บ้านเกิดฮิตเลอร์ และอีก 8 สถานที่ที่สร้างประเด็นถกเถียงมากที่สุดในโลก

ที่มาของภาพ, Getty Images
มองแวบแรก ไม่มีอะไรน่าสะดุดตาเกี่ยวกับอาคารบ้านเลขที่ 15 ถนน Salzburger Vorstadt ซึ่งเป็นหนึ่งในถนนสายหลักของเมืองเบราเนาอัมอินน์ ของออสเตรียซึ่งอยู่ติดกับพรมแดนเยอรมนี จนกระทั่งคุณอ่านข้อความที่สลักอยู่บนหินบนทางเท้า ระบุถึงเหยื่อหลายล้านคนของลัทธิฟาสซิสต์
อาคารรูปร่างธรรมดานี้เป็นสถานที่เกิดของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อดีตผู้นำนาซี ในปี 1889

ที่มาของภาพ, Getty Images
ข้อพิพาททางกฎหมาย
กลุ่มนีโอนาซี (นาซีใหม่) เดินทางไปที่แห่งนี้ทุกปีเพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดของฮิตเลอร์ แต่เมื่อปี 2016 รัฐบาลออสเตรียซื้ออาคารดังกล่าวด้วยเงินราว 3.5 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ และประกาศแผนรื้อถอนอาคารนี้
หลังจากนั้นนายแกลินเดอ ปอมเมอร์ เจ้าของเดิมของอาคารหลังนี้ยื่นฟ้องรัฐบาลและคดีความระหว่างสองฝ่ายก็ยืดเยื้อมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ขณะที่เมื่อไม่กี่วันมานี้ ศาลแขวงในพื้นที่ได้มีคำสั่งให้รัฐบาลจ่ายเงินเพิ่มอีก 1.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยอ้างถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของสถานที่ว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาอาคารสูงขึ้น
บ้านเลขที่ 15 นี้เป็นเพียงแค่หนึ่งตัวอย่าง และนี่คือสถานที่อีก 8 แห่งที่เป็นต้นตอของประเด็นถกเถียงที่ดำเนินไปอย่างกว้างขวางไม่แพ้กัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
หลุมศพ เบนิโต มุสโสลินี - เปรแดปปิโอ, อิตาลี
คล้ายกันกับกรณีของฮิตเลอร์ ผู้คนจำนวนมากเดินทางไปที่เมืองเปรแดปปิโอ ทางเหนือของอิตาลี ซึ่งเป็นสถานที่เกิดของ เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำฟาสซิสต์ของอิตาลี สถานที่ที่เป็นที่นิยมคือสุสานซาน คาสิอาโน (San Cassiano) ซึ่งเป็นที่ฝังศพของเขา
นอกจากในวันเกิดของมุสโสลินีแล้ว (29 ก.ค. 1883) ผู้สนับสนุนเขายังเดินทางไปสถานที่นี้ในวันที่ตรงกับวันเสียชีวิตของเขาด้วย (มุสโสลินีถูกรุมประชาทัณฑ์จนเสียชีวิตในวันที่ 28 เม.ย. 1945) และวันครบรอบเหตุการณ์ "March on Rome" อันฉาวโฉ่ในช่วงเดือน ต.ค. ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่ลัทธิฟาสซิสต์ขึ้นสู่อำนาจในอิตาลี
อิตาลีต่างจากเยอรมนีตรงที่มีกฎหมายที่ค่อนข้างอ่อนข้อต่อมรดกตกทอดของ มุสโสลินี มากกว่าเรื่องของฮิตเลอร์

ที่มาของภาพ, Getty Images
บ้านพอล พต - เสียมเรียบ, กัมพูชา
ในฐานะผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา (เขมรแดง) พอล พต อยู่เบื้องหลังการสังหารและบังคับใช้แรงงานซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3 ล้านคน เขาเสียชีวิตขณะถูกกักขังในบ้านพักเมื่อเดือน เม.ย. ปี 1998
มีการเปิดให้คนเข้าไปเยี่ยมชมที่อยู่ที่เรียบง่าย รวมถึงจุดที่ร่างเขาถูกนำไปเผาอย่างเร่งรีบหลังการเสียชีวิต

ที่มาของภาพ, Getty Images
พิพิธภัณฑ์สตาลิน - กอริ, จอร์เจีย
ในปี 1961 ผู้นำโซเวียต นิกิตา ครุสชอฟ อนุมัติให้มีการขุดร่างของโจเซฟ สตาลิน อดีตผู้นำโซเวียต ออกจากหลุมศพซึ่งอยู่เคียงข้างร่างของวลาดิเมียร์ เลนิน ขณะนี้ ร่างของชายซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลเผด็จการที่ถูกประณามอย่างกว้างขวางว่ากดขี่ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สังหาร และทำให้เกิดสภาวะขาดแคลนอาหารซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายล้านคน ถูกฝังอยู่ข้างกำแพงเครมลินในกรุงมอสโก
ที่เมืองกอริ ในจอร์เจีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของสตาลิน มีพิพิธภัณฑ์ของเขาโดยเฉพาะ ตั้งอยู่ข้างบ้านหลังที่เขาเกิดเมื่อปี 1878 สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชายผู้นำกองทัพแดงของโซเวียตบุกประเทศบ้านเกิดของเขาเองและนำไปสู่การนองเลือดในปี 1921

ที่มาของภาพ, Getty Images
สุสานซัดดัม ฮุสเซน - ทิกริต, อิรัก
หลังจากถูกโค่นลงจากอำนาจเมื่อเดือน เม.ย. ปี 2003 ซัดดัม ฮุสเซน อดีตผู้นำอิรัก ถูกตัดสินประหารชีวิตและถูกแขวนคอเสียชีวิต 3 ปีหลังจากนั้น
ร่างของเขาถูกนำไปฝังที่ทิกริต เมืองเกิด เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. ปี 2006 ในสุสานที่มีการป้องกันแน่นหนาจากศัตรูของเขา ทิกริตเป็นถิ่นของชาวมุสลิมซุนนี ในประเทศที่คนส่วนใหญ่เป็นมุสลิมชีอะห์
แต่ในปี 2015 บีบีซีรายงานว่าสุสานแห่งนี้ได้ถูกทำลายลงในช่วงที่มีการต่อสู้ระหว่างกองกำลังอิรัก กองกำลังติดอาวุธชีอะห์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน และกองกำลังไอเอส
อย่างไรก็ตาม คนในพื้นที่ระบุว่าร่างของซัดดัม ฮุสเซน ถูกย้ายออกไปยังสถานที่ที่ไม่ถูกเปิดเผยตั้งแต่ปี 2014 แล้ว

ที่มาของภาพ, Getty Images
หุบเขาแห่งผู้ล่วงลับ - สเปน
หลังจากการก่อสร้างนาน 20 ปี Valley of the Fallen หรือ หุบเขาแห่งผู้ล่วงลับ ถูกเปิดตัวเมื่อวันที่ 1 เม.ษ. ปี 1959 โดยนายพลฟรังโก ผู้นำเผด็จการ บอกว่า สถานที่นี้เป็นสัญลักษณ์ของการ "ไถ่โทษและปรองดอง" หลังสงครามกลางเมืองสเปนที่เกิดขึ้นระหว่างปี 1936 ถึง 1939
แต่สถานที่นี้ซึ่งอยู่ชานกรุงมาดริดกลับก่อให้เกิดประเด็นถกเถียงเมื่อกลายมาเป็นที่ฝังศพของนายพลฟรังโกเสียเอง ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้เสียชีวิตในการสู้รบช่วงที่เกิดสงครามกลางเมือง จากนั้นเป็นต้นมา สถานที่แห่งนี้กลายเป็นจุดหมายของผู้สนับสนุนผู้นำฟาสซิสต์ผู้นี้ แม้ว่าจะมีกฎหมายห้ามเดินขบวนสนับสนุนนายพลฟรังโกก็ตาม
รัฐบาลสเปนพยายามหาทางออกอยู่หลายปีว่าจะจัดการกับร่างของนายพลผู้นี้อย่างไร แม้ว่ารัฐบาลจะอนุมัติขั้นตอนที่จะขุดร่างของเขาออกจากหุบเขาแห่งผู้ล่วงลับเมื่อเดือน ก.ย. ที่แล้ว แต่ขั้นตอนดังกล่าวก็ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ไม่จบ

ที่มาของภาพ, Getty Images
หลุมศพปาโบล เอสโกบาร์ - อิตากุย, โคลอมเบีย
สตีฟ ซิมมอนส์ ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่สนใจตำนานของคนที่ถูกขนานนามว่าเป็นพ่อค้ายาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ชาวเวลส์ผู้นี้ก่อเรื่องหลังจากไปสูดผงโคเคนบริเวณหลุมศพของเอสโกบาร์ในเมืองอิตากุย นี่เป็นเหตุผลทำให้เขาถูกสั่งห้ามเข้าโคลอมเบียเป็นเวลา 5 ปี ไม่สามารถไปหาแฟนสาวและลูกสาวแฝดของเขาได้ นอกจากนี้ เขายังถูกขู่ฆ่าอีกด้วย
เชื่อกันว่า เอสโกบาร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 5 พันคน กระนั้นก็ตาม ก็ยังมีผู้คลั่งไคล้ชื่นชอบเขา และยิ่งมากขึ้นอีกเมื่อชีวิตเขาถูกนำไปทำเป็นซีรีส์ "Narcos" ทางเน็ตฟลิกซ์
นอกจากนี้ ในเมืองก็ยังมีการจัดทัวร์นำเที่ยวสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเอสโกบาร์อีกด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ไร่ของยูจีน แต็กบลองช์ - เว็นเทอรส์ดอร์บ, แอฟริกาใต้
เมื่อการแบ่งแยกสีผิวและเชื้อชาติที่เรียกว่า "อพาร์ไทด์" (apartheid) ในแอฟริกาใต้สิ้นสุดลงกลางช่วงปี 1990 ยูจีน แต็กบลองช์ เจ้าของไร่ซึ่งเป็นคนผิวขาว เป็นคนหนึ่งที่พยายามต่อต้านไม่ให้การแบ่งแยกนี้สิ้นสุดลง
ในปี 2010 แต็กบลองช์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มผู้มีแนวคิดเชิดชูคนผิวขาว AWB ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตโดยอดีตลูกจ้างในไร่ของเขานั่นเอง
ในปี 2014 มีการเสนอต่อคณะกรรมการมรดกแห่งชาติแอฟริกาใต้ ให้กำหนดให้ฟาร์มแห่งนี้เป็นแหล่งมรดกแต่ก็ถูกปฏิเสธตามคาด

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมานต์รัชมอร์ - คีส์สโตน, สหรัฐฯ
เมานต์รัชมอร์ หรือ อนุสรณ์สถานแห่งชาติเขารัชมอร์ เป็นสัญลักษณ์แห่งลัทธิชาตินิยมอเมริกันที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง การแกะสลักหินภูเขาเป็นรูปใบหน้าของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ 4 คน ได้แก่ จอร์จ วอชิงตัน, โทมัส เจฟเฟอร์สัน, ธีโอดอร์ รูสเวลต์ และอับราฮัม ลินคอร์น ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากกว่า 2 ล้านคนต่อปี ให้มายังเมืองเล็ก ๆ อย่างคีส์สโตน
สถานที่ซึ่งถูกสร้างขึ้นระหว่างปี 1927 ถึง 1941 ทำให้เกิดประเด็นถกเถียงเรื่องสิทธิของชนพื้นเมือง ภูเขาแบลคฮิลลส์ ในรัฐเซาท์ดาโกตา ซึ่งถูกนำไปแกะสลัก ถือเป็นกรรมสิทธิ์ตลอดกาลของชาวลาโคตา ซูซ์ (Lakota Sioux) ตามสนธิสัญญาเมื่อปี 1868 และภูเขานี้ก็เป็นสถานที่ศักสิทธิ์ของพวกเขา








