ประท้วงฝรั่งเศส : ปธน.มาครง เรียกประชุมความมั่นคงฉุกเฉิน หลัง ม็อบ “เสื้อกั๊กเหลือง” บานปลาย

A person takes a picture outside a vandalised restaurant the morning after Paris riots over fuel taxes, December 2, 2018

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ร้านรวงในกรุงปารีสถูกไฟเผาไหม้ได้รับความเสียหายช่วงที่เกิดเหตุจลาจล

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสเรียกประชุมด้านความมั่นคงฉุกเฉิน หลังเหตุประท้วงการขึ้นภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงบานปลายกลายเป็นเหตุจลาจลต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 ด้านสถานเอกอัครราชทูตไทยแนะนำคนไทยหลีกเลี่ยงการเดินไปในย่านใจกลางกรุงปารีส

โฆษกรัฐบาลฝรั่งเศสเผยกับสถานีวิทยุ Europe 1 ว่าทางการอาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อจัดการกับเหตุไม่สงบที่เกิดขึ้น "เราต้องพิจารณาถึงมาตรการต่าง ๆ ที่จะใช้เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก" โฆษกรัฐบาลฝรั่งเศสกล่าว

กระแสความไม่พอใจต่อนโยบายการขึ้นภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาลฝรั่งเศสได้ขยายตัวเป็นวงกว้าง เพราะประชาชนมองว่านโยบายนี้ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น

แม้ว่าการชุมนุมประท้วงส่วนใหญ่จะดำเนินไปอย่างสงบ แต่การประท้วงในกรุงปารีสกลับมีการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงกับตำรวจปราบจลาจล โดยเฉพาะบริเวณประตูชัย Arc de Triomphe ย่านใจกลางกรุงปารีส ที่ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตา ระเบิดแสง และปืนฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายการชุมนุม

โดยให้การประท้วงเมื่อวานนี้ (1 ธ.ค.) มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 100 คน ในจำนวนนี้ 23 คนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และมีผู้ถูกจับกุมไปกว่า 400 คน

คำบรรยายวิดีโอ, ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ประท้วงบริเวณประตูชัย Arc de Triomphe

กระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศสระบุว่า กลุ่มผู้ประท้วงได้จุดไฟเผาเกือบ 190 จุด และมีอาคาร 6 หลังถูกไฟไหม้ เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ห้างสรรพสินค้าและสถานีรถไฟใต้ดินหลายแห่งต้องปิดทำการ

ด้านประธานาธิบดีมาครงซึ่งเดินทางกลับจากการประชุมกลุ่ม จี20 ในอาร์เจนตินาเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ได้ตรงดิ่งไปตรวจความเสียหายบริเวณประตูชัยทันที

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ออกประกาศเตือนให้คนไทยที่อยู่ในฝรั่งเศส หลีกเลี่ยงการเดินไปบริเวณกลางกรุงปารีส (เขต 1 เขต 2 เขต 8 และเขต 16 ส่วนใกล้ประตูชัย) หากไม่จำเป็น และให้ใช้ความระมัดระวังจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย พร้อมทั้งแนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดได้ที่ www.ratp.fr ซึ่งมีการแจ้งข้อมูลทั้งในภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษ

ประธานาธิบดีมาครง ลงพื้นที่ตรวจความเสียหายบริเวณประตูชัย

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีมาครง ลงพื้นที่ตรวจความเสียหายบริเวณประตูชัย เมื่อเช้าวันที่ 2 ธ.ค.
A picture shows charred cars in a street of Paris on December 2, 2018, a day after clashes during a protest of Yellow vests (Gilets jaunes) against rising oil prices and living costs

ที่มาของภาพ, AFP / Getty Images

คำบรรยายภาพ, กระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศสระบุว่า กลุ่มผู้ประท้วงได้จุดไฟเผาเกือบ 190 จุด

ชนวนเหตุประท้วงเกิดจากอะไร

ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งใช้กับรถยนต์ส่วนใหญ่ในฝรั่งเศสได้ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 23 ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา จนมีราคาเฉลี่ย 1.51 ยูโรต่อลิตร (ประมาณ 56.65 บาท) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000

ในขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ก่อนร่วงลงมา แต่รัฐบาลนายมาครงได้ปรับขึ้นภาษีไฮโดรคาร์บอนในปีนี้ที่อัตรา 7.6 เซนต์ต่อลิตรสำหรับดีเซล และ 3.9 เซนต์ต่อลิตรสำหรับเบนซิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ให้ใช้เชื้อเพลิงสะอาด

การตัดสินใจขึ้นภาษีดีเซลอีก 6.5 เซนต์ต่อลิตร และเบนซิน 2.9 เซนต์ต่อลิตร ที่จะมีผลในวันที่ 1 ม.ค. 2019 กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เกิดการลุกฮือขึ้นประท้วง ทว่าประธานาธิบดีมาครงกล่าวอ้างว่าเป็นเพราะราคาน้ำมันโลกเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาส 3

โดยการประท้วงทั่วประเทศครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมามีผู้ร่วมชุมนุมเกือบ 300,000 คน

Riot police carry shields covered in yellow paint during protests in Paris on 1 December 2018

ที่มาของภาพ, AFP / Getty Images

คำบรรยายภาพ, ตำรวจปราบจลาจลถูกผู้ประท้วงสาดสีเหลืองใส่

ทำไมต้อง "เสื้อกั๊กเหลือง"

ผู้ขับขี่รถทุกคนในฝรั่งเศสต้องพกเสื้อกั๊กสีเหลืองไว้ในรถของตน เพราะเป็นหนึ่งในอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังมีกรวยสามเหลี่ยมสีแดงที่ต้องวางไว้ด้านหลังรถที่เกิดเสียขึ้นมากลางทาง และถ้าพลขับจะลงจากตัวรถก็ต้องสวมเสื้อกั๊กสีเหลืองสะท้อนแสงที่มองเห็นได้ชัดเจนด้วย

การไม่สวมใส่เสื้อกั๊กหลังรถเสียหรือเกิดอุบัติเหตุ อาจทำให้ต้องเสียค่าปรับเป็นเงิน 135 ยูโร (ประมาณ 5,064 บาท) ตามกฎหมายที่นำมาบังคับใช้ในปี 2008