เบร็กซิท : จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

โดย ปีเตอร์ บาร์นส

นักวิเคราะห์การเลือกตั้งและการเมืองอาวุโส, บีบีซีนิวส์

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. นายกรัฐมนตรีเทรีซา เมย์ ของอังกฤษได้ประกาศเลื่อนการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร ต่อข้อตกลงเบร็กซิทที่เธอทำไว้กับสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งเดิมกำหนดขึ้นในวันที่ 11 ธ.ค. ออกไป

ข้อตกลงดังกล่าวถูกคัดค้านอย่างรอบด้าน ซึ่งนางเมย์เองยอมรับในสภาผู้แทนฯ ว่า หากเดินหน้าจัดการลงมติในวันอังคารที่ 11 ธ.ค. ข้อตกลงนี้จะไม่ผ่านความเห็นชอบจาก ส.ส.ส่วนใหญ่ ส่งผลให้ นางเมย์เริ่มออกเดินสายพบหารือกับผู้นำกลุ่มอียูเกี่ยวกับความกังวลของ ส.ส.ในเรื่องพรมแดนไอร์แลนด์เหนือกับประเทศไอร์แลนด์ เพื่อแก้ไขข้อตกลงนี้ ก่อนนำมาเสนอให้ ส.ส.ลงมติรับรองต่อไป

การเลื่อนการลงมติออกไปสร้างความกังวลว่า สหราชอาณาจักรจะสามารถบรรลุข้อตกลงกับอียูได้หรือไม่ ก่อนที่จะถึงกำหนดที่ต้องแยกตัวออกจากการเป็นสมาชิกอียูในวันที่ 29 มี.ค. ปีหน้า ความกังวลนี้ส่งผลให้ค่าเงินปอนด์อ่อนที่สุดในรอบ 18 เดือน

ในข้อตกลงดังกล่าว ส.ส.จะต้องพิจารณาในประเด็นสำคัญต่าง ๆ เช่น การเคลื่อนย้ายบุคคลโดยเสรี, พรมแดน และร่างกฎหมายแยกตัวจากอียูของสหราชอาณาจักร เป็นต้น

หาก ส.ส.ส่วนใหญ่มีมติ "เห็นชอบ" กับข้อตกลงดังกล่าว ก็จะหมายความว่าสหราชอาณาจักรจะเดินหน้าสู่กระบวนการแยกตัวจากอียูอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มี.ค. 2019 เวลา 23.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น

แต่หาก ส.ส.ส่วนใหญ่ปฏิเสธข้อตกลงดังกล่าวตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ก็จะทำให้แผนการของนายกรัฐมนตรีเมย์ต้องเผชิญกับอุปสรรค และนี่คือ 6 รูปการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

1. ไม่ได้ข้อตกลง

หากไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างจะดำเนินไปแผนการเดิมโดยอัตโนมัติซึ่งมีกฎหมายรับรองไว้แล้ว นั่นคือการที่สหราชอาณาจักรแยกตัวออกจากอียูในวันที่ 29 มี.ค. 2019 โดยปราศจากข้อตกลงอย่างเป็นทางการใด ๆ ซึ่งรวมถึงข้อตกลงว่าด้วยความสัมพันธ์ทางด้านการค้าในอนาคต

หาก ส.ส.ไม่เห็นด้วยกับแผนการดังกล่าวก็อาจพยายามกดดันให้รัฐบาลเปลี่ยนใจ แต่หากรัฐบาลไม่ทำตาม ส.ส.อาจใช้ไม้เด็ดด้วยการลงมติไม่ไว้วางใจ (ดูรายละเอียดในแผนภาพที่ 5 ด้านล่าง)

2. จัดลงมติข้อตกลงรอบสอง

หลายฝ่ายชี้ว่า รัฐบาลอาจนำข้อตกลงกลับมาให้ ส.ส.พิจารณาซ้ำอีกครั้งเพื่อพยายามผลักดันให้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนฯ

อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย เพราะมีหลักการที่กำหนดว่า ส.ส.ไม่ควรลงมติในเรื่องเดิมซ้ำ 2 ครั้งในการประชุมสภาฯ นัดเดียว

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลโน้มน้าวให้อียูปรับแก้ไขข้อตกลงบางอย่างได้ เช่น การปรับแก้เกี่ยวกับปฏิญญาที่ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ก็อาจจัดให้มีการลงมติข้อตกลงเป็นรอบที่สองได้

เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า อาจมีการยกเว้นกฎเกณฑ์ปกติได้ หากสภาฯ มีความต้องการชัดเจนให้ล้มเลิกการลงมติก่อนหน้านี้

ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าข้อตกลงที่นายกรัฐมนตรีเมย์ทำกับอียูจะได้รับการอนุมัติจากสภาผู้แทนฯ ในภายหลัง ซึ่งท้ายที่สุดเรื่องนี้จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประธานสภาว่าจะจัดให้มีการลงมติครั้งที่สองหรือไม่

3. เปิดเจรจาใหญ่รอบใหม่

รัฐบาลอาจเสนอให้มีการเจรจารอบใหม่ที่ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ที่กว้างขึ้น เพราะตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น การปรับแก้ข้อตกลงเพียงเล็กน้อยอาจทำให้สามารถนำข้อตกลงนี้กลับไปให้ ส.ส.พิจารณาใหม่ได้อีกครั้งภายใน 2-3 สัปดาห์

อย่างไรก็ตามหากมีการเจรจาในประเด็นที่กว้างขึ้นก็จะต้องใช้เวลามากขึ้นไปด้วย ซึ่งนี่อาจทำให้ต้องขยายกรอบเวลาของมาตรา 50 เพื่อเลื่อนกระบวนการเบร็กซิทออกไป

แต่หากอียูปฏิเสธการขอเจรจารอบใหม่ รัฐบาลก็จะต้องกลับไปพิจารณาทางเลือกอื่นแทน

4. จัดเลือกตั้งทั่วไป

นายกรัฐมนตรีเมย์อาจตัดสินใจว่า ทางที่ดีที่สุดในการปลดล็อกภาวะชะงักงันทางการเมืองก็คือการจัดเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนด เพื่อให้ได้อาณัติทางการเมืองสำหรับข้อตกลงของเธอ

แม้นางเมย์จะไม่มีอำนาจในการสั่งจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่เมื่อปี 2017 เธอเคยขอให้ ส.ส.ลงมติจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดตาม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วาระดำรงตำแหน่งในรัฐสภา (Fixed Term Parliaments Act)

การจะจัดเลือกตั้งก่อนกำหนดจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก 2 ใน 3 ของ ส.ส.ทั้งหมด โดยการเลือกตั้งจะจัดขึ้นได้เร็วที่สุดในอีก 25 วันทำการต่อมาหรือหลังจากนั้น ซึ่งตัวนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้กำหนดวันที่แน่นอน

เช่นเดียวกับการเจรจารอบใหม่ การจัดการเลือกตั้งทั่วไปก็จะทำให้สหราชอาณาจักรต้องขอให้อียูขยายกรอบเวลาของมาตรา 50 ออกไป และนี่ก็ไม่ใช่หนทางเดียวที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปรอบใหม่

5. ลงมติไม่ไว้วางใจ

หากข้อตกลงที่นายกรัฐมนตรีเมย์เสนอไม่ผ่านความเห็นชอบของ ส.ส. ก็จะเปิดทางให้ฝ่ายค้านเสนอให้ลงมติไม่ไว้วางใจ หรือนางเมย์อาจขอให้เปิดการลงมตินี้เองเพื่อพยายามเสริมสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง

ภายใต้บทบัญญัติวาระรัฐสภาตายตัว หมายความว่าการเรียกลงมติไม่ไว้วางใจจะทำให้เกิดผลลัพธ์ได้หลายรูปแบบหากรัฐบาลแพ้การลงมติไม่ไว้วางใจอย่างเป็นทางการ

หากไม่มีรัฐบาลใดไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดปัจจุบัน หรือรัฐบาลทางเลือกชนะการลงมติภายในรอบเวลา 14 วัน ก็จะนำไปสู่การเลือกตั้งก่อนกำหนด โดยการเลือกตั้งจะจัดขึ้นได้เร็วที่สุดในอีก 25 วันทำการต่อมา

แต่หากรัฐบาลชนะการลงมติไม่ไว้วางใจ ก็จะสามารถอยู่บริหารประเทศต่อไปได้

ความเป็นไปได้สุดท้ายที่อาจเกิดขึ้นก็คือการเปลี่ยนรัฐบาล ซึ่งหมายความว่าพรรคอนุรักษ์นิยมเสียงข้างน้อยนำโดยนายกรัฐมนตรีคนใหม่, รัฐบาลผสม หรือรัฐบาลเสียงข้างน้อยจากพรรคอื่น ซึ่งทำข้อตกลงกับพรรคอื่นให้สนับสนุนการลงมติไว้วางใจ

ชัดเจนว่า รัฐบาลชุดใหม่จะมีนโยบายเบร็กซิทที่ต่างออกไป และทำให้มีทางเลือกอื่นมากขึ้น

6. จัดลงประชามติรอบใหม่

รัฐบาลอาจเลือกให้มีการจัดการลงประชามติรอบใหม่

เช่นเดียวกับการเปิดเจรจารอบใหม่ และการเลือกตั้งก่อนกำหนด ทางเลือกนี้อาจต้องขอให้อียูขยายกรอบเวลาของมาตรา 50 ออกไป และอาจสายเกินไปที่จะจัดการลงประชามติก่อนวันที่ 29 มี.ค.

และการจัดลงประชามติไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ เพราะต้องมีการออกกฎหมายใหม่และกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น ผู้ใดจะมีสิทธิ์ออกเสียงได้บ้าง ฯลฯ

เมื่อกฎหมายดังกล่าวผ่านการอนุมัติก็ยังไม่สามารถจัดการลงประชามติได้ทันที เพราะจะต้องมี ช่วงเวลาทำประชามติ "referendum period" ก่อนวันประชามติจริงจะเกิดขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐธรรมนูญจากยูนิเวอร์ซิตีคอลเลจลอนดอนชี้ว่า กระบวนการเหล่านี้จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยราว 22 สัปดาห์ ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากสิ้นเดือน มี.ค.ปีหน้าอย่างแน่นอน

7. ความเป็นไปได้อื่น

นอกจากรูปการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้ง 6 แล้ว ยังมีความเป็นไปได้อื่น ๆ เช่น นางเมย์อาจเสี่ยงถูกขับออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟ หรือพรรคอุนุรักษ์นิยม

โดยหาก ส.ส.พรรคคอนเซอร์เวทีฟ 48 คนยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการพรรคคอนเซอร์เวทีฟของสภาผู้แทนราษฎร ที่เรียกว่า 1922 Committee ก็จะนำไปสู่การลงมติไม่ไว้วางใจนางเมย์ได้

นี่ต่างไปจากการลงมติไม่ไว้วางใจในสภาฯ อย่างสิ้นเชิง แต่ก็สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟได้ ซึ่งก็จะทำให้ต้องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีไปโดยปริยาย