ชาวราปานุยใช้เทคนิควิศวกรรมล้ำยุคสวมหมวกหินให้รูปสลักโมอาย

ที่มาของภาพ, TERRY HUNT
นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกันค้นพบว่า ชาวราปานุยซึ่งเป็นชนพื้นเมืองยุคก่อนประวัติศาสตร์ของเกาะอีสเตอร์ สามารถใช้เทคนิคทางวิศวกรรมที่ก้าวหน้าเกินยุคสมัยของตน เคลื่อนหินหนักเกือบ 11 ตัน ขึ้นไปวางบนศีรษะของรูปสลักโมอายที่สูงเท่าอาคาร 3 ชั้นได้ โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงงานและทรัพยากรมากเท่าที่เคยคิดกันไว้
นายฌอน ฮิกซัน นักศึกษาวิจัยระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตทของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการค้นพบดังกล่าวในวารสาร Journal of Archaeological Science โดยระบุว่าผลการวิเคราะห์ร่องรอยที่พื้นผิวของหมวกหิน "ปูเกา" (Pukao) ซึ่งเป็นเครื่องประดับศีรษะหรือมวยผมของรูปสลักหินโมอายบางตัวนั้น แสดงถึงวิธีการที่ชาวราปานุยใช้ในการเคลื่อนหินเถ้าภูเขาไฟขนาดใหญ่ขึ้นสู่ที่สูงได้
ผลการวิเคราะห์พบว่า ชาวเกาะอีสเตอร์โบราณน่าจะใช้วิธีสร้างทางลาด โดยเริ่มถมดินจากส่วนพื้นราบสูงขึ้นไปยังศีรษะของรูปสลักหินซึ่งเอียงตัวมาทางด้านหน้าเล็กน้อย

ที่มาของภาพ, SEAN HIXON
จากนั้นใช้เชือกพันรอบหมวกหินทรงกลมที่กลิ้งมาจากเหมืองหินซึ่งอยู่ห่างออกไป 13 กิโลเมตร แล้วใช้คนชักลากขึ้นบนทางลาดจนถึงจุดที่ต้องการ ก่อนจะวางหมวกหินลงบนส่วนศีรษะและผลักรูปสลักให้ตั้งตรงเหมือนเดิม
เทคนิคทางวิศวกรรมดังกล่าว ทำให้ชาวราปานุยซึ่งไม่มีเครื่องมือล้ำสมัยสามารถนำหมวกหินขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 เมตร ขึ้นวางบนรูปสลักที่สูงถึง 10 เมตรได้อย่างมั่นคงไม่ร่วงหล่นลงมา โดยใช้แรงงานคนชักลากเพียง 10 คนเท่านั้น

ที่มาของภาพ, TERRY HUNT
ศ. เทอร์รี่ ฮันต์ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแอริโซนาของสหรัฐฯบอกว่า การค้นพบครั้งนี้ชี้ว่าชนพื้นเมืองยุคก่อนประวัติศาสตร์ของเกาะอีสเตอร์ สามารถใช้เทคนิควิศวกรรมที่ก้าวหน้าเกินยุคสมัยของตนดำเนินโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ โดยไม่ต้องอาศัยการตัดไม้ทำลายป่าหรือทำลายทรัพยากรอย่างรุนแรง จนทำให้เกิดสงครามชนเผ่าและสูญเสียประชากรไปจำนวนมาก ตามที่นักวิชาการเคยเข้าใจกันมาแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ชาวราปานุยซึ่งเป็นชนพื้นเมืองโบราณเชื้อสายโพลีนีเชียน ได้สร้างรูปสลักหินโมอายนับพันตัวขึ้นโดยตั้งไว้ล้อมรอบเกาะอีสเตอร์ การสวมหมวกหินปูเกาให้กับรูปสลักบางตัว ถือเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงต่อบรรพบุรุษ






