 143 ล้านคน เหลือ 132 ล้านคน ภายในปี 2050

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
จำนวนประชากรที่น้อยลง คนสูงอายุมากขึ้น ทำให้มีคนทำงานน้อยลงและประสิทธิภาพในการผลิตต่ำลงไปด้วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของประเทศ
พ.ย. ที่แล้ว กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ เตือนว่า เศรษฐกิจของญี่ปุ่นสามารถหดตัวได้มากกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 40 ปีต่อจากนี้ เนื่องจากประชากรสูงวัย
การเมืองและนโยบาย
ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่ารัฐบาลต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อรับมือกับจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่เป็นปัญหาคุกคามโลกราวกับ "ระเบิดเวลา"
ในปี 2015 จีนประกาศยกเลิกนโยบายลูกคนเดียว และในปี 2018 ก็ส่งสัญญาณว่าจะยกเลิกการจำกัดจำนวนลูกโดยทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในปี 2018 จีนมีจำนวนเด็กแรกเกิด 15.2 ล้านคน ซึ่งต่ำที่สุดในรอบกว่า 60 ปี
นักวิชาการจีนบอกว่าอัตราการเกิดที่ต่ำลงเป็นผลมาจากผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ และครอบครัวที่เลื่อนเวลาการมีลูกออกไปด้วยเหตุผลทางการเงิน โดยเฉพาะในครอบครัวที่ผู้หญิงมีการศึกษา และไม่อยากจะเล่นบทบาทเป็นแม่บ้านตามขนบประเพณี

ที่มาของภาพ, Getty Images
แก่ขึ้น แข็งแรงขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ระบุว่า นโยบายที่ส่งเสริมสุขภาพของคนสูงวัยจะมีส่วนสำคัญในการลดผลกระทบของประชากรสูงวัยที่เพิ่มมากขึ้นได้ เพราะเมื่อคนสามารถทำงานได้นานขึ้น มีพลังมากขึ้น ก็เท่ากับว่าจะเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลน้อยลง








