เขื่อนลาวแตก : ชีวิตที่สูญสิ้น ไร้ที่ทำกิน หลังน้ำลด

ผ่านสามเดือนเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตก ชาวลาวยังอยู่ในสภาพสูญเสียทั้งบ้าน และที่ทำกิน เต็นท์ชั่วคราวที่หน่วยงานต่างประเทศนำมาบริจาคกลายเป็นที่พักที่ไม่อาจเรียกได้ ว่าเป็นบ้าน เหล่านี้คือสิ่งที่ภัยพิบัติมอบให้พวกเขา อันเกิดจากการสร้างเขื่อนที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อน

อานนท์ ชาวลาว ครูโรงเรียนประถมแห่งบ้านหินลาด ซึ่งเคยอยู่อาศํยที่บ้านหินลาดในแขวงอัตตะปือ ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยจับปลาตามลำห้วย สัตว์เล็กสัตว์น้อยอย่างปู กบ ตามทุ่งนา ไม่ไกลจากบริเวณที่ตั้งเต็นท์พักชั่วคราว

หลังจากสามเดือนชาวลาวในหมู่บ้านนี้ ซึ่งกระจัดกระจายไปตามศูนย์พักพิงโรงเรียนหลังเขื่อนแตก ถูกทางการย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านอีกแห่ง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่สูงกว่าบ้านเดิม พวกเขามีเพียงเต็นท์พักชั่วคราวในสภาพแออัด กลางเปลวแดดที่ร้อนจัด เป็นที่พักอาศัยต่างบ้าน

บ้านหินลาด ชาวลาวอยู่ด้วยกัน 178 ครัวเรือน เป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำเซเปียน และเป็นบริเวณแรก ที่ถูกน้ำจากเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ปริมาณมหาศาลไหลทะลักเข้าท่วมในคืนวันที่ 23 ก.ค. บ้านของพวกเขาถูกน้ำจากเขื่อนทำลายไม่จนแทบไม่เหลือร่องรอยชีวิตที่เคยอยู่อาศํย

อานนท์บอกว่า เขาไม่รู้มาก่อนว่าเหนือไปจากหมู่บ้านที่อาศัย มีการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่

พวกเขาเพิ่งจะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นเดือนแรก ซึ่งทางการมอบเงินให้คนลาวผู้ประสบภัย คนละ 1 แสนกีบต่อคน ต่อหนึ่งเดือน หรือคิดเป็นเงินไทยไม่ถึง 400 บาท

พลัดถิ่นที่ดินเดิม

ที่พักชั่วคราวที่ชาวบ้านหินลาดอยู่ ห้องอาบน้ำและห้องสุขาต้องใช้รวมกันทั้งหมู่บ้าน ห้องสุขาเป็นแบบ เคลื่อนที่ตั้งอยู่ในโรงเรียน ส่วนการอาบน้ำ เจ้าหน้าที่กางเต็นท์ผ้าใบให้มีความสูงพอบังสายตา ให้พอใช้เป็นที่อาบน้ำชั่วคราว โดยน้ำที่ใช้ต้องรอให้เจ้าหน้าที่มาสูบให้เป็นเวลา ชาวบ้านบางคนรอไม่ไหวก็ใช้น้ำจากลำห้วย

เป็นชีวิตที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากวิถีที่พวกเขาเคยอยู่

แต่เดิมอานนท์ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินเดียวกับบ้านของพ่อแม่ที่มีสมาชิกรวม 9 คน อยู่อาศัยบนที่ดินผืนเดียวกันขนาด 30 เฮกตาร์ หรือกว่า 187 ไร่

หลังเขื่อนแตก ที่ดินที่เคยเป็นไร่นา กลายสภาพเป็นบึงน้ำและมีสันทรายทับถมจากภัยพิบัติ

หลังน้ำลด อานนท์และคนในหมู่บ้านบอกว่า อยากจะกลับไปอยู่ยังที่เดิม แต่ทางราชการประกาศห้าม เข้าไปพักอาศัยและทำกินในเขตหมู่บ้านเดิมอีก เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่รับรองความปลอดภัยหากพวกเขากลับไป

อานนท์เล่าว่า ที่บ้านหินลาดถูกน้ำซัดจนเหลือไม่กี่หลังคาเรือนที่ยังเห็นโครงสร้าง เขากลับลงไปสำรวจ บ้านพบว่าแทบไม่มีสิ่งไหนที่สามารถใช้การได้ ทรัพย์สินบางส่วนที่พอหลงเหลือรวมถึงสัตว์เลี้ยงก็โดนลักขโมย

ส่วนบ้านหลังที่ใกล้เขื่อนมากกว่าบ้านของเขา ไม่เหลืออะไรเลย บางหลังเหลือแค่พื้นซีเมนต์ให้เห็น สวนส้มโอ มะม่วงที่ชาวบ้านปลูกล่มสลาย

บ้านของความหวังใหม่

ทางราชการแจ้งชาวบ้านว่าจะจัดสรรทำบ้านพักชั่วคราวไว้ให้ แต่ยังไม่มีการส่งมอบให้เข้าพักอาศัย

ส่วนที่ทำกินที่ไม่สามารถกลับไปได้ อานนท์ ให้ข้อมูลว่าไม่มีการแจ้งที่แน่ชัดจากทางการว่าจะจัดสรร ที่ทำกินเพื่อชดเชยจากที่ทำกินเดิมอย่างไร

ชาวบ้านได้รับข้อมูลเฉพาะเรื่องบ้านพักชั่วคราวที่รู้เพียงว่ามีการนำตู้คอนเทนเนอร์จากประเทศไทยมา ประกอบและสร้างให้ก่อนในบริเวณป่าท้ายหมู่บ้านตะมอหยอด ซึ่งไกลจากบ้านหินลาด บ้านเดิมของพวกเขาราวหนึ่งกิโลเมตร

มูลค่าการก่อสร้างคิดเป็นเงินลาวหลังละ 50 ล้านกีบ ยังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการสร้าง ยังไม่ส่งมอบให้ครอบครัวใดพักอาศัย มีบางครอบครัวทนความแออัดและไม่สะดวกไม่ไหว ออกมาตัดไม้และช่วยกันสร้างที่พักอาศัยเองเป็นการชั่วคราวแต่ไม่เงินช่วยเหลือในส่วนนี้

จากการพูดคุยกับชาวหินลาด พวกเขายังรอความหวังในการช่วยเหลือจากทางราชการ ที่ได้แจ้งชาวบ้านเบื้องต้นว่า จะจัดสรรพื้นที่สำหรับพักอาศัยถาวรขนาดกว้าง 20x30 เมตร ต่อหนึ่งครอบครัว เพื่อให้สร้างที่พักอาศัย

พวกเขายังพูดคุยกันว่าจะลงไปสำรวจว่ายังพอมีพื้นที่ส่วนไหนพอที่จะสามารถทำกินปลูกข้าวปลูกผักได้ เพื่อช่วยเหลือตัวเองไปก่อน จะรอความช่วยเหลือจากแต่ทางราชการนั้นคงไม่เพียงพอ ต่อการดำเนินชีวิตให้อยู่รอดและมองไม่เห็นอนาคตข้างหน้า

มองไม่เห็นฝั่ง

นางหล้า น้องสาวของอานนท์ เล่าให้ฟังว่า ก่อนเขื่อนแตกหมู่บ้านนี้เคยเป็นหมู่บ้านที่สวยงาม ชาวบ้านอยู่กันอย่างมีความสุขและพึ่งพาธรรมชาติ

เธอมีอาชีพเกษตรกรรมทำนา ปลูกผักเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อเป็นอาหารและบางส่วนก็จำหน่าย สามีทำงานในโรงงานเฟอร์นิเจอร์ในหมู่บ้าน จึงพอมีเงินเก็บบ้างเพื่อจับจ่ายซื้อของอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ และใช้ในยามฉุกเฉิน แม้ไม่มากมายนัก แต่ชีวิตก็มีความสุขตามวิถีเช่นชาวลาวละแวกนั้น

เธอบอกว่า โชคยังดีเธอไม่ต้องสูญเสียคนในครอบครัวเหมือนครอบครัวอื่น แต่ที่เหมือนกันคือ สูญเสียทรัพย์สิน บางครอบครัวเพิ่งสร้างบ้านเสร็จยังไม่ทันเข้าอยู่ บ้านก็พังหายไปกับสายน้ำ

"มองไม่เห็นฝั่งตอนนี้ชีวิตได้แต่รอความหวังความช่วยเหลือจากหน่วยราชการ แม้แต่นมผงที่จะใช่เลี้ยงลูกสาวที่ยังเล็กก็ต้องรอจากสิ่งของที่บริจาคไม่มีเงินเพียงพอที่จะหาซื้อ"

บีบีซีไทย ได้ติดต่อทางโทรศัพท์ไปยังเจ้าแขวงอัตตะปือเพื่อสอบถามการช่วยเหลือชาวลาว แต่ไม่สามารถติดต่อได้