เลือกตั้ง 2562 : “เสนาอำมาตยาธิปไตย” จะเดินต่อไปหลังเลือกตั้งไหม

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
บีบีซีไทยรวบรวมความเห็นนักวิชาการต่างชาติเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้ง 2562 จากเวทีสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในประเทศไทย (FCCT) และ เวทีเฟซบุ๊กไลฟ์ของบีบีซีไทย เมื่อสัปดาห์ก่อนมานำเสนอ
ดร.พอล เชมเบอรส์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยประชาคมอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวที่เวที FCCT ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นความพยายามของกองทัพที่จะสืบทอดอำนาจต่อจากการรัฐประหารในปี 2557 ทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ โดยการเลือกตั้งดังกล่าวก็มีกฎกติกาที่เอื้อประโยชน์ต่อ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้กองทัพยังสืบทอดอำนาจต่อไปในไทยด้วยการปกครองในระบอบ "เสนาอำมาตยาธิปไตย" ที่เป็นพันธมิตรระหว่างผู้นำทหารและอำมาตย์
"คุณไม่สามารถอยู่ในอำนาจทหารไปตลอด ซึ่งวิธีการที่ดีที่สุดที่จะเปลี่ยนแปลงคือการมี 'ประชาธิปไตย' ดังนั้นช่วงเวลานี้จึงเป็นการสืบทอดอำนาจของกองทัพผ่านการสร้างภาพประชาธิปไตย" เขากล่าว
"ชัยชนะในการเลือกตั้งจำเป็นสำหรับรัฐบาลทหารนี้ เนื่องจากพวกเขาต้องตอบสนองกลุ่มที่เรียกร้องความชอบธรรมทางประชาธิปไตย"

ที่มาของภาพ, Reuters
เสนาอำมาตยาธิปไตย และ The Dirty War
บทความของ ศ. สุรชาติ บำรุงสุข ใน มติชนสุดสัปดาห์ เมื่อ 20 ก.ย. 2561 อธิบายว่า ระบอบเสนาอำมาตยาธิปไตยนี้ถูกใช้เป็นจักรกลของการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างเป็นระบบ ดังเช่นตัวแบบของ "สงครามสกปรก" (The Dirty War) ในอาร์เจนตินา
ระบอบเสนาอำมาตยาธิปไตยไม่ต้องอาศัยฐานสนับสนุนจากสังคมจากประชาชนในแบบเดิม เพราะ ดำรงอยู่ด้วยการประกอบกำลังของ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มทหารทำหน้าที่ในการควบคุมทางการเมือง 2) กลุ่มราชการทำหน้าที่ในการออกแบบนโยบายของประเทศ 3) กลุ่มนักธุรกิจทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ
แต่คริส เบเคอร์ นักประวัติศาสตร์และผู้เขียนหนังสือเรื่อง "A History of Thailand" มองว่า เป็นการยากที่จะคาดเดาผลของการเลือกตั้ง เนื่องจากไม่รู้ว่าจะมีคนที่ต่อต้านกองทัพมีความรู้สึกรุนแรงแค่ไหน และไทยเองยังมีกระแสอนุรักษ์นิยมที่ค่อนข้างแข็งแรง ซึ่งคนเหล่านี้ต้องการความสงบและความมั่นคง

ที่มาของภาพ, Jonathan Head
"พวกเขา [คสช.] บอกว่า (ประเทศ) จะกลับไปช่วงปี 2556 ถ้าคนอื่นเข้ามา [บริหารประเทศ] ซึ่งการสร้างความกังวลเหล่านี้ทำให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมให้การสนับสนุน [คสช.]" เบเคอร์ กล่าวที่เวที FCCT
เดิมพันของ "แบรนด์ คสช."
ดร.เพตรา เดซาโทวา นักวิชาการหญิงจากสโลวาเกียผู้ที่เพิ่งจบการศึกษาในระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยลีดส์ ประเทศอังกฤษ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า ถึงแม้ว่าการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค. นี้ อาจจะมีปัญหาหลายประการ แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย เนื่องจากประชาชนไทยไม่มีโอกาสเลือกผู้แทนราษฎรเป็นเวลา 8 ปีแล้ว และอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งส่งผลกระทบในแง่ที่ไม่ค่อยดีต่อเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมไทย
ในวิทยานิพนธ์เรื่องการเมืองและการสร้างภาพลักษณ์ของชาติในไทย (Politics and Nation Branding in Thailand) ซึ่งศึกษาปรากฎการณ์ทางการเมืองในไทยระหว่างเดือน พ.ค. 2557 - ธ.ค. 2559 เดซาโทวาสรุปว่า คสช. พยายามรีแบรนด์ หรือปรับภาพลักษณ์ เมืองไทยตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป เพื่อแสดงให้คนไทยและต่างชาติได้เห็นว่าประเทศไทยภายใต้การปกครองของ คสช. เป็นประเทศที่มีความสุข สงบเรียบร้อย มีความเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีความเป็นไทย รวมถึงประเทศไทยใต้ระบอบ คสช. ดีกว่าประเทศไทยใต้การปกครองของนายทักษิณ ชินวัตร ทว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นเหมือนกับการทดสอบว่าคนไทยเชื่อหรือไม่เชื่อแบรนด์ของ คสช.
"สำหรับ คสช. เป็นการเลือกตั้งที่เดิมพันสูงมาก เขาแพ้การเลือกตั้งนี้ไม่ได้ ถ้าแพ้ก็เสียความชอบธรรมทางประชาธิปไตย การเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะไม่เสรีและไม่เป็นธรรม แต่มันสามารถช่วยเป็นแหล่งสร้างความชอบธรรมให้ คสช." ดร.เพตราอธิบาย
"คสช. พยายามสร้างภาพว่า โอเค แม้ว่าเราเป็นทหารแต่เรายังชอบระบอบประชาธิปไตย"

ที่มาของภาพ, AFP/GETTY IMAGES
ความล้มเหลวของทหารรุ่นพี่
ดร.แพทริค จอรี อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า ข้ออ้างการทำรัฐประหารของ คสช. เมื่อ 5 ปีก่อน คือการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย แต่จนถึงปัจจุบัน ความปรองดองยังไม่เกิดขึ้น ทว่า หากไทยสามารถกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยได้ แม้อาจจะไม่ได้สมบูรณ์ 100% กลไกการประนีประนอมกันทางการเมืองในรัฐสภาย่อม ดีกว่าระบอบรัฐบาลทหาร
"ถ้าดูที่ผ่าน ๆ มาในอดีต ทหารไม่เก่งเรื่องการเมือง อย่างน้อยในแบบประชาธิปไตย มันไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมองค์กรของกองทัพที่จะเล่นการเมืองแบบประชาธิปไตย เมื่อทหารพยายามที่จะเปลี่ยนสถานะของตัวเองจากนายพลในกองทัพเข้าสู่เวทีการเมืองแบบประชาธิปไตย ไม่เคยประสบความสำเร็จนะครับ ถ้ายึดอำนาจชนะแบบเบ็ดเสร็จ อันนี้ทำได้ แต่ถ้าทำงานเป็นนักการเมืองที่จะต้องประนีประนอม ดีลตลอดเวลา ฟังเสียงประชาชน เอาใจประชาชน คือไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมองค์กรของกองทัพครับ เพราฉะนั้นผมคิดว่า โอกาสที่ประยุทธ์จะประสบความสำเร็จในการเมืองประชาธิปไตยคงมีน้อยมากครับ"

ที่มาของภาพ, BBC Thai
สิ่งที่นักลงทุนญี่ปุ่นกลัว
ด้านอาจารย์ชาวญี่ปุ่น ยาสุฮิโตะ อาซามิ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยโฮเซ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและการปกครองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า การกดขี่เสรีภาพทางการเมืองทำให้ประชาชนบางส่วนไม่พอใจ ซึ่งทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นอึดอัดใจด้วยเหมือนกัน ในระยะยาวก็เป็นสาเหตุทำให้เมืองไทยไม่มีเสถียรภาพ
"เรื่องการปรองดองก็ไม่เห็นจะมีความสำเร็จอะไรเท่าไรนัก เรื่องกำจัดคอร์รัปชันก็ไม่เห็นระดับคอร์รัปชันในเมืองไทยลดลงเท่าไร ...พลเอกประยุทธ์ก็มีผลงานระดับหนึ่ง แต่ว่าสิ่งที่ท่านทำได้ใน 4 ปีแรกโดยมี ม.44 (ใน รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557) ด้วยก็ทำไปแล้ว ให้อยู่อีก 4 ปีข้างหน้าโดยไม่มี ม.44 นักลงทุนก็ไม่แน่ใจ"
สำหรับสถานการณ์ที่นักลงทุนญี่ปุ่นกลัวที่สุด คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ อีก โดยอาศัยเสียง สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน แต่ไม่มีเสียงข้างมากจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพราะร่างกฎหมายงบประมาณอาจไม่ผ่าน ซึ่งถ้าคนที่แพ้ไม่เป็น นั่งเก้าอี้นายกฯ ก็อาจจะไม่ลาออก และต้องยุบสภา ก็จะทำให้การเมืองวุ่นวาย

ที่มาของภาพ, Getty Images
"การเลือกตั้งหรือระบบประชาธิปไตยไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้น แต่เป็นคนที่แพ้ไม่เป็น เมื่อตัวเองแพ้จะเล่นนอกกติกา ผมไม่ได้ว่าทหารอย่างเดียวนะ ที่ผ่านมาใครที่สนับสนุนทักษิณก็ใช่ ใครที่ต่อต้านทักษิณก็ใช่ เล่นนอกกติกามากไป ต้องหาฉันทามติร่วมกัน" อ. อาซามิ กล่าว
"ถ้าหากประยุทธ์สืบทอดอำนาจโดยไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชน ทำให้ประชาชนเกลียดระบบทหาร อาจจะมีผลสะเทือนกับสถาบันอื่น ๆ ด้วย ซึ่งก็เป็นอันตรายต่อเสถียรภาพทางการเมืองในไทยด้วย นักลงทุนต่างชาติจำนวนไม่น้อยก็เห็นว่าเป็นกรณีที่น่ากลัวมากที่สุด"


ที่มาของภาพ, BBC Thai
คุณผู้อ่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหว สัมภาษณ์พิเศษ บทวิเคราะห์ พร้อมทั้งทำความรู้จักกับ การเลือกตั้ง 2562 โดยทีมงานบีบีซีไทยได้ที่เว็บไซต์ www.bbc.com/thai/election2019 พร้อมทั้งสื่อสังคมออนไลน์บีบีซีไทยผ่านทาง เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และ ยูทิวบ์ รวมทั้ง #ThaiElection2019 หรือ #เลือกตั้ง2562










