You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ส่องหลักสูตร 'วิทยาศาสตร์แห่งความสุข' ของ ม.แคลิฟอร์เนีย
ในยุคที่ผู้คนต่างเคร่งเครียดและซึมเศร้ากันมากขึ้น สาขาวิชา "วิทยาศาสตร์แห่งความสุข" (Science of Happiness) เป็นหนึ่งในหลักสูตรออนไลน์ที่น่าสนใจ ซึ่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ เปิดให้คนทั่วไปลงทะเบียนเข้าศึกษาจากที่บ้านได้ โดยใช้เวลาเรียนราว 10 สัปดาห์
แบรด แรสส์เลอร์ นักเขียนของนิตยสาร Outside Magazine ได้ทดลองลงเรียนวิชานี้ และเลือกหยิบยกเอาความรู้ที่ได้มาแบ่งปันเล่าสู่กันฟัง 13 เรื่อง ซึ่งเนื้อหาบางส่วนในบทความของเขามีดังต่อไปนี้
ความสุขเป็นเรื่องอัตวิสัย
หลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นภววิสัยไม่สามารถจะนำมาชี้วัดเรื่องความสุขได้ การที่จะตัดสินว่าใครมีความสุขหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการนิยามความหมายของคนผู้นั้นว่าความสุขของเขาคืออะไร สำหรับบางคนความสุขคือภาวะที่ไร้ความกังวล มีความรู้สึกรื่นเริงเบิกบาน บางคนมองว่าคือการมีสุขภาพดีและไร้ปัญหาใด ๆ ในชีวิตอย่างสิ้นเชิง บางคนเห็นว่าความสุขคือการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและได้เป็นผู้ให้แก่ผู้อื่น
หากคนผู้นั้นได้บรรลุถึงเป้าหมายแห่งความสุขตามแบบในนิยามของตนแล้ว ก็จะรู้ได้ทันทีว่าตนเองมีความสุข โดยไม่ต้องไปถามผู้เชี่ยวชาญ ทำการทดลอง หรือทำแบบทดสอบทางจิตวิทยาเพื่อวัดว่ามีความสุขหรือไม่อีกให้เสียเวลา
เงินซื้อความสุขไม่ได้
เคยมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชิ้นหนึ่งที่ชี้ว่า คนร่ำรวยไม่ได้มีความสุขเหนือไปกว่าคนที่ขัดสน เพราะคนเรามีกระบวนการทางจิตวิทยาที่ปรับตัวให้เคยชินกับความสุขสบายที่ได้รับ (Hedonic adaptation) ซึ่งทำให้คนรวยไม่ค่อยรู้สึกรู้สาอะไรกับความมั่งคั่งของตนเองมากนัก
หากคุณกำลังลำบากเงินจำนวนหนึ่งอาจช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ลงได้ แต่ถ้าสะสมเงินรายได้มากขึ้นถึงระดับหนึ่ง ซึ่งตามที่งานวิจัยดังกล่าวระบุคือ 75,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี (ราว 2.45 ล้านบาท) ทรัพย์สินที่มีอยู่จะไม่สามารถเป็นตัวชี้วัดความสุขได้อีกต่อไป
ความสุขไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึก แต่เป็นแนวทางการปฏิบัติตน
แม้ทฤษฎีความสุขของ ศ. ซอนย่า ลูโบมีร์สกี แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตริเวอร์ไซด์จะบอกว่า ระดับความสุขในชีวิตของคนเราถูกกำหนดมาล่วงหน้าแล้วด้วยพันธุกรรมถึง 50% และถูกกำหนดด้วยเหตุการณ์แวดล้อม 10% แต่เรื่องนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับความพยายามริเริ่มส่วนบุคคลด้วยอีกถึง 40% เช่นกัน
นักจิตวิทยาอีกหลายคนก็แนะนำว่า การสร้างความสุขนั้นเป็นเหมือนกับการบริหารจัดการชีวิตที่คนเราต้องทำอยู่ตลอดเวลา แต่ให้มองว่าเป็นเหมือนกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ หรือการเข้าครัวทำอาหาร โดยมีการลองผิดลองถูกและปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนพบวิถีทางแห่งความสุขในแบบที่เหมาะสมกับตนเอง
พอใจและขอบคุณต่อสิ่งที่เรามี คือแอปพลิเคชันสร้างความสุขชั้นเยี่ยม
การสร้างนิสัยให้รู้สึกขอบคุณต่อทุกสิ่งที่เราได้รับในทุกวัน เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยสร้างความสุขอย่างได้ผล โดยมีงานวิจัยที่ยืนยันว่า การเขียนบันทึกประจำวันเพื่อแสดงความรู้สึกขอบคุณต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกในทางบวกได้เป็นอย่างดี แต่นักวิจัยแนะนำว่าไม่ควรพยายามบีบคั้นตนเองเพื่อสร้างความรู้สึกดังกล่าวขึ้นบ่อยครั้งเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการฝืนและชาชินได้ แต่ควรจะทำเป็นประจำเพียง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็พอ
อย่าแยกตัวอยู่โดดเดี่ยว
แม้มนุษย์จะเป็นสัตว์ที่ไร้เหตุผลและชอบสร้างปัญหา แต่วิวัฒนาการทำให้คนเราต้องการกันและกันเสมอ การรวมกลุ่มของเผ่าพันธุ์เดียวกันทำให้เราอยู่รอด ทั้งยังตอบสนองต่อธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกที่ชอบการประนีประนอมกันอีกด้วย การเข้ากลุ่มและสร้างความปรองดองร่วมมือร่วมใจกัน กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) หรือฮอร์โมนแห่งความรัก ซึ่งสร้างความรู้สึกผูกพันและอบอุ่นให้เกิดขึ้น
เมื่อตอนเด็กแม่ไม่อุ้มจะเกิดอะไรขึ้น ?
ทฤษฎีความผูกพัน (Attachment theory) ซึ่งพัฒนาขึ้นในปี 1969 ระบุว่าคุณภาพของการใส่ใจดูแลจากผู้เลี้ยงดูในวัยเด็ก ส่งผลต่อทารกในเรื่องของความสัมพันธ์ทางสังคมเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ได้ โดยเด็กที่ถูกทอดทิ้งหรือปล่อยปละละเลย จะมีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนรอบข้างรวมถึงคนรักและมิตรสหาย โดยมักจะขาดความไว้วางใจ ทำตัวแปลกแยกห่างเหิน จนเกิดเป็นวงจรรัก ๆ เลิก ๆ หรือความสัมพันธ์ไม่ยั่งยืนต้องแตกหักกับคนรอบข้างเสมอ แต่พฤติกรรมนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการบำบัดทางจิตวิทยา
ที่มาของความสุขไม่จำเป็นจะต้องมีความหมายหรือคุณค่า
ในขณะที่งานวิจัยส่วนใหญ่ยกย่องการใช้ชีวิตอย่างมีค่าต่อผู้อื่น ผลการศึกษาหนึ่งที่เผยแพร่ในปี 2012 กลับชี้ว่า ความสุขนั้นมาจากการเป็นผู้รับมากกว่าการเป็นผู้ให้ ซึ่งนับว่าสวนทางกับความเข้าใจเชิงศีลธรรมที่มีมาก่อนอย่างสิ้นเชิง
นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องความสุขหลายคนไม่เห็นด้วยกับผลการวิจัยนี้ ซึ่งแยกเรื่องคุณค่าหรือความหมายของการกระทำออกจากความสุขที่ได้รับ "การใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและคุณค่า เกี่ยวข้องกับการเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ นำมาซึ่งความวิตกกังวลและความเครียดในระดับที่สูงกว่ามาก ทำให้ความสุขที่ควรจะได้ลดลง"